คลองชะอวด-แพรกเมือง สายน้ำสำคัญแห่งลุ่มน้ำปากพนัง
คลองชะอวด–แพรกเมือง สายน้ำสำคัญแห่งลุ่มน้ำปากพนัง จากพระราชดำริ สู่การจัดการน้ำเพื่อชาวนครศรีธรรมราช
คลองชะอวด-แพรกเมือง สายน้ำสำคัญแห่งลุ่มน้ำปากพนัง อ่านต่อ
คลองชะอวด–แพรกเมือง สายน้ำสำคัญแห่งลุ่มน้ำปากพนัง จากพระราชดำริ สู่การจัดการน้ำเพื่อชาวนครศรีธรรมราช
คลองชะอวด-แพรกเมือง สายน้ำสำคัญแห่งลุ่มน้ำปากพนัง อ่านต่อ
การค้นพบศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย ทำให้ได้ทราบหลักฐานเกี่ยวกับอารยธรรมของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณภาคใต้ โดยเฉพาะในเขตเมืองนครศรีธรรมราชในอดีตกาลจากลักษณะรูปอักษรที่ปรากฎในจารึกประมาณได้ว่าจารึกนั้นสร้างขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งร่วมสมัยกับจารึกวัดมเหยงณ์ จารึกวัดพระมหาธาตุ ฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจารึกเขาพระนารายณ์ จังหวัดพังงา
ศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย : มรดกทางวัฒนธรรมสำคัญที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาธรรมชาติ อ่านต่อ
ลายจำเริญ หรือ คชานุสรณ์ เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ต้นฉบับบันทึกลงในกระดาษห่อใบชาที่เย็บติดรวมเป็นเล่ม เป็นเรื่องราวของช้างแสนรู้ซึ่งเคยมีตัวตนจริงๆ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบกันมาว่าช้างเชือกนี้มีความฉลาดและรู้ภาษามนุษย์ และเป็นช้างที่มีลักษณะต้องตามตำราคชลักษณ์ “ช้างเนียม” ซึ่งเป็นช้างสงคราม มีลักษณะเป็นมงคล คือ มีกายดำ นิล เล็บดำ ขนทวน และมีหางเป็นพวงยาวกวาดดิน ”
พลายจำเริญ : จากตำนานสู่คชานุสรณ์แห่งเมืองนครศรีธรรมราช อ่านต่อ
“ขนมหวัก (สูตรดั้งเดิมของชาวจีน)” พิกัดร้านอยู่ติดกับสถานีรถไฟนาบอน และ อยู่เยื้องกับร้านน้ำชาโกฉิ้ง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ความพิเศษของขนมหวัก (จวัก) ร้านนี้ คือ ตั้งแต่การทำแป้ง ไส้ น้ำจิ้ม รสชาติจะไม่เหมือนใคร เพราะว่าเป็นสูตรที่ใช้วิธีการตวง ใช้แป้งที่บดเอง (ไม่ใช้แป้งสำเร็จรูป) แล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องโม่ไฟฟ้า รสชาติของขนมหวักนี้ จึง “กรอบนอก นุ่มข้างใน” และที่สำคัญลูกจะมีขนาดใหญ่กว่าทั่วไป คุณลักษณะของขนมหวัก “ขนมหวัก (จวัก)” เป็นขนมพื้นบ้านของคนไทยภาคใต้ ซึ่งจากที่สืบหาข้อมูลมาหลายๆ ที่ ต้นกำเนิดนั้นไม่แน่ชัด เพราะแต่ละที่ ก็บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าแรกและดั้งเดิม แต่ความจริงนั้น ขนมหวัก เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีน ซึ่งทอดไว้ทานช่วงฝนตกหรืออากาศหนาว ๆ ร้านขายขนมหวักที่แรกนั้นอยู่ที่จังหวัดตรังนั่นเอง “ขนมหวัก” นั้น เรียกตามอุปกรณ์ที่ใช้ทำ คือ ทัพพี ซึ่งภาษาใต้บ้านเรานั้นเรียกว่า “หวัก” (จวัก) นั่นเอง ส่วนผสมของ “ขนมหวัก” จะประกอบไปด้วย หมูเนื้อแดงบด แป้งถั่วเหลือง ถั่วงอก กุยช่าย
ขนมหวัก (สูตรดั้งเดิมของชาวจีน) อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช อ่านต่อ
นกกรงหัวจุก นกตัวเล็กๆ แต่ได้รับความนิยมในการเลี้ยง เป็นที่นิยมกันแทบจะทุกภาคของประเทศไทย การเลี้ยงนกกรงหัวจุกได้รับความนิยมแพร่หลายในปัจจุบัน มีสนามแข่งขันนกกรงหัวจุกแทบจะทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ที่เปรียบเสมือนเป็นแหล่งแรกๆ ที่เลี้ยงและนิยมนำมาแข่งขันกัน ในอดีตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2410 นกกรงหัวจุกถูกนำมาเลี้ยงโดยชาวจีนเป็นชนชาติแรก เนื่องจากมีสีสันสวยงาม เป็นนกที่เลี้ยงง่าย มีเสียงที่ไพเราะ ความนิยมในการเลี้ยงนกกรงหัวจุกแพร่หลาย ในแถบประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว กัมพูชา และภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันแพร่หลายมากขึ้น แทบทุกภาคของประเทศไทยมีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกกันอย่างแพร่หลาย นกกรงหัวจุก หรือชื่อที่เป็นทางการคือ นกปรอดหัวโขน หรือ นกปรอดหัวจุก ภาษาอังกฤษเรียกว่า Red-whiskered bulbul มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Pycnonotus jocosus เป็นนกที่อยู่ในวงศ์นกปรอด (Pycnonotidae) ซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 109 ชนิด สำหรับในประเทศไทยพบได้ 36 ชนิด นกกรงหัวจุกจะมีลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ ที่แก้มและคอจนถึงหน้าอกจะมีสีขาวและมีสีแดงเป็นเส้นอยู่ข้างหูลงมาถึงหน้าอกเหมือนเป็นเส้นแบ่งขนสีขาวกับสีดำที่มีอยู่ทั่วทั้งตัวขนส่วนหัวจะร่วมกัน เป็นเหมือนหน่อตั้งอยู่บนหัวสูงขึ้นไปเหมือนหัวโขน อันเป็นที่มาของชื่อ ใต้ท้องมีขนสีขาว และทั่วลำตัวจะเป็นสีดำ นกกรงหัวจุกจัดว่าเป็นนกขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 20 เซ็นติเมตร
ต้นกำเนิด นกกรงหัวจุก จากป่าสู่เมือง จากอดีตสู่ปัจจุบัน อ่านต่อ
ารประชันเสียงแข่งไก่แจ้ กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในหลายจังหวัดในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีสนามแข่งขันในหลายพื้นที่ การแข่งขันไก่แจ้นั้นเริ่มจากในหลายพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เริ่มจากการหาไก่ป่า ที่มีคนไปต่อ และนำมาเลี้ยงไว้จนเชื่อง เมื่อเลี้ยงจนเชื่องแล้วนำเทียบเคียงแข่งขันนับดอกกัน สำหรับสีและสายพันธ์ุของไก่แจ้ปัจจุบันมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ สีขาวหางดำ: ลำตัวสีขาวสะอาด หางพัดและขนสร้อยคอสีดำสนิท ตัดกันชัดเจน สีเบญจรงค์: มีสีสันหลากหลายในตัวเดียวตามตำราไทยโบราณ สีประดู่และสร้อยสุวรรณ: สร้อยคอและหลังสีเหลืองทอง ลำตัวสีประดู่เข้ม สีขาวหางดำ สีเบญจงค์ สีประดู่ กและไก่แจ้หรือไก่ต่อที่เก่ง ๆ นั้น จะมีราคาที่ซื้อขายกันหลายราคา ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความสวยและความเก่งของไก่ ซึ่งการแข่งขันไก่แจ้เป็นการส่งเสริมการเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับชุมชนและเป็นกิจกรรมสันทนาการยามว่างของชุมชนคนรักไก่แจ้ในพื้นที่ การแข่งขันไก่แจ้ในปัจจุบันมีประชาชน ผู้ที่ชอบเลี้ยงและอนุรักษ์ไก่แจ้ เข้าร่วมแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก สำหรับกติกาการแข่งขัน ก็จะใช้เหมือนกับ การแข่งขันนกกรงหัวจุก โดยการนับจำนวนเสียงที่ไก่ขัน จำนวน 4 ยก ยกละ 1 นาที 20 วินาที โดยใช้ขันน้ำอลูมิเนียมขนาดเล็กเจาะรู วางลอยให้อยู่ในขวดโหล ใสน้ำ เมื่อขันน้ำจม เป็นอันว่าหมดยก เจ้าของไก่จะนำไก่ไปผูกเชือกที่ขา ให้ยืนอยู่บนราว ตามหมายเลข ที่ลงทะเบียนไว้
ไก่แจ้ เสียงขันแห่งการแข่งขันและภูมิปัญญาท้องถิ่น อ่านต่อ