การผลิตรายการโทรทัศน์จะมีสถานที่ทำงานที่เปลี่ยนไปตามรูปแบบของรายการ  บางรายการอาจจะต้องประจำอยู่ที่สตูดิโอ หรือ บางรายการอาจจะเป็นรายการที่ต้องออกไปถ่ายทำนอกสถานที่ ซึ่งสถานที่ก็จะเปลี่ยนไปตามเรื่องที่จะถ่าย อีกเช่นกัน และนอกเหนือจากขั้นตอนการถ่ายทำยังมีขั้นตอนอื่นๆอีก เช่น 

  1. ในการทำสคริปอาจจะต้องลงพื้นที่เพื่อหาข้อมูล                         
  2. การออกไปเก็บภาพบรรยากาศต่างๆเพื่อนำมาประกอบในรายการ 
  3. การสัมภาษณ์ผู้รู้หรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เราจะนำมาออกอากาศในครั้งนั้น 
  4. การออกไปหาหรือติดต่อสถานที่ถ่ายทำรายการ 

ซึ่งโดยรวมแล้วการทำงานของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์จะมีการเปลี่ยนสถานที่ทำงานไปเรื่อยๆ และจะมีการเข้าออฟฟิศในช่วงเตรียมงานก่อนการถ่ายทำ แต่ในบางครั้งการเขียนสคริปหรือถ่ายทำนั้นสามารถทำได้เลยที่ออฟฟิศ ซึ่งบรรยากาศในออฟฟิศของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์นั้น ก็จะมีทั้งบริษัทใหญ่ๆ และ บริษัทที่จัดตั้งกันเองเล็กๆ บรรยากาศโดยรวมจะสนุกสนานมีระบบการทำงานแบบเป็นพี่เป็นน้องกัน ด้วยรูปแบบการทำงานที่เป็นงานสายบันเทิง ระบบการทำงานก็จะแตกต่างไปจากงาน routine คือเวลาเข้าและออกงานจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับงานในวันนั้น โดยเฉพาะวันที่มีการถ่ายทำรายการอาจกินเวลาในการทำงานมากกว่า 8  ชั่วโมง

ปัจจัย และองค์ประกอบที่จะต้องคำนึงทุกครั้ง ในกระบวนการผลิตรายการโทรทัศน์ (4 M + 1 T)

  • คน (MAN)
  • อุปกรณ์ (MATERIAL)
  • งบประมาณ (MONEY)
  • การจัดการ (MANAGEMENT)
  • เวลา (TIME)

หัวใจของการผลิตรายการ

  1. เขียนบท
  2. ถ่ายทำ
  3. กำกับ
  4. ตัดต่อ

ขั้นตอนการผลิตรายการ  บันได 3 ขั้น ( 3 P )

PRE-PRODUCTION ขั้นตอนการเตรียมงาน
PRODUCTION ขั้นตอนการผลิตรายการ
POST-PRODUCTION ขั้นตอนเรียบเรียงและลำดับรายการ ก่อนเป็นชิ้นงาน

ขั้นเตรียมการ PRE-PRODUCTION

  1. วางแผน (Plan) กำหนดเรื่องราว เนื้อหา ที่ต้องการจะผลิต โดยยึดหลัก 5 W + 2H
    1. Who กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร / รายการตอบสนองคนกลุ่มไหน
    1. Why วัตถุประสงค์ในการผลิตรายการ
    1. What จะผลิตรายการอะไร  ประเภทไหน
    1. Where กำหนดสถานที่ในการถ่ายทำรายการ (ในสตูดิโอ / ภายนอก) ออกอากาศช่องทางไหน ตัดต่อที่ไหน
    1. When จะเริ่มผลิตเมื่อไหร่ / ออกอากาศเมื่อไหร่ เวลาไหน ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย / จะใช้เวลาในการผลิตเท่าใด
    1. How จะผลิตรายการอย่างไร กำหนดรายละเอียดในการผลิต
    1. How Much ใช้งบประมาณเท่าไหร่
  2. วางแผน (Plan) กำหนดเรื่องราว เนื้อหา ที่ต้องการจะผลิต โดยยึดหลัก 5 W + 2H
    1. เอกสาร
    1. บุคคล / แหล่งข่าว
    1. สถานที่จริงที่จะไปถ่ายทำ

แล้วนำมารวบรวม สังเคราะห์ จัดทำและเรียบเรียงเนื้อหา ให้เป็นโครงร่างรายการ

  • จัดทำสคริปท์ / บท
  • วางแผน (Plan) กำหนดเรื่องราว เนื้อหา ที่ต้องการจะผลิต โดยยึดหลัก 5 W + 2H
    • เริ่มจากวางประเด็น (Concept)
    • แก่นของเรื่อง (Theme)
    • เค้าโครงเรื่อง (Plot / Treatment)
    • เค้าโครงเรื่องแบบละเอียด (Outline Script / Synopsis)
    • บทโทรทัศน์ (Full Script)
    • บทภาพ (Story board)
  • ประสานงานกับส่วนต่างๆ ทั้งภายใน (ทีมงาน) และภายนอก (สถานที่ / พิธีกรหรือผู้แสดง)

ขั้นตอนผลิตรายการ PRODUCTION
สถานที่ ในสตูดิโอ
ข้อดี
– ควบคุมแสง
– ควบคุมเสียง
– ควบคุมบรรยากาศ และสามารถตกแต่งฉากได้อย่างเต็มที่
– ไม่ต้องกังวลกับสภาพดินฟ้าอากาศ
– มีความพร้อมทางด้านเทคนิค ส่วนใหญ่มีกล้องมากกว่า 3 ตัว

นอกสตูดิโอ แบ่งเป็น ในอาคาร (Indoor) และนอกอากคาร (Outdoor)
ข้อดี
– มีความเป็นธรรมชาติ ดูเป็นจริงมากกว่า
– ลดงบประมาณด้านฉาก

กระบวนการถ่าย ทั้งในสตูดิโอ และนอกสตูดิโอ จะคล้ายคลึงกัน ในกรณี ที่เป็นรายการ ที่มีการเตรียมการณ์ถ่ายทำ

  • เตรียมและตรวจเช็คอุปกรณ์
  • จัดเตรียมฉากและพื้นที่ที่จะใช้
  • จัดเตรียมแสง และเสียง
  • จัดวางตำแหน่งกล้อง
  • ซักซ้อมทีมงานทุกฝ่าย
  • ซ้อมการแสดง
  • ถ่ายทำจริง ตามที่ได้ทำการซักซ้อมกับนักแสดงไว้แล้ว

หมายเหตุ :  ควรจะมีการถ่ายทำเผื่อไว้หลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อประโยชน์ในการตัดต่อ ในการเลือกภาพ หรือแทรกภาพ (Insert / Cut away)

ความเข้าใจเรื่องภาพ
ภาพเคลื่อนไหว ที่เราเห็นในโทรทัศน์นั้น เกิดจากการนำเอาภาพนิ่งหลายๆภาพมาเรียงต่อกัน ด้วยความเร็วมากจนสายตาจับภาพไม่ทัน (ประเทศไทย ใช้ความเร็วเคลื่อนภาพโทรทัศน์ 25 ภาพ ต่อ 1 วินาที ในขณะที่ภาพยนตร์ ที่มีความเร็วของการเคลื่อนภาพ 24 เฟรม ต่อ วินาที)

  • ฟิลด์ (Field) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ของระบบภาพในงานโทรทัศน์ โดย 2 ฟิลด์ จะเป็น 1 เฟรม (Frame) 25 เฟรม จะเท่ากับ 1 วินาที  โดยเวลาที่นิยมใช้แสดงผลเวลาของภาพ จะเรียกว่า Time Code (TC)
  • Shot เป็นหน่วยของการเรียกภาพ โดยนับตั้งแต่เริ่มบันทึกเทป ไปจนถึงสิ้นสุดการบันทึก 1 ครั้ง ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าใด
  • Scene เป็นการเรียกหน่วย ที่นำ Shot หลายๆShot มาเรียงร้อยกันให้เป็นความต่อเนื่อง ไม่สะดุด หรือกระโดด
  • Sequence เป็นการนำเอา Scene หลายๆ Scene มาร้อยต่อกันจนเป็นกลุ่มเนื้อหา เปรียบเหมือนหนังสือ 1 บทนั่นเอง

ขนาดภาพ

  1. Extreme Long Shot ( ELS) เป็นขนาดภาพที่ว้างมาก ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อแนะนำสถานที่ แสดงภาพรวมทั้งหมดของฉากนั้นๆ
  2. Long Shot ( ELS) ภาพกว้าง ที่เจาะจงสถานที่มากขึ้น เพื่อแสดงความสำคัญของภาพฃ
  3. Medium Shot (MS) ภาพระยะปานกลาง เป็นภาพวัตถุในระยะปานกลางเพื่อ ตัดฉากหลังและรายละเอียดอื่นๆที่ไม่จำเป็นออกไป และเน้นเรื่องราวที่เราต้องนำเสนอ รายละเอียดจะเห็นมากมากขึ้น เช่นภาพครึ่งตัว
  4. Close Up (CU) ภาพระยะใกล้ เป็นภาพที่ตัดฉากหลังออกทั้ง เพื่อเน้นในสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ เช่น สีหน้า แผลที่ขา ที่มือกำลังเขียนหนังสือ เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ใช้สื่อด้วยภาษากาย มากกว่าการสื่อด้วยการพูด
  5. Extreme Close Up (ECU) ภาพใกล้มาก จะเน้นเจาะจง เฉพาะจุดที่สำคัญเท่านั้น เช่น เฉพาะแววตา ปาก เพื่อแสดงอารมณ์ของภาพ

มุมภาพ

  1. ภาพมุมสูง / มุมกด – ให้ความรู้สึกกดดัน หรือตกตต่ำของตัวละคร
  2. ภาพระดับสายตา – เป็นทั่วไป คล้ายแทนสายตาผู้ชม
  3. ภาพมุมต่ำ / มุมเงย – ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ มีพลัง อำนาจ

มุมภาพจะลักษณะที่ถ่าย เพื่อบอกเนื้อหา และลักษณะภาพที่ถ่าย เช่น

  • ภาพที่ถ่ายจากมุมสูง (Aerial shot / bird’s eyes view)
  • ภาพครึ่งอก (Bust Shot)
  • ภาพเอียง (Canted Shot)
  • ภาพถ่ายข้ามไหล่ (Cross Shot / X Shot)
  • ภาพเต็มตัว (Full Shot)
  • ภาพบุคคล 2 คนครึ่งตัว (Two Shot / Double Shot) เป็นต้น

ลักษณะของภาพ

  • ภาพแบบออฟเจคตีฟ (Objective Shot) เป็นการถ่ายภาพในลักษณะแทนสายตาของผู้ชม
  • ภาพแบบซับเจคตีฟ (Subjective Shot) เป็นการถ่ายภาพในลักษณะกล้องจะตั้งอยู่ในตำแหน่งแทนสายตาของผู้แสดง

การเคลื่อนกล้อง

  • การแพนกล้อง (Panning) หมายถึง การเคลื่อนที่ของกล้องตามแนวนอนไปทางซ้าย หรือไปทางขวา โดยกล้องยังอยู่ ณ จุดเดิม
  • การทิ้ลท์ (Tilting) หมายถึง การเคลื่อนกล้องตามแนวดิ่ง จากล่างขึ้นบน และจากบนลงล่าง โดยกล้องยังอยู่ ณ จุดเดิม เพื่อให้เห็นวัตถุตามแนวตั้งเช่น ภาพอาคารสูง
  • การซูม (Zooming) หมายถึง การเปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์ ในขณะที่ถ่ายภาพโดยการใช้เลนส์ซูม ทำให้มุมภาพ เปลี่ยนไป ถ้าเปลี่ยนความยาวโฟกัสสั้นลง มุมจะกว้าง แต่ถ้าปรับความยาวโฟกัสให้ยาว มุมภาพจะแคบลง ดังนั้นการซูมจะช่วยเปลี่ยนขนาดของวัตถุให้ใหญ่ขึ้น (Zoom In) หรือเปลี่ยนขนาดของวัตถุให้เล็กลง(Zoom Out)ได้โดยตั้งขาตั้งกล้องไม่ต้องขยับเปลี่ยนตำแหน่งกล้องไป
  • การดอลลี่ (Dolling) หมายถึง การเคลื่อนกล้อง เข้าหาวัตถุ เรียกว่า Dolly in หรือการเคลื่อนไหวกล้องออกจากวัตถุ เรียกว่า Dolly out
  • การดอลลี่ (Dolly) จะคล้ายซูม (Zoom) ความลึกของภาพจะมากกว่าการซูม
  • การแทรค (Trucking / Tracking ) หมายถึง การเคลื่อนกล้องไปด้านซ้ายหรือขวาให้ขนานกับวัตถุ
  • การแทร็ค จะคล้ายกับการแพน แต่จะให้ความรู้สึกเคลื่อนผู้ชมเคลื่อนที่ เพราะฉากจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนกล้อง
  • การอาร์ค (Arcing) หมายถึง การเคลื่อนกล้องในแนวเป็นรูปครึ่งวงกลม
  • การเครน (Booming / Craning) หมายถึง การเคลื่อนกล้องแนวตั้ง ขึ้นลง
  • การดี โฟกัส (De focus) หมายถึง การปรับเลนส์ภาพทำให้เบลอก่อนที่เปลี่ยนภาพแล้วกลับมาชัดอีกครั้ง (ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีเป็นความนึกคิดของตัวละคร)
  • การชิพ โฟกัส (Shift focus) หมายถึง การปรับความคมชัดของภาพ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้ผู้ชมสนใจตรงจุดที่เราโฟกัสนั่นเอง
  • สติลช็อต (Still Shot) หมายถึง การถ่ายภาพโดยไม่เคลื่อนกล้อง ใช้มากในการถ่ายทำรายการทั่วไป เป็นภาพที่เห็นกันโดยทั่วไป

ขั้นเตรียมการ POST-PRODUCTION
เป็นกระบวนการสุดท้ายก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณชน เป็นนำเอาภาพที่ไปถ่ายทำ มาเรียบเรียงตัดต่อส่วนที่เกินหรือไม่ต้องการออก หรือเอาภาพที่ต้องการมาแทรก มีการใส่สีสันความน่าสนใจด้วยการใช้เอฟเฟ็คต่างๆ ใส่กราฟฟิค ต่างๆ ขึ้นชื่อ ใส่ดนตรี เสียงพากย์ ไตเติ้ล

โดยรูปแบบของการตัดต่อ จะมี 2 รูปแบบ คือ

  • Linear เป็นการตัดต่อ โดยการใช้สายสัญญาณ เป็นตัวส่งสัญญาณจากเครื่องเล่นเทป มายังเครื่องผสมสัญญาณภาพ (Mixer) และสร้างเอฟเฟคพิเศษ (SFX) ก่อนที่จะออกไปสู่เครื่องบันทึกเทป เรียกโดยทั่วกันว่า A/B Roll
  • Non-linear เป็นการตัดต่อโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการนำเอาภาพที่ถ่ายทำมาลงในฮาร์ทดิสก์ แล้วใช้โปรแกรมทำการตัดต่อทำการตัดต่อ เมื่อเสร็จแล้วก็ถ่ายสัญญาณสู่เครื่องบันทึกเทป

เพิ่มเติม
งานศิลปกรรมโทรทัศน์ คือ การสื่อความหมายหรือสื่อสารกับผู้ชมรายการ อันได้แก่ ฉาก งานกราฟิก แสงเงา เสื้อผ้า การแต่งหน้า ตลอดจนในสิ่งต่างๆ ที่นักออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นมา

งานศิลปรรมมีความสำคัญ คือ

  1. สร้างความน่าสนใจ
  2. สร้างความน่าเชื่อถือ
  3. สร้างความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง

แสงในรายการโทรทัศน์

  1. ต้องการให้แสงมีปริมาณที่เพียงพอ
  2. ต้องการให้เห็นความแตกต่างระหว่างความสว่างและความมืด
  3. ต้องการให้เห็นภาพเหมือนจริงตามธรรมชาติมากที่สุด
  4. แสดงให้เห็นรูปร่าง รูปทรง ลักษณะทางมิติ
  5. แสดงถึงอารมณ์ของภาพ
  6. แสดงถึงเวลา สถานที่ของภาพ
  7. สร้างความงามของภาพ (Composition) เพื่อเพิ่มจุดสนใจ

เสียงในรายการโทรทัศน์

  1. เสียงบรรยาย (Narration)
  2. เสียงพูดหรือเสียงสนทนา (Dialogue)
  3. เสียงดนตรี (Music)
  4. เสียงประกอบ (Sound Effects)

สรุปเนื้อหาการผลิตรายการโทรทัศน์

การทำงานด้านสื่อทุกแขนงมีผลกระทบต่อสังคม เพราะทุกคนบริโภคและรับสารจากสื่อ นอกเหนือจากการรับสื่อด้วยความบันเทิงแล้ว ยังต้องมีวิจารณญาณในการรับชม เพราะหากผู้ผลิตส่งต่อข้อมูลที่ผิด แง่ลบ หรือส่งเสริมทัศนะคติที่ผิดๆจะทำให้เรื่องผิดนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา ทุกคนทำตามๆกันซึ่งส่งผลกระทบในแง่ลบมากมายต่อสัมคม แต่ในทางกลับกันถ้าการนำเสนอสื่อ มีมุมมองที่ชวนคิด ช่วยให้ผู้ชมวิเคราะห์และเสนอความคิดเห็นจนเกิดจุดเปลี่ยนที่ดีได้นั้น ก็จะส่งผลที่ดีมากมายในสังคม เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำสื่อทุกแขนงควรมีจรรยาบรรณในการนำเสนอ

ความก้าวหน้าของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์นั้นจะมาจากประสบการณ์การทำงาน การมีไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆอยู่เสมอ และการมี connection ที่ดีเพื่อขยายหรือต่อยอดงานต่อไป เป็นงานที่เน้นการปฏิบัติจึงสามารถเรียนรู้งานและพัฒนาตัวเองไปได้เรื่อยๆ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัด  

  1. ในช่วงแรกของการทำงานอาจเริ่มจากการเป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ ที่จะคอยช่วยทั้งในเรื่องของการหาข้อมูล การทำสคริป การเสนอไอเดียใหม่ๆให้กับรายการ 
  2. หากได้แสดงศักยภาพให้เห็นแล้วว่าสามารถควบคุมงานทั้งหมดได้ ก็จะได้รับมอบหมายงานใหม่หรือเลื่อนตำแหน่งเป็นโปรดิวเซอร์ที่จะต้องคุมภาพรวของรายการทั้งหมด เป็นคนที่กำหนดทิศทางและตัดสินใจเรื่อง ต่างๆที่เกิดขึ้นในรายการ 
  3. นอกจากนั้นถ้าเรามีประสบการณ์มากพอ ก็สามารถผลิตรายการเองทั้งหมดได้ โดยการเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์หรือผู้ควบคุมการผลิต จะเป็นคนดูแลภาพรวมของทุกรายการที่มีอยู่ในบริษัทรวมไปถึงเรื่องงบประมาณ ความเหมาะสม การตลาด และการกำหนดรูปแบบรายการ 

ซึ่งในปปัจจุบันการผลิตสื่อทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากอุปกรณ์และช่องทางที่มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้เด็กรุ่นใหม่สามารถผลิตสื่อต่างๆออกมาได้ด้วยตัวเอง ระยะเวลาที่จะประสบความสเร็จในการทำงานก็จะสั้นลง อายุการทำงานที่น้อยลงแต่มีประสบการณ์เทียบเท่ากับคนรุ่นก่อนๆที่ทำงานมากนาน

Visits: 2997

Comments

comments