ลูกปัดโบราณภาคใต้ เป็นหนึ่งในมรดกตกทอดทางโบราณคดีที่สะท้อนความรุ่งเรืองของเส้นทางการค้าทางทะเลในภาคใต้ของไทย ปัจจุบันภูมิปัญญาการร้อยลูกปัดได้ถูกนำมาต่อยอดเป็น “ลูกปัดมโนราห์” ซึ่งเป็นงานหัตศิลป์ร่วมสมัย ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของศิลปะการแสดงมโนราห์ และวิถีชีวิตของชุมขนภาคใต้ (สำนักงาน ป.ย.ป., 2569) และช่วยเพิ่มเสน่ห์ของโนราให้สวยงามและมีเอกลักษณ์มากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องทรง เพราะหัวใจสำคัญของโนรามิได้อยู่เพียงท่ารำเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “เครื่องทรง” อันวิจิตรตระการตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เครื่องลูกปัด” ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงฝีมือเชิงช่างอันประณีต แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อและประวัติศาสตร์อันยาวนาน (มัณฑนา ชอุ่มผล, 2026) และลวดลายลูกปัดบนชุดโนรา ที่มีสีสันสดใสที่ร้อยเรียงอย่างประณีต ช่วยขับให้ผู้รำดูสง่างามและมีพลัง ยามร่างกายเคลื่อนไหว ประกายลูกปัดที่ต้องแสงไฟจะส่องสว่างระยิบระยับ ทำให้ทุกท่วงท่าการร่ายรำดูพลิ้วไหว มีชีวิตชีวา และตราตรึงใจทุกคนที่ได้ชม
ที่มา
เครื่องลูกปัด เป็นอุปกรณ์การตกแต่งกายของโนราใช้แทนเสื้อผ้าหรือที่เรียกว่า ฉลองพระองค์ เชื่อว่าเริ่มแพร่หลายและมีบทบาทสำคัญหลังสมัยรัชกาลที่ 6 หลังจากที่เริ่มอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาร่วมแสดงโนราได้ เหตุที่เรียกเครื่องลูกปัด เพราะได้มีการนําลูกปัดสีเม็ดเล็ก ๆ หลาย ๆ สีมาร้อยกับเชือกให้เป็นลวดลาย เช่น ลายก้างปลา ลายลูกแก้ว ลายข้าวหลามตัด เป็นต้น นํามาตกแต่งเป็นที่คลุมไหล่ ปิดรอบหน้าอก และปิดลําคอ เรียกว่า เครื่องลูกปัด
ส่วนการกำเนิดของเครื่องลูกปัดโนรา มีปรากฏในจังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อใดไม่สามารถระบุได้ แต่เชื่อว่าเกิดหลังสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการแสดงให้โนราผู้หญิงเข้ามามีบทบาทแสดงด้วยนี่เอง
องค์ประกอบของเครื่องลูกปัด ประกอบด้วยบ่า 2 ชิ้น ปิ้งคอ 2 ชิ้น และพานอกหรือรอบอก สีของเครื่อง ลูกปัดมีหลายสีในชุดเดียวกัน ได้แก่ สีขาว สีเหลือง สีน้ำเงิน สีแดง สีดำ สีม่วง สีส้ม เป็นต้น การเลือกใช้สีมีสาเหตุจากความชอบ ความเชื่อ และความต้องการของศิลปิน วิวัฒนาการของเครื่องลูกปัดมี 3 แบบ คือ แบบเครื่องต้น แบบบัว และแบบเครื่องลูกปัด 5 ชิ้น ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องลูกปัดคือ ลายลูกแก้ว หรือลายขนมตัด ลายบัวคว่ำและลายบัวหงาย ลายก้างปลา ทราบว่าลายที่ปรากฏ ทั้งหมดพัฒนาการมาจากลายเดียวกันทั้งสิ้น (ธีรวัฒน์ ช่างสาน, 2544)
การร้อยเรียงลูกปัด เป็นการบอกเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรมจากเม็ดลูกปัดพลาสติกเม็ดเล็ก ๆ ที่ผ่านกรรมวิธีเฉพาะ ผสมผสานให้เข้ากันด้วยการเรียงร้อยด้วยการถัก มาเป็นลวดลายและเป็นชิ้นส่วนแต่ละชิ้นส่วนอยู่บนตัวโนรา ประกอบด้วยบ่า 2 ชิ้น ปิ้งคอ 2 ชิ้น และพานอกหรือรอบอก สร้างสรรค์ด้วยการร้อยเป็นลวดลายต่าง ๆ ลายดั้งเดิมของชุดโนรา คือลายลูกแก้ว ลายดอกดวง ลายข้าวหลามตัด (เป็นลายที่ปรากฎในลายเรือพระ) เป็นต้น ส่วนสีของลูกปัดแบบดั้งเดิมจะมีแค่แม่สี 3 สีคือ ขาว น้ำเงิน เหลือง แดงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้มีสีเพิ่มขึ้น และมีหลายสีในชุดเดียวกัน ได้แก่ สีขาว สีเหลือง สีน้ําเงิน สีแดง สีดํา สีม่วง สีส้ม เป็นต้น การเลือกใช้สีมีสาเหตุจากความชอบ ความเชื่อส่วนบุคคล จากเจ้าของงานที่ระบุความต้องการ จึงทำให้ลวดลายสีสันของเครื่องลูกปัดมีความแตกต่างกัน มากไปกว่านั้นสิ่งที่ควรคำนึงในการเลือกสีสันของลูกปัดมาเรียงร้อย คือ ต้องไม่เลือกลูกปัดที่สีอ่อนให้อยู่กับโทนสี
อ่อนด้วยกัน เพราะจะทำให้ลายไม่เด่นชัด หรือไม่ควรเลือกสีเข้มให้อยู่ชิดกันจะทำให้เกิดปัญหาของลวดลายได้ ที่เรียกว่า “สีอับ” คือสีไม่สว่างดูไม่ดี
ไม่สวยงามนั่นเอง (ธีรวัฒน์ ช่างสาน, 2544)
ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องลูกปัด ทั้งพานอก ไหล่ และปิ้งคอ จะเป็นลายที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามความถนัดและความนิยมในการเรียก เช่น ลายลูกแก้วหรือลายขนมตัด ลายก้างปลา ลาย บัวคว่ำ ลายบัวหงาย ดังนี้ (ธีรวัฒน์ ช่างสาน, 2544)
1. ลายลูกแก้วหรือลายขนมตัด เป็นลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สิ่งส่งเสริมที่ทำให้ลายลูกแก้วดูสวยงามและมีมิติของภาพเชิงซ้อนคือ มีการ เล่นสีสันไล่เข้าจุดกึ่งกลางที่เรียกว่าใจได้อย่างลงตัว สาเหตุที่เรียกว่าลายขนมตัด น่าจะสืบเนื่องจากความคุ้นเคยซองชีวิตประจำวันในการทำขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมชั้น ขนมหน้ากะทิ ขนมหน้ามัน เป็นถาดใหญ่เมื่อต้องการตัดแบ่งเป็นชิ้น ก็จะใช้มีดขีดเส้น จากนั้นจะตัดชิ้นขนมเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลวดลายที่ปรากฏออกมามีลักษณะดังกล่าว จึงเรียกว่า สี่เหลี่ยมขนมตัด
2. ลายบัวคว่ำและลายบัวหงาย มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมปลายแหลมชี้ลงด้านล่าง และลายบัวหงาย ปลายแหลมชี้ขึ้นด้านบน ถ้าเอาลายทั้ง 2 มาประกบติดกันก็จะเป็นลายลูกแก้วพอดี ส่วนใหญ่ทั้งลายบัวคว่ำและลายบัวหงาย จะพบว่าอยู่ปรากฏประกอบกับลายลูกแก้ว คืออยู่ด้านบนและด้านล่างส่วนลายลูกแก้วจะอยู่ส่วนกลางของการวางลาย
3. ลายก้างปลา มีลักษณะเป็นลายบัวหงายและลายบัวคว่ำมาต่อกันสลับกันไปจนหมด
ลายหรือเป็นลายสามเหลี่ยมสลับปลายแหลมขึ้นลงจนหมดลวดลายของเครื่องลูกปัดนั่นเอง
ลวดลายของเครื่องลูกปัดที่กล่าว จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วพัฒนามาจากลายเดียวกันทั้งหมด เพียงแต่นำบางส่วนมาจัดวางต่างพื้นที่กันตามความชอบของผู้ร้อย เสน่ห์ของเครื่องลูกปัดอยู่ที่การเล่นสีการจัดวางสีของลวดลายนั่นเอง
การร้อยลูกปัดจะนำลูกปัดขนาดเล็กมาคัดแยกสี เน้นเป็นแม่สี 4 สีหลัก ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน (หรือสีฟ้า) สีเหลือง และสีแดง หลังจากนั้นร้อยด้วยเทคนิคการร้อยแบบโบราณจะใช้วิธีที่เรียกว่า “สาม/สาม” คือการร้อยลูกปัดทีละ 3 เม็ดสอดประสานกันไปบนเส้นเชือกหลัก กระบวนการนี้ต้องอาศัยสมาธิ ความชำนาญ และใจรักอย่างสูง ซึ่งมีผลต่อราคาของชุดโนราที่มีราค่อนข้างสูง ต่อด้วยการร้อยตามลวดลายที่ต้องการ โดยลวดลายโบราณ เช่น ลายลูกแก้วหรือลายข้าวหลามตัด จากนั้นร้อยเป็นเส้นตามต้องการก่อนนำเส้นด้ายมาร้อยมาผูกรวมกัน เพื่อประกอบเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ของชุด
เครื่องทรงโนรา มีส่วนประกอบหลายส่วนที่ทำให้ชุดแต่งกายโนรา มีความสวยงาม วิจิตรตระการตา เป็นศิลปะการร้อยลูกปัด มีเครื่องแต่งกายที่ร้อยลูกปัดดังนี้
ปิ้งคอ เป็นเครื่องลูกปัดที่มีการร้อยคล้าย กรองคอ มีสองชิ้นใช้สวมเพื่อปิดลำคอหน้า-หลัง มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม จำนวน 2 ชั้น เพื่อใช้สำหรับห้อยคอด้านหน้า และด้านหลัง ในสมัยโบราณโนราชายจะไม่สวมเสื้อ
รัดอก หรือ พานอก เป็นเครื่องลูกปัดที่มีการร้อยด้วยลูกปัดให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยให้ได้ขนาดพันรอบตัวตรงระดับอกบางถิ่นเรียกว่า “พานโครง” บางถิ่นเรียกว่า “รอบอก” เป็นเครื่องทรงลูกปัดโนราที่มีลักษณะยาว
รัดตะโพก หรือ ปิ้งโพก หรือ บังโพก (บังสะโพก) สำหรับสวมปิดสะโพก เป็นเครื่องทรงโนราลูกปัดที่มีลักษณะการร้อยด้วยลูกปัดเม็ดเล็ก ๆ ในลักษณะสามเหลี่ยมใช้สำหรับสปิดสะโพก ในแต่ละคนใช้เพียงชั้นเดียวเท่านั้น
คลุมไหล่ หรือ บ่า ลูกปัด เป็นเครื่องลูกปัดที่มีการร้อยด้วยลูกปัดเม็ดเล็ก ๆ ให้เป็นรูปในลักษณะสามเหลี่ยม มีทั้งหมด 2 ชั้น ใช้สำหรับสวมบนบ่าคลุมไหล่ทั้งสองข้าง ซ้าย-ขวา
สร้อยคอ เป็นเครื่องทรงโนราที่มีการร้อยด้วยลูกปัดเม็ดเล็ก ๆ ให้เป็นลักษณะสร้อยคอยาวระดับอก แต่ละคนจะใช้จำนวน 1 ชิ้น โดยใช้สวมบริเวณลำคอ
สังวาล นิยมใช้สำหรับโนราใหญ่ เป็นเครื่องทรงโนราลูกปัดเป็นรูปลักษณะยาวกว่าสร้างคอ จะใช้จำนวน 2 ชั้น โดยสวมทับกันซ้าย-ขวา
ปีก หรือ หางหงส์ ใช้สำหรับสวมคาดทับผ้านุ่งตรงระดับเอว นิยมทำด้วยเขาควายหรือโลหะเป็นรูปคล้ายปีกนก มี 1 คู่ ซ้ายและขวาประกบกัน ปลายปีกเชิดงอนขึ้น ผูกรวมกัน มีพู่ทำด้วยด้ายสีติดไว้เหนือปลาย ตรงกลางติดลูกปัดร้อยห้อยระย้าตลอดแนวเขาควาย
“เครื่องลูกปัดโนรา” งานฝีมือช่างพื้นบ้านภาคใต้ที่ทั้งวิจิตร อลังการ และใช้ความอดทนในการร้อยเม็ดลูกปัดสีสันสดใสทีละเม็ดจนกลายเป็นชุด โดยชิ้นส่วนเครื่องลูกปัดหลักๆ ที่นำมาประกอบกันเป็นชุดโนรา มีความหมายและหน้าที่น่าสนใจ และเครื่องลูกปัดพวกนี้ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าธรรมดา แต่เปรียบเสมือน “เกราะเพชรเกราะพลอย” ทำมือที่ทั้งสวย ทน และใส่ใจในทุกรายละเอียด ตามวิถีชีวิตภูมิปัญญาชาวบ้าน
ที่มา
ลูกปัดโนราเริงระบำ. (2569). ” [facebook]. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1497785529020810&set=pb.100063681306618.-2207520000&type=3
ธีรวัฒน์ ช่างสาน. (2544). เครื่องลูกปัดโนรา. http://dspace.nstru.ac.th:8080/dspace/bitstream/123456789/309/1/เครื่องลูกปัดโนรา.pdf
ธีรวัฒน์ ช่างสาน. (2543-2544). เครื่องลูกปัดโนรา. วิชชา วารสาร, 21(1-2), 59-65).
มัณฑนา ชอุ่มผล. (2026, 22 กรกฎาคม). ร้อยลูกปัดชุดโนรา. เมืองโบราณ. https://www.muangboranjournal.com/post/Nora-beads
สำนักงาน ป.ย.ป. (2569). “ลูกปัดโบราณภาคใต้” และ “ลูกปัดมโนราห์” จากมรดกภูมิปัญญา…สู่หัตถศิลป์ร่วมสมัย [facebook]. https://www.facebook.com/photo?fbid=1389875743237243&set=a.280190030872492
Views: 114








