ช้างล้อมเจดีย์ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช

เมื่อเดินเข้าสู่พระระเบียงรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ หรือ วิหารทับเกษตร ซึ่งเป็นระเบียงรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ จะมีประติมากรรมช้างซึ่งยื่นศีรษะ งวง และขาคู่หน้าออกมาจากซุ้มรอบฐานเจดีย์พระบรมธาตุเจดีย์ราวกับว่าเป็นขื่อคานรับพระบรมธาตุเจดีย์ ซุ้มเหล่านี้มีโดยรอบ 22 ซุ้ม (หมายถึงมีหัวช้าง 22 หัว) ระหว่างซุ้มหัวช้างแต่ละซุ้ม มีซุ้มเรือนแก้วครอบพระพุทธรูปปูนปั้นปางประทานอภัยอยู่สลับกันโดยรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์จํานวน 25 ซุ้ม สันนิษฐานว่าซุ้มเหล่านี้สร้างสมัยอยุธยา แต่ได้รับอิทธิพลทางศิลปะแบบลพบุรี บางซุ้มมีลักษณะคล้ายของสุโขทัย ทุกด้านในวิหารนี้มีธรรมาสน์สําหรับพระสงฆ์ใช้ในการแสดงพระธรรมเทศนาในวันพระ ส่วนบนฐานที่ยกพื้นขึ้นเป็นชั้นที่ 2 นั้น เดินได้โดยรอบ 3 ด้าน ยาวเท่ากันทุกด้าน คือด้านละ 15 วา 3 นิ้ว (วิเชียร ณ นคร และคณะ, 2521, น. 455-456)

ประติมากรรมรูปช้างบริเวณฐานพระบรมธาตุเจดีย์

ประติมากรรมรูปช้างบริเวณฐานพระบรมธาตุเจดีย์ เป็นการประดับตกแต่งส่วนฐานเจดีย์องค์พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราชด้วยประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารที่ระบุชัดเจนถึงปีสร้าง แต่ได้ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงอยู่ในเอกสารโบราณที่เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ในเอกสารตำนานเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวถึงไว้ความตอนหนึ่งว่า
“… กบวนพระศรีรัตมหาธาตุ … แลหวางพะนั้นมีช้างล่อหัว ๒๒ ตัวๆ สูง 3 สอก บนทิพคิรียนั้น…”
จากเอกสารโบราณ พบว่าเอกสารที่บันทึกถึงประติมากรรม รูปช้างที่อยู่บริเวณฐานของพระบรมธาตุเจดีย์วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารนั้น เป็นการบันทึกขึ้นในสมัย รัตนโกสินทร์ ข้อมูลที่บันทึกไว้เป็นการบันทึกข้อมูลโดยรวมของประติมากรรมรูปช้างที่บันทึกว่าเป็นช้างครึ่งตัว สูง 3 ศอก (1.50 เมตร) ยืนล่อหัวอยู่ในคูหา ส่วนประวัติการสร้างหรือการตกแต่งประติมากรรมรูปช้างไม่มีบันทึก รายละเอียดไว้แต่อย่างใด

และยังมีการกล่าวจาก สืบค้นต้นเค้า พระบรมธาตุเมืองนคร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปักหมุดพุทธศาสนาแห่งแดนใต้  (2023) ว่าฐานประทักษิณที่มีประติมากรรมรูปช้างยืนเรียงกันเป็นแถวล้อมรอบหรือ “หัตถีปราการ” ที่แปลว่ากำแพงช้าง และช้างล้อมนี้เป็นรูปลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่มีปรากฏประดับฐานพระบรมธาตุเจดีย์ที่นครศรีธรรมราชด้วย โดยเรื่องราวใน มหาวงส์พงศาวดารลังกากล่าวเอาไว้ว่า ครั้งหนึ่งราว พ.ศ. 400 มีกษัตริย์ทมิฬชื่อ “เอฬาระ” ได้เข้ามาปกครองเกาะลังกา พระเจ้าทุฏฐคามนี ซึ่งเป็นชาวสิงหล ได้ออกไปกระทำยุทธหัตถีจนได้ชัยชนะเหนือทัพชาวทมิฬ จึงโปรดให้สร้างสถูปที่มีรูปช้างล้อมไว้เป็นอนุสรณ์ ขณะเดียวกันตามคติทางพุทธศาสนานั้นเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์มงคลผู้แบกจักรวาลเอาไว้ ดังนั้นการสร้างพระมหาสถูปที่มีช้างล้อมจึงหมายถึงการสถาปนาให้พระมหาสถูปเป็นศูนย์กลางจักรวาลนั่นเอง 

สภาพปัจจุบันของประติมากรรมรูปช้าง

ปัจจุบันบริเวณฐานเจดีย์ของพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ประดับด้วประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างยืนอยู่ภายในซุ้ม จำนวน 22 ซุ้ม ประจำด้านเหนือ จำนวน 4 ซุ้ม ด้านใต้จำนวน 6 ซุ้ม ด้านตะวันออกจำนวน 6 ซุ้ม และด้านตะวันตกจำนวน 6 ซุ้ม ไม่ปรากฏซุ้มช้างประจำมุมแต่อย่างใด ซุ้มมีขนาดสูง ประมาณ 2.02 เมตร กว้างประมาณ 1.65 เมตร ประติมากรรมรูปช้าง ยื่นออกจากจากซุ้มปรากฏเพียงสองขาด้านหน้า ช้างมีใบหูเล็กและมีงวงยื่นยาวจรดพื้น ส่วนงามีขนาดสั้น ลักษณะของประติมากรรมรูปช้างมีร่องรอยการบูรณะมาแล้ว เช่น ในพ.ศ. 2550 แต่ประติมากรรมรูปช้างบางตัวยังพบร่องรอยการตกแต่งลวดลายด้วยการเขียนสีด้วยสีแดงและสีดำในส่วนต่าง ๆ เช่น หัว ใบหน้า หน้าอกและขา เป็นต้น

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

ลักษณะของซุ้ม ซุ้มช้างล้อมของพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ซุ้มปูนปั้นมีรูปทรงอย่างซุ้มหน้านาง เป็นซุ้มเรียบไม่มีการตกแต่งลวดลายแต่อย่างใด แต่ก็ยังคงสามารถสังเกตเห็นรูปทรงพุ่มทรงกลมที่ปลายซุ้มทั้งสองข้างได้อย่างชัดเจน ซึ่งยังสะท้อนถึงอิทธิพลศิลปะลังกาอย่างแท้จริง คล้ายกับซุ้มที่พบในศิลปะลังกาสมัยหลังโปลนนารุวะช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 จึงอาจเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นโดยช่างผู้สร้างในท้องถิ่นเอาเค้าโครงของซุ้มแบบลังกามาใช้ประยุกต์ใช้ร่วมกับรูปช้างล้อมเพื่อตอกย้ำรูปแบบที่เป็น “แบบอย่างลังกา” ให้ชัดเจนมาก ซึ่งซุ้มดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลให้เจดีย์อื่น ๆ ในภาคใต้ของประเทศไทยด้วย เช่น ซุ้มช้างล้อมเจดีย์วัดพะโคะ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 

การตกแต่งลวดลายประติมากรรมรูปช้าง

ประติมากรรมรูปช้าง ข้างในจะก่อด้วยอิฐแล้วใช้ปูนพอกทับภายนอก เป็นช้างที่ไม่มีการประดับตกแต่งด้วยลายปูนปั้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีประติมากรรมรูปช้างที่มีร่องรอยการตกแต่งด้วยการเขียนสีแดงและสีดำประดับตรงส่วนต่าง ๆ คือ ส่วนหัว หู คอ และขา เป็นต้น ซึ่งการประดับตกแต่งประติมากรรมช้าง ลวดลายที่เขียนตกแต่งช้างมีสภาพส่วนใหญ่ลบเลือน แต่บางบริเวณยังปรากฏลวดลายชัดเจน เช่น ช้างล้อม ฐานด้านตะวันตก ปรากฏลวดลายตกแต่งบริเวณ หัว หน้าอก หูและขา ในลักษณะของช้างทรงเครื่อง เป็นต้น

จาก “ช้างประดับฐาน” สู่ “หัตถีปราการ”

คติการนำช้างมาประดับหรือรองรับสถาปัตยกรรมมีรากฐานอยู่ในศิลปะอินเดียมาแต่โบราณ ก่อนปรากฏอย่างเด่นชัดในสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาของศรีลังกา
ในศิลปะลังกา ฐานสถูปที่มีรูปช้างเรียงรายโดยรอบเรียกว่า หัตถีปราการ แปลตามความหมายได้ว่า “ปราการแห่งช้าง” หรือ “กำแพงช้าง”
ลักษณะสำคัญคือ รูปช้างจะยื่นส่วนศีรษะและขาคู่หน้าออกจากกำแพงฐาน ขณะที่ด้านบนของฐานเป็นลานสำหรับเดินประทักษิณรอบพระสถูป ตัวอย่างสำคัญปรากฏที่สถูปรุวันเวลิเสยะ เมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา
ดังนั้น ช้างจึงมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงลวดลายตกแต่ง แต่เป็นทั้งกำแพงล้อมเขตศักดิ์สิทธิ์ ผู้พิทักษ์พระสถูป และสัญลักษณ์ของพลังที่ค้ำจุนจักรวาลทางพุทธศาสนา
พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชนำคติดังกล่าวมาปรับใช้กับฐานสี่เหลี่ยม พระระเบียง และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น จนเกิดเป็นรูปแบบเฉพาะของเมืองนคร มิใช่การคัดลอกศิลปะลังกาอย่างตรงไปตรงมา (กรมศิลปากร, 2530)

จำนวน 22 มีความหมายหรือไม่

คำอธิบายที่แพร่หลายข้อหนึ่งเสนอว่า ช้างจำนวน 22 เชือกอาจหมายถึง อินทรีย์ 22 ประการ ตามหลักพระอภิธรรม เช่นเดียวกับการอธิบายปล้องไฉน 52 ปล้องว่าแทนเจตสิก 52 และพระพุทธรูปปางลีลา 8 องค์ว่าแทนอริยมรรคมีองค์แปด
คำอธิบายดังกล่าวปรากฏอยู่ในเอกสารที่ประเทศไทยเคยเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเข้าสู่บัญชีเบื้องต้นของศูนย์มรดกโลก (UNESCO World Heritage Centre)
อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบจารึกหรือเอกสารร่วมสมัยกับการสร้างที่ยืนยันว่า ช่างหรือผู้อุปถัมภ์กำหนดช้างไว้ 22 เชือกด้วยเจตนาจะสื่อถึงอินทรีย์ 22 โดยตรง
จำนวนดังกล่าวอาจเกิดจากการคำนวณพื้นที่ฐาน จังหวะของซุ้ม ตำแหน่งบันได และข้อจำกัดทางสถาปัตยกรรมก็ได้
ดังนั้น การอธิบายเรื่องอินทรีย์ 22 จึงควรถือเป็น การตีความเชิงพุทธปรัชญา ที่มีความเป็นไปได้ แต่ยังไม่ควรยืนยันว่าเป็นความหมายดั้งเดิมโดยปราศจากข้อสงสัย (ตามรอยองค์จตุคามรามเทพ, 2569)

นอกจากเจดีย์ช้างล้อมในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารแล้ว  ในภาคใต้ยังมีปรากฎที่ ในภาคใต้ของประเทศไทย พบการตกแต่งส่วนฐานเจดีย์ด้วยช้างล้อม ที่พระบรม
ธาตุสวี จังหวัดชุมพร เจดีย์พ่อท่านในกุฏิ จังหวัดชุมพร เจดีย์วัดใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เจดีย์วัดควนท่าแร่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี เจดีย์วัดวังไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และในภาคใต้ตอนล่าง อาทิ สุวรรณลิกเจดีย์ วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา พระเจดีย์วัดเขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง

ดังนั้น  ประติมากรรมช้างรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นศิลปกรรมที่มีความหมายซ้อนกันหลายระดับ
– ช้างคือกำแพงพิทักษ์เขตศักดิ์สิทธิ์
– ช้างคือพลังที่ค้ำจุนพระสถูป
– ช้างคือสัญลักษณ์ของพื้นพิภพและจักรวาล 
– ช้างคือหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับลังกา
และคือส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำของชาวนครที่สืบเนื่องมาหลายชั่วอายุคน
คุณค่าของช้างทั้ง 22 เชือกจึงมิได้อยู่เพียงความเก่าแก่หรือความงามของปูนปั้น หากอยู่ที่การทำหน้าที่เป็นพยานของการเดินทางแห่งความคิด ความเชื่อ และศิลปกรรม ซึ่งชาวนครได้นำมาปรับให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ช้างเหล่านี้มิได้เพียงยืนรองรับฐานพระบรมธาตุ แต่กำลังรองรับโลกแห่งศรัทธาประวัติศาสตร์ และความทรงจำของเมืองนครศรีธรรมราชมาจนถึงทุกวันนี้ (ตามรอยองค์จตุคามรามเทพ, 2569)

เอกสารอ้างอิง

กรมศิลปากร. (2530). การศึกษาวิจัยเรื่องวัดช้างล้อมในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย.  กองโบราณคดี.
ช้างล้อมบริเวณฐานประทักษิณของ “พระบรมธาตุ” นครศรีธรรมราช. (2569). [รูปภาพ]. กรมศิลปากร.
ตามรอยองค์จตุคามรามเทพ. (5 สิงหาคม 2569). Facebook. https://www.facebook.com/TrailNorthmen
วิเชียร ณ นคร, สมมพุทธ ธุระเจน, ชวน เพชรแก้ว, ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ และ ปรีชา นุ่นสุข. (2521). นครศรีธรรมราชของเรา. มงคลการพิมพ์.
ศิริพร สังข์หิรัญ. (2569). เจดีย์ช้างล้อม (เจดีย์ประดับตกแต่งฐานด้วยประติมากรรมรูปช้าง) ในนครศรีธรรมราชและภาคใต้ตอนบน. https://www.finearts.go.th/storage/contents/2026/01/detail_file/e6seevuTC2ozR6FYEW3ju0F6dYUt20yBlvCmI1Bd.pdf
สืบค้นต้นเค้า พระบรมธาตุเมืองนคร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ปักหมุดพุทธศาสนาแห่งแดนใต้. (

Views: 23

Comments

comments

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.

Scroll to Top