ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย : มรดกทางวัฒนธรรมสำคัญที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาธรรมชาติ

ประวัติความเป็นมา

จารึกหุบเขาช่องคอย เป็นศิลาจารึกที่พบบริเวณหุบเขาช่องคอย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช พบเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2522 โดยนายจรง ชูกลิ่น และนายถวิล ช่วยเกิด ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านคลองท้อน หมู่ที่ 9 ตำบลควนเกย  อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เดินทางไปในป่าแถบหุบเขาช่องคอย ซึ่องอยู่ห่างจากบ้านคลองท้อน ไปทางทิศใต้ ประมาณ 2 กิโลเมตร โดยพบแผ่นหินกว้างใหญ่อยู่ใกล้กับร่องน้ำระหว่างหุบเขา ขนาดของแผ่นหินกว้าง 1.60 เมตร ยาว 7.20 เมตร หนา 1.20 เมตร บนแผ่นหินมีเส้นเป็นรอยลึกขีดไปมาเป็นรูปอักษร เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 มีเนื้อความกล่าวถึงการเคารพบูชาพระศิวะ เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์  พื้นที่ที่พบจารึกได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนพิเศษ 98 ง หน้า 3 วันที่ 22 กันยายน 2548 พื้นที่โบราณสถานประมาณ 1 ไร่ โดยสันนิษฐานว่ากลุ่มคนที่สร้างจารึกหลักนี้ น่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้ภาษาสันสกฤต นับถือศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย และเดินทางเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นการชั่วคราว ไม่ใช่กลุ่มคนที่อยู่ประจำถิ่น และได้กำหนดสถานที่บริเวณบริเวณหุบเขาช่องคอยเป็นเทวสถานแห่งองค์พระศิวะ ดังปรากฏข้อความในจารึกซึ่งกล่าวถึงการเคารพบูชาพระศิวะ ผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุด บุคคลใดสรรเสริญพระองค์ บุคคลนั้นจะได้รับพรจากพระองค์ไม่ว่าจะไปอยู่ ณ ที่ใด ย่อมได้รับการต้อนรับด้วยดีทุกสถาน ((สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคใต้, 2542, น. 7496-7497; สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช. 2019)

ลักษณะของศิลาจารึก

ลักษณะของศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยคอยบ่งชัดว่าเป็นการสร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีง่าย ๆ ไม่ประณีต บรรจง ใช้แผ่นศิลาธรรมชาติในบริเวณนั้นเป็นที่จารึกอักษรขึ้นกษณะของศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยบ่งชัดว่า เป็นการสร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีง่ายๆ ไม่ปราณีตบรรจง ใช้แผ่นศิลาธรรมชาติที่มีอยู่ในบริเวณหุบเขานั้น เป็นที่จารึกรูปอักษรขึ้น 3 ตอน มีความหมายต่อเนื่องกัน แต่ขนาดของรูปอักษรไม่เท่ากัน ตอนที่ 1 มีขนาดของตัวอักษรสูง 25 เซนติเมตร มีอักษรข้อความ 1 บรรทัด ตอนที่ 2 ขนาดของตัวอักษรสูง 7 เซนติเมตร มีอักษรข้อความ 4 บรรทัด ตอนที่ 3 ขนาดของตัวอักษรเท่ากับตอนที่ 2 แต่มีอักษรข้อความเพียง 2 บรรทัด

เนื้อหาโดยสังเขป

ตอนที่ 1 ประกาศให้ทราบว่า ศิลาจารึกหลักนี้ เป็นจารึกอุทิศบูชาพระศิวะ
ตอนที่ 2 กล่าวนอบน้อมพระศิวะแล้วเสริมว่า ผู้เคารพในพระศิวะมา (ในที่นี้) เพราะจะได้ ประโยชน์ที่พระศิวะประทานให้
ตอนที่ 3 กล่าวสรรเสริญคนดี ไม่ว่าเขาจะอยู่ในที่ไหน ก็จะทำให้เจ้าถิ่นได้รับความสุข ดังนั้น ถ้าจะพิจารณาถึงเนื้อหาทั้งหมดแล้วอาจกล่าวได้ว่า จารึกหลักนี้กล่าวถึงการเคารพบูชาพระศิวะ พระสวามีแห่งนางวิทยาเทวี พระผู้เป็นเจ้าอันสูงสุด บุคคลใดสรรเสริญองค์พระศิวะเทพอย่างเทิดทูนบูชา บุคคลนั้นจะได้รับพรจากพระองค์ไม่ว่าจะไปอยู่ ณ ที่ใดย่อมได้รับการต้อนรับด้วยดีทุกสถาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กลุ่มชนผู้สร้างศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยขึ้นนี้ จะต้องเป็นกลุ่มชนที่ใช้ภาษาสันสกฤตนับถือศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวะนิกาย และคงจะได้เดินทางเข้ามาพำนักอาศัยในบริเวณนั้น เป็นการชั่วคราว ไม่ใช่กลุ่มชนที่อยู่ประจำถิ่น อีกทั้งยังได้กำหนดสถานที่บริเวณจารึกหุบเขาช่องคอยนั้น เป็นศิวะสถาน เพื่อปฏิบัติศาสนกิจตามจารีตของตน พร้อมๆ กันนั้นก็อบรมสั่งสอนให้ผู้อยู่ในสันนิบาตนั้น สำนึกในความเป็นคนต่างถิ่น พลัดบ้านเมืองมา ซึ่งสมควรประพฤติตนเป็นคนดี จะได้พำนักอาศัยอยู่ร่วมในสังคมที่มีขนบธรรมเนียมแตกต่างกัน ได้อย่างสุขสงบ ดังที่ปรากฏข้อความในจารึก (จารึกหุบเขาช่องคอย, 2550)

สิ่งที่ควรภาคภูมิใจ

เพจรักบ้านเกิด นครศรีธรรมราช (2569) ได้นำเสนอมุมมองไว้อย่างน่าภาคภูมิใจว่า ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย : หลักฐานที่บอกว่า “นครศรีธรรมราชเชื่อมโลก” มานานกว่า 1,400 ปี เป็นอีกชิ้นของโบราณวัตถุที่มีคุณค่ามหาศาลต่อประวัติศาสตร์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนักวิชาการยกให้เป็นหนึ่งในจารึกอักษรปัลลวะที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ดินแดนนครศรีธรรมราชเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 11 (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6) จาก 8 มิติ
1. มิติทางประวัติศาสตร์ จารึกนี้ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2522 บริเวณหุบเขาช่องคอย ตำบลควนเกย (ปัจจุบันพื้นที่อำเภอจุฬาภรณ์) จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแผ่นหินธรรมชาติขนาดใหญ่ มีการสลักอักษรปัลลวะเป็นภาษาสันสกฤต 7 บรรทัด แบ่งเป็น 3 ตอน  ความสำคัญไม่ได้อยู่เพียงความเก่าแก่ แต่สะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้มีผู้รู้ภาษาสันสกฤตและใช้ตัวอักษรจากอินเดียใต้เมื่อกว่า 1,400 ปีก่อน 
2. มิติทางศาสนา  เนื้อหาจารึกกล่าวถึงการนอบน้อมต่อพระศิวะ และแสดงให้เห็นว่าผู้คนในพื้นที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย พร้อมกล่าวถึงการถวายสิ่งของและการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นั่นหมายความว่า ก่อนที่พุทธศาสนาเถรวาทจะรุ่งเรืองในนครศรีธรรมราช พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์มาก่อน และทั้งสองศาสนาได้อยู่ร่วมกันในเวลาต่อมา

3. มิติทางภาษา จารึกใช้ * อักษรปัลลวะ * ภาษาสันสกฤต  สิ่งนี้สะท้อนว่า นครศรีธรรมราชไม่ได้เป็นเมืองชายขอบ แต่เป็นเมืองที่เชื่อมต่อกับโลกวิชาการ ศาสนา และวัฒนธรรมของอินเดีย ซึ่งภาษาสันสกฤตในยุคนั้นเปรียบได้กับ “ภาษาสากล” ของโลกโบราณ ⸻ 
4. มิติทางการเมือง การมีจารึกภาษาสันสกฤตไม่ได้หมายความว่าอินเดียเข้ามาปกครอง  แต่หมายถึงการรับเอาระบบความคิด ความเชื่อ ภาษา และวัฒนธรรมของอินเดียมาปรับใช้ จนเกิดรัฐโบราณในคาบสมุทรมลายูและอาณาจักรศรีวิชัย ในเวลาต่อมานครศรีธรรมราชจึงเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่มีบทบาทสำคัญของเครือข่ายการค้าทางทะเลระหว่างอินเดีย จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
5. มิติทางเศรษฐกิจ เหตุใดนักบวชพราหมณ์จึงเดินทางมาถึงหุบเขาแห่งนี้?  คำตอบคือ เพราะเส้นทางการค้าทางทะเล  นครศรีธรรมราชเป็นจุดพักเรือ แลกเปลี่ยนสินค้า และเป็นทางผ่านของผู้คนจากหลายอารยธรรม จารึกนี้จึงเป็นหลักฐานทางอ้อมว่า เมืองนครเคยมีความสำคัญทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติมาตั้งแต่โบราณ ⸻ 
6. มิติทางภูมิศาสตร์ จารึกไม่ได้อยู่ในเมือง แต่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ใกล้ลำธารธรรมชาติ นักวิชาการสันนิษฐานว่า สถานที่แห่งนี้อาจเป็นสำนักพราหมณ์หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรม เพราะมีความสงบ เป็นธรรมชาติ และเหมาะแก่การบำเพ็ญศาสนกิจ ⸻ 
7. มิติทางปรัชญา ตอนท้ายของจารึกมีข้อความที่มีความหมายลึกซึ้งว่า “ถ้าคนดีอยู่ในหมู่บ้านของชนเหล่าใด ความสุขและผลประโยชน์จักมีแก่ชนเหล่านั้น” แม้เวลาจะผ่านมากว่า 1,400 ปี แต่สาระสำคัญยังร่วมสมัยอย่างยิ่ง สังคมที่มีคนดีย่อมเป็นสังคมที่เจริญ 
8. มิติของมรดกโล วันนี้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยช่วยเติมเต็มภาพประวัติศาสตร์ว่า นครศรีธรรมราชไม่ได้เพิ่งมีความสำคัญเมื่อสร้างพระบรมธาตุ  หากแต่เป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนอารยธรรม ศาสนา ภาษา และความคิดมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นหลายร้อยปี

ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอยอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนพระบรมธาตุเจดีย์ แต่คุณค่าของมันมหาศาล เพราะเป็น “เสียงจากอดีต” ที่บอกคนรุ่นหลังว่า เมื่อกว่า 1,400 ปีก่อน นครศรีธรรมราชไม่ได้อยู่ปลายแผนที่โลก หากแต่อยู่บนเส้นทางสำคัญของอารยธรรมโลก
และนั่นคือเหตุผลที่ประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราช ไม่ได้เริ่มต้นที่การเป็นเมืองหนึ่งของประเทศไทย แต่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโลกโบราณ ที่เชื่อมผู้คน ความเชื่อ และองค์ความรู้จากหลายอารยธรรมเข้าไว้ด้วยกัน.

เอกสารอ้างอิง

จารึกหุบเขาช่องคอย. (2550, 13 กุมภาพันธ์). ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/58 
รักบ้านเกิด นครศรีธรรมราช. (2569, 31 กรกฎาคม). ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย : หลักฐานที่บอกว่า…...[facebook]. https://www.facebook.com/rakbaankerd.news/postsหากผมถามว่าคำสอนที่เก่าแก่ที่สุดประโยคหนึ่งของนครศรีธรรมราชคืออะไรหลายคนอาจนึกถึ/1617218747081214/
สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช. (2019} 15 พฤศจิกายน). ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย [facebook]. https://www.facebook.com/nakonsrifad14/posts/ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย-แห่ง-พระศิวะ-พระสวามีของนางวิทยาขอความนอบน้อม-จงมีแก่พระผ/502586570340929/
สารานุกรมไทย ภาคใต้. (2542). ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย. 

Views: 0

Comments

comments

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.

Scroll to Top