วิถีชีวิตและภูมิปัญญา

การไหว้บูชาครูหมอตายายโนรา : สืบทอดความกตัญญูผ่านสายเลือด

การไหว้บูชาครูหมอตายายโนรา เพื่อแสดงความกตัญญูต่อดวงวิญญาณบรรพบุรุษผู้ล่วงลับที่เชื่อกันว่าตกทอดมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย และมีการสืบทอดโนราจากรุ่นสู่รุ่น

การไหว้บูชาครูหมอตายายโนรา : สืบทอดความกตัญญูผ่านสายเลือด อ่านต่อ

การแทงต้ม วัฒนธรรมร่วมไทยพุทธและมุสลิม

การแทงต้ม หมายถึงการทำข้าวต้มใบกะพ้อในวัฒนธรรมของภาคใต้ เพราะวิถีชีวิตของคนไทยผูกพันธ์กับข้าว ข้าวจัดเป็นธัญพืชที่เป็นอาหารหลักของคนไทย เนื่องจากสามารถนำมาปรุงได้ทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักของคนไทยในแต่ละภาค คนภาคใต้กินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก และกินข้าวเหนียวเป็นอาหารว่าง ข้าวเหนียวในวัฒนธรรมของภาคใต้มักจะถูกนำมาปรุงในรูปของอาหารหวาน หรือทำเป็นอาหารว่าง โดยเฉพาะ”ต้ม” หรือข้าวต้มใบกะพ้อ นิยมทำกันมากในภาคใต้ มักพบได้ในงานบุญ ทั้งงานบุญของชาวไทยพุทธ หรือชาวมุสลิม และสาเหตุที่เรียกว่า แทงต้ม เพราะต้องเอาก้านของใบกะพ้อแทงสอดเข้าไปในห่อต้ม และดึงให้แน่น เพื่อจบขั้นตอนสุดท้ายด้วยการผูกเงื่อนตรงปลายช่วยป้องกันไม่ให้ห่อต้มคลายออก ในส่วนของชาวไทยพุทธ การแทงต้มจะทำเนื่องในโอกาสงานบุญที่สำคัญ เช่น งานลากพระ หรือชักพระ ในช่วงออกพรรษา วันทำบุญเดือนสิบ งานบวช ฯลฯ ในส่วนของชาวมุสลิมจะแทงต้มเพื่อแจก และแลกเปลี่ยนกันในช่วงฮารีรายอ สิ่งที่ต้องเตรียมในการแทงต้ม ประกอบด้วย ข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาล ใบกะพ้อ และเกลือ  ขั้นตอนในการทำ ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนการเตรียมใบกะพ้อ โดยการไปตัดใบกะพ้อ เมื่อได้มาแล้วก็นำใบกะพ้อมาตากแดด และคลี่เพื่อเตรียมการห่อ ซึ่งในอดีตใบกะพ้อมีมาก หาได้ง่าย ไม่ต้องซื้อ   2.ขั้นตอนการผัดข้าวเหนียว คือการนำข้าวเหนียวไปแช่น้ำ และเอามาผสมกับกะทะ น้ำตาล และเกลือ

การแทงต้ม วัฒนธรรมร่วมไทยพุทธและมุสลิม อ่านต่อ

ต้นกำเนิด นกกรงหัวจุก จากป่าสู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน

นกกรงหัวจุก นกตัวเล็กๆ แต่ได้รับความนิยมในการเลี้ยง เป็นที่นิยมกันแทบจะทุกภาคของประเทศไทย การเลี้ยงนกกรงหัวจุกได้รับความนิยมแพร่หลายในปัจจุบัน มีสนามแข่งขันนกกรงหัวจุกแทบจะทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ที่เปรียบเสมือนเป็นแหล่งแรกๆ ที่เลี้ยงและนิยมนำมาแข่งขันกัน ในอดีตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2410 นกกรงหัวจุกถูกนำมาเลี้ยงโดยชาวจีนเป็นชนชาติแรก เนื่องจากมีสีสันสวยงาม เป็นนกที่เลี้ยงง่าย มีเสียงที่ไพเราะ ความนิยมในการเลี้ยงนกกรงหัวจุกแพร่หลาย ในแถบประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว กัมพูชา และภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันแพร่หลายมากขึ้น แทบทุกภาคของประเทศไทยมีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกกันอย่างแพร่หลาย นกกรงหัวจุก หรือชื่อที่เป็นทางการคือ นกปรอดหัวโขน หรือ นกปรอดหัวจุก  ภาษาอังกฤษเรียกว่า Red-whiskered bulbul มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Pycnonotus jocosus เป็นนกที่อยู่ในวงศ์นกปรอด (Pycnonotidae) ซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 109 ชนิด สำหรับในประเทศไทยพบได้ 36 ชนิด นกกรงหัวจุกจะมีลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ ที่แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัวขนส่วนหัวจะร่วมกัน เป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน อันเป็นที่มาของชื่อ ใต้ท้องมีขนสีขาว และทั่วลำตัวจะเป็นสีดำ นกกรงหัวจุกจัดว่าเป็นนกขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 20 เซ็นติเมตร

ต้นกำเนิด นกกรงหัวจุก จากป่าสู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน อ่านต่อ

ไก่แจ้ เสียงขันแห่งการแข่งขันและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ารประชันเสียงแข่งไก่แจ้ กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในหลายจังหวัดในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีสนามแข่งขันในหลายพื้นที่  การแข่งขันไก่แจ้นั้นเริ่มจากในหลายพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เริ่มจากการหาไก่ป่า  ที่มีคนไปต่อ และนำมาเลี้ยงไว้จนเชื่อง  เมื่อเลี้ยงจนเชื่องแล้วนำเทียบเคียงแข่งขันนับดอกกัน สำหรับสีและสายพันธ์ุของไก่แจ้ปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่    สีขาวหางดำ: ลำตัวสีขาวสะอาด หางพัดและขนสร้อยคอสีดำสนิท ตัดกันชัดเจน สีเบญจรงค์: มีสีสันหลากหลายในตัวเดียวตามตำราไทยโบราณ สีประดู่และสร้อยสุวรรณ: สร้อยคอและหลังสีเหลืองทอง ลำตัวสีประดู่เข้ม สีขาวหางดำ สีเบญจงค์ สีประดู่ กและไก่แจ้หรือไก่ต่อที่เก่ง ๆ นั้น จะมีราคาที่ซื้อขายกันหลายราคา ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความสวยและความเก่งของไก่ ซึ่งการแข่งขันไก่แจ้เป็นการส่งเสริมการเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่างของชุมชนคนรักไก่แจ้ในพื้นที่ การแข่งขันไก่แจ้ในปัจจุบันมีประชาชน ผู้ที่ชอบเลี้ยงและอนุรักษ์ไก่แจ้ เข้าร่วมแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก  สำหรับกติกาการแข่งขัน ก็จะใช้เหมือนกับ การแข่งขันนกกรงหัวจุก โดยการนับจำนวนเสียงที่ไก่ขัน จำนวน 4 ยก ยกละ 1 นาที  20 วินาที โดยใช้ขันน้ำอลูมิเนียมขนาดเล็กเจาะรู วางลอยให้อยู่ในขวดโหล ใสน้ำ เมื่อขันน้ำจม เป็นอันว่าหมดยก เจ้าของไก่จะนำไก่ไปผูกเชือกที่ขา ให้ยืนอยู่บนราว ตามหมายเลข ที่ลงทะเบียนไว้

ไก่แจ้ เสียงขันแห่งการแข่งขันและภูมิปัญญาท้องถิ่น อ่านต่อ

วัวชน

วัวชน : สังเวียนต่อสู้แห่งท้องทุ่งภาคใต้

วัวชน เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช มักจะชนกันในช่วงเทศกาลงานเดือนสิบ แต่ละครั้งจะมีเดิมพันกันสูงมาก ตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักหลายล้านบาทขึ้นอยู่ความเก๋าเกมของวัวชนแต่ละค่่าย

วัวชน : สังเวียนต่อสู้แห่งท้องทุ่งภาคใต้ อ่านต่อ

ข้าวตอกน้ำทิเรียน

ข้าวตอก น้ำทิเรียน ในงานบุญเข้าพรรษา นครศรีธรรมราช

ข้าวตอก  ถือเป็นสิ่งที่เป็นสิริมงคล คนไทยจึงนิยมใช้ข้าวตอกเป็นตัวแทนของความเป็นสิริมงคลที่มีความหมายดีต่อชีวิต ซึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่โบราณกาลมานั้นมักจะใช้เข้าตอกในพิธีและงานบุญต่าง ๆ  เช่น  งานบุญเข้าพรรษา เรามักเห็นข้าวตอกในงานพิธีต่าง ๆ เช่น การนำข้าวตอกไปวัดในงานบุญเข้าพรรษา เพราะว่าข้าวตอกเป็นอาหารที่เหมาะสมกับสภาวะและความเป็นอยู่ของพระภิกษุในฤดูกาลเข้าพรรษา เพราะเป็นอาหารที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ความหมายของ “ข้าวตอก” ข้าวตอก ประกอบด้วยคำว่า ข้าว กับคำว่า ตอก ที่แปลว่า แตก  ข้าวตอกจึงหมายถึงข้าวเปลือกที่นำมาคั่วให้เปลือกแตกออกและเมล็ดข้าวบานเป็นดอกสีขาวนวล มีลักษณะคล้ายกับดอกมะลิ  ข้าวตอกกับงานบุญเข้าพรรษา เมื่อถึงงานบุญเข้าพรรษาของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช สิ่งหนึ่งที่เหล่าพุทธศาสนิกชนจะนำไปวัดก็คือ “ข้าวตอก”  เพื่อนำไปถวายพระในวันเข้าพรรษา นอกเหนือจากข้าวตอกแล้วก็จะมีน้ำตาลทรายด้วย  ซึ่งข้าวตอกที่นำไปถวายพระนั้น จะเก็บไว้ที่วัด พระ-เณรจะยังฉันไม่ได้ ต้องมีการฉลองก่อนตามประเพณี  “หลองตอก” หรือเรียกว่า  พิธีฉลองตอก ในวันพระถัดไป คือวันแรมแปดค่ำ เดือนแปด  ส่วนวันออกพรรษาจะมีการทำต้มไปวัดสำหรับการตัดบาตรหน้าล้อ และแขวนที่เรือพระ ตามที่พูดกันติดปากว่า “เข้าพร้อมตอก ออกพร้อมต้ม“ การฉลองตอกสำหรับวัดวาต่าง ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีการทำ “น้ำทิเรียน” ไปวัดด้วย เพื่อรับประทานกับตอก (ใช้แทนข้าวเหนียว)   ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นฤดูกาลที่ทุเรียนสุกและได้เก็บผลผลิต  ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน 

ข้าวตอก น้ำทิเรียน ในงานบุญเข้าพรรษา นครศรีธรรมราช อ่านต่อ

Scroll to Top