การถ่ายภาพเบื้องต้น Basic Photography

การถ่ายภาพเกิดจากศาสตร์ของการถ่ายภาพเกิดจาก 2 ศาสตร์คือ ศาสตร์ทางด้านฟิสิกส์และศาสตร์ทางด้านเคมีพวกสารใวแสงกับวัสดุใวแสงทำให้ปรากฎภาพออกมาศาสตร์ทางด้านฟิสิกส์เกิดขึ้นเมื่อ 400 ปีก่อนคริสศักราชโดยนักปราชชื่อ อริสโตเติล ได้เขียนบันทึกไว้ว่า ถ้าเราปล่อยให้แสงผ่านเข้าไปในช่องเล็กๆในห้องมืดแล้วถือกระดาษขาวให้ห่างจากช่องรับแสงประมาณ 15 เซ็นติเมตรจะปรากฎภาพบนกระดาษมีลักษณะภาพจริงหัวกลับแต่เป็นภาพที่ไม่ชัดเจนนักหลักการคือมีห้องที่มืดแล้วมีรูในห้องติดกระดาษสีขาวภาพจะไปปรากฎขึ้นทำให้เกิดการสร้างห้อง ออบสคิวล่า หรือว่าห้องมืด

แล้วใช้จิตกรร่างภาพตามตัวแบบที่ส่องเข้ามาและต่อไปใด้พัฒนาห้องให้มีขนาดเล็กลงแล้วเอาโต๊ะไปวางแล้วใช้กระดาษวางข้างบนแล้วแสงส่งลงมาจากรูบนห้องทำให้เกิดภาพขึ้นต่อมามีวัฒนาการที่มากขึ้นในปี ค.ศ. 1676 โดยพัฒนาเป็นกล้องรีเฟร็กซ์ขึ้นมากล้องจะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมแล้วเอากระจกสะท้องแสงใส่เข้าไปทำให้เห็นภาพในกล่องได้แต่ยังบันทึกภาพไม่ได้ต่อไปเป็นศาสตร์ทางด้านเคมีโดยคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ให้สารไวแสงทำให้เกิดสีออกมาได้ซึ้งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1727- ค.ศ. 1777 เป็นช่วงคิดค้นสารไวแสงขึ้นมา ต่อมาปี ค.ศ. 1825- ค.ศ.1840 เป็นช่วงที่ถ่ายภาพกำลังได้รับความนิยมช่วงนี้จะมีบุคคลสำคัญอยู่ 3 ท่านที่คิดค้นการถ่ายภาพถาวรไม่ถูกลบเลือนไปคือ โจเซฟ นีเซโฟร์ เนียพซ์ เป็นชาว ฝรั่งเศษ

ภาพแรกที่เนียพซ์ถ่ายข้างหน้าต่างห้องทดลองโดยบันทึกลงในวัตถุไวแสงทำให้ภาพติดทนนานไม่หายไปโดยภาพนี้เปิดให้แสงเข้ามา 8 ชั่วโมงแล้วนำวัถุไวแสงไปล้างทำให้ภาพติดถาวร

บุคคลสำคัญคนที่ 2 คือ หลุยดาแกส์เป็นชาวฝรั่งเศษ

ดาแกร์กับเนียพซ์ช่วงแรกไม่ได้ทำงานด้วยกันต่างก็คิดค้นให้ภาพคงทนถาวรได้พอทำงานระยะหนึ่งทั้งคู่ได้รวมมือกันคิดค้นโดยเอาการค้นพบของแต่ละคนมาผสมประสานกันเพื่อให้ภาพดียิ่งขึ้นแต่พอสักพักเนียพซ์ก็เสียชีวิตไปดาร์แกร์ก็ได้คิดค้นด้วยตัวคนเดียวต่อไปทำให้การบันทึกภาพจาก 8 ชั่วโมงเหลือ 30 นาทีใด้สำเร็จ

บุคลที่ 3 ที่ค้นพบกระบวนการ Copy ภาพคือ วิลเลียม ฟอกซ์ ทัลบอท

ได้คิดค้นเป็นต้นกำเนิดภาพฟิล์มสามารถถ่ายภาพครั้งเดียวแล้วมาทำหลายๆภาพได้โดย Coppy ลงไปในวัสดุไวแสงดังนั้น 3 บุคคลนี้เป็นคนสำคัญในการถ่ายภาพของโลกซึ่งผู้ที่ได้สมญานามบิดาในการถ่ายภาพคือ หลุยส์ ดาแกร์ทั้ง 3 คนนี้เป็นการคิดค้นการถ่ายภาพในสตูดิโอต่อมาได้ใช้กระโจมในการถ่ายถาพนอกสถานที่แต่ยังมีนขาดไหญ่อยู่และใด้คิดค้น เพลทเปียก เพลทแห้งและต่อมาใด้คิดค้นเพลทที่แสดงภาพสีได้และต่อมาในยุคบุคคลท่านหนึ่งคือ จอร์จ อีสท์แมนเป็นชาวอเมริกันเจ้าของบริษัทโกดัก

คนนี้ทำให้การถ่ายภาพถึงขั้นสุดสามารถถ่ายภาพเป็นร้อยภาพในปี ค.ศ. 1888 มาจนถึงยุคกล้องฟิล์ม

ทำให้โกดักใด้สร้ายรายได้จำนวนมากเพราะคนทั่วไปสามารถใช้กล้องใด้ง่ายๆและบริษัทโกดักเป็นเป็นบริษัทแรกในการคิดค้นกล้องดิจิตอลตัวแรกของโลกบันทึกลงในแถบแม่เหล็กแต่ด้วยที่บริษัทโกดักได้ผลิต ฟิล์ม ขายด้วยจึงระงับกล้องดิจิตอลไว้ก่อน

ทำให้บริษัทอื่นใด้พัฒนากล้องดิจิตอลจนแซงหน้าโกดักไปมากกล้องฟิล์มเลยสู้กล้องดิจิตอลไม่ได้ทำให้ต้องยุตติโรงงานผลิตฟิล์มลง

ความหมายและความสำคัญของการถ่ายภาพ Photo Graphy เมื่อเอา 2 คำมารวมกันคือการเขียนด้วยแสงสว่างดังนั้นความหมายจะแบ่งออกสองประเด็นคือความหมายในเชิงวิทยาศาสตร์คือการทำปกิริยาแสงกับวัสถุไวแสงและความหมายในเชิงศิลปะศาสตร์คือการวาดด้วยแสงและเงาถ้าเอาความหมายทั้งสองมารวมกัน การถ่ายภาพคือ การสร้างภาพเพื่อสื่อความหมาย ความรู้สึก อารมณ์ รวมทั้งทัศนคติโดยใช้กระบวนการที่ปล่อยให้แสงสว่างสะท้อนมาจากวัตถุผ่านเข้าไปกระทบวัสดุไวแสงแล้วนำวัสดุไวแสงผ่านกระบวนการสร้างภาพให้ปรากฏถ้าเป็นระบบฟิล์มคือการนำฟิล์มไปล้างกับน้ำยาภาพจะปรากฎออกมาถ้าเป็นดิจิตอลแต่เป็นการแปลงสัญญาณไฟฟ้าออกมาเป็นภาพนั่นเอง ภาพหนึ่งภาพคือแทนคำพูดเป็นล้านคำ การถ่ายภาพคือการบันทึกประวัติศาสตร์ใช้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพใช้ในการสำนึกคิดใช้ในการเพลิดเพลินบันเทิงใจใช้ภาพถ่ายในการค้นคว้าหาความรู้ใช้เพื่อการเรียนรู้

การจัดองค์ประกอบของภาพถ่าย

1 รูปทรง รูปร่าง รูปแบบ พื้นผิว องค์ประกอบพื้นฐานของการถ่ายภาพคือรูปทรง form มีในทุกรูปภาพที่เราถ่ายมองเห็นจากแบบของภาพนำมาเป็นจุดสำคัญของภาพใด้เห็นมองรูปวิวทิวทัศน์เห็นรูปทรงจากประประตูหน้าต่างรูปทรงแบ่งได้สามรูปแบบคือ รูปทรงเลขาคณิต วงกลม สี่เหลียม แปดเหลียม

รูปทรงต่อมาเป็นรูปทรงธรรมชาติ ใบไม้ ต้นไม้

รูปทรงอิสระที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่ารูปทรงก้อนเมฆ รูปทรงกระแสน้ำที่ไหลอยู่หรือรูปทรงของก้อนหิน

รูปร่างจะเน้นลักษณะเส้นขอบของสิ่งนั้นๆ เช่นรูปร่างบุคคลเช่นเราถ่ายภาพย้อนแสงจะเห็นภาพเงาดำของสิ่งต่างๆเราต้องการสื่อให้เห็นความสวยงามของฉากหลังเช่นภาพพระอาทิตย์ตกดิน การถ่ายภาพจึงนิยมถ่ายช่วงเช้ากับช่วงเย็นเพราะมีพระอาทิตย์ที่สวยงาม

รูปแบบเช่นการจอดรถที่มีลักษณะคล้ายๆกันหรือใบใม้ที่ตกลงมาวางไกล้ๆกัน

พื้นผิว ลวดลายของท้องฟ้า ลวดลายของลายไม้ พื้นดิน ทราย พื้นผิวมนุษย์สร้างขึ้น การวาด การทำลวดลาย

2 ความสมดุล กรอบภาพ โทนสี

ความสมดุล ถ้าเราจะถ่ายภาพให้สวยงามต้องดูว่าภาพสมดุลมั้ยเช่นเราถ่ายภาพอาคารสถานที่ต้องดูความสมดุลของภาพทั้งด้านความกว้างและความยาวยาวของภาพต้องเท่ากันต้องไม่รู้สึกเอียงไปด้ายใดด้านหนึ่งในการถ่ายภาพจะมาเส้นกริตเพื่อดูระยะความเอียงของภาพได้หรือว่าหากถ่ายภาพคนอ้วนต้องมีคนตัวเล็กๆเข้าไปอยู่เพื่อถ่างน้ำหนักภาพให้สมดุล

กรอบภาพ การถ่ายภาพเพื่อให้เห็นส่วนประกอบของกรอบภาพจะทำไห้ภาพเด่นขึ้นมาใช่การถ่ายภาพวิวผ่านกรอบประตูหน้าต่างหรือว่าถ่ายภาพตามอุโมงต้นไม้จะเป็นภาพมีกรอบออกมาโดยธรรมชาติการใส่กรอบในภาพบังคับสายตาให้มองแบบที่สวยงามโดยใช้รูรับแสงที่แคบทำให้ภาพเกิดความชัดลึก

โทนสี ประกอบด้วยสีโทนร้อนสีแดงสีม่วงแดงสีโทนเย็นสีฟ้าสีน้ำเงินเพื่อให้ภาพมีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสื่ออารมณ์ความรู้สึกเช่นสีโทนร้อนให้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจกระฉับกระเฉงสีโทนเย็นจะให้ความรู้สึก สงบ สดชื่นสบายภาพแบบโทน low key ภาพจะออกแนวมืดๆ ลึกลับน่ากลัว

สื่อถีงความเศร้าโศกอาลัยใด้เช่นกันตรงกันกับภาพแบบ High key ภาพออกแนวสว่างสบายตาสดใสสดชื่น

3 ฉากหน้าและฉากหลัง กฎ 3 ส่วน ช่องว่าง

ฉากหน้า foreground หรือว่าฉากหลัง background เป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาพสวยงามหรือความสนใจให้แก่ภาพและถ้าเราเลือฉากหน้าฉากหลังไม่เหมาะสมก็จะลดความสวยงามของภาพได้ฉากหน้าคือสว่นที่อยู่หน้าสุดของภาพซึ้งอยู่ด้านหน้าของตัวแบบซึ่งตัวแบบอาจจะเป็นบุคคลเป้นวัตถุและเป็นสถานที่ต่างๆซึ้งเป็นจุดสนใจหลักของภาพเราใช้ foreground ให้เป้นที่สนใจของภาพเช่นใช้กิ่งไม้ยอดหญ้าหรือก้องกินและสิ่งต่างๆที่มันอยู่ไกล้กับกล้องพอเราถ่ายฉากหน้าจะมีความเบลอเกิดขึ้นทำไห้เกิดมิติกับภาพแสดงระยะไกล้ไกลได้และยังช่วยสร้างชีวิตชีวาไห้กับภาพและเรายังสามารถใช้ foreground บังส่วนที่เราไม่ต้องการได้

ฉากหลัง Background เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือส่วนด้านหลังของตัวแบบหรือจุดสนใจของภาพแล้วต้องเลือกฉากหลังที่ทำให้ตัวแบบเด่นชัดหรือเสริมความสวยงามของตัวแบบขึ้นหรือถ้าในทางตรงกันข้ามหากเราไปเลือกฉากหลังที่มีความรกรุงรังมากเกินไปหรือมีสีที่กลืนกับตัวแบบเกินไปทำให้ความเด่นของตัวแบบมันลดลงหรือถ้าเราถ่ายภาพบุคคลฉากหลังเป็นต้นไม้กิ่งไม้เสาไฟที่มันโผล่ออกมาจากหลังศรีษะก็จะลดความเด่นของตัวแบบลงไปและลดความสวยงามของภาพลงไปด้วยดังนั้นการเลือฉากหลังผิวเรียบๆจะช่วยเสริมตัวแบบให้เด่นชัดขึ้นได้

กฎ 3 ส่วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการถ่ายภาพเพราะเป็นการวางตำแหน่งของจุดในใจของภาพลงไปกฎ 3 ส่วนคือการแบ่งจุดสนใจของภาพทางแนวตั้งและอีกสามส่วนทางแนวนอนจะเกิดจุดตัดเกิดขึ้น 4 จุดตรงจุดตัด 4 จุดจึงเป็นจุดสนใจของภาพโดยที่ภาพสวยงามความสนใจของภาพไม่ได้อยู่ที่กลางภาพโดยมีนักวิจัยสุด 4 จุดคือจุดซ้ายด้านบนคนจะให้ความสนใจมากที่สุดรองลงมาคือจุดซ้ายล่างแล้วก็ขวาบนและขวาล่างถ้าอยากให้เห็นสิ่งใดก่อนก็ให้วางภาพทางด้านซ้ายบนหากถ่ายภาพบุคคลหากให้อยู่กลงกลางก็ขาดความน่าสนใจไปบางทีเราก็สามารถวางภาพจุดสนใจเป็นคู่ก็ได้

ช่องว่าง Space เป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎสามส่วนมีกฎสามส่วนเมื่อไหร่ก็มี space เมื่อนั้น space ก็คือช่องว่างระหว่างพื้นที่ของตัวแบบถึงขอบภาพยกตัวอย่างใช่เราถ่ายภาพบุคคลหน้าตรงติดบัตรเราอาจเหลือพื้นที่ด้านบนด้านล่างให้เท่าๆกันเพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดแต่ภาพถ่ายภาพบุคคลที่ไม่ได้หันมาหากล้องเบี่ยงหน้าหรือเบี่ยงตัวด้านข้างถ้าหันหน้าไปด้านซ้านควรเหลือพื้นที่ไว้ไห้มากกว่าด้านหลังและถ้าหันไปด้านขวาควรเว้นพื้นที่ด้านขวาให้มากกว่าด้านหลัง

เส้นและความลึก เรื่องของเส้นหรือว่า Line กับ perspective ทั้งสองตัวนี้จะทำไห้ภาพเราดูสวยงามและมีคุณค่ามากยิ่งขี้นเส้นก็เหมือนเรามองเห้นในภาพเช่นเส้นตรงเส้นโค้งก้แล้วแต่ซึ้งเส้นสื่อความหมายที่ต่างกันด้วยเส้นแนวนอนจะสื่อความหมายความนิ่งสงบรู้สึกดูผ่อนคลายเส้นตรงทางแนวตั้งสื่อความหมายความั่นคงความแข็งแรงเช่นเราถ่ายภาพตึกสูงไหญ่เส้นโค้งให้ความรู้สึกอ่อนช้อนอ่อนโยนเส้นเฉียงจะให้ความรู้สึกว่าเคลื่อนไหว

ภาพเส้นตรงจะทำไห้เกิดความรู้สึกมั่นคงแข็งแรง

ภาพเส้นโค้งจะทำให้เกิดความรู้สึกอ่อนช้อยอ่อนโยน

ภาพเส้นเฉียงให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว

ความลึกเส้นนำสายตา ช่างภาพนิยมนำเส้นไปยังจุดสนใจของภาพเพื่อให้เกิดความสึกขึ้นพูดง่ายๆคือใช้เส้นในการนำสายตาของการมองภาพไปยังจุดสนใจของภาพเส้นแนวของสะพานทองยาวไปมองเห็นคนที่ปลายสะพานหรือแนวถนนแนวลำคลองที่มีคนวิ่งอยู่นี่คือเส้นถนนเส้นลำคลองที่นำสายตาไปยังคนที่เดินอยุ่

ภาพเส้นนำสายตา

เนื้อหาทั้งหมดสรุปจากราย วิชา KMITL001 การถ่ายภาพเบื้องต้น Basic Phography หวังว่าอ่านคงได้ความรู้เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

https://lms.thaimooc.org/courses/course-v1:KMITL+KMITL001+2017/course/

Views: 332

Comments

comments

You May Also Like