แหล่งท่องเที่ยว

วัดสำโรง อ.ทุ่งสง มากราบพระนอน อายุ 400 ปี

 สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่ บ้านนาหลวงเสน หมู่ที่ 6 ตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสามารถเดินทางจากเส้นทางถนนเข้าเมืองทุ่งสงสายในตรงข้ามกับสวนหลวง ร.5 ทุ่งสง ตรงไปเลี้ยวซ้ายผ่านวัดเขาปรีดี แล้วเลี้ยวขวาตรงไปตามถนนก็จะถึงวัดสำโรง (ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5 นาทีในการเดินทาง) ข้อมูลพื้นฐาน ที่อยู่ของวัด      บ้านนาหลวงเสน หมู่ที่ 6 ตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80110 นิกาย        สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประเภทวัด  วัดราษฎร์ ได้รับอนุญาตตั้งเป็นวัด : เมื่อปีพุทธศักราช 2470 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา : เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ปีพุทธศักราช 2518  (พระสังฆาธิการ), ม.ป.ป.) เจ้าอาวาส        พระบุญส่ง กต ปุญโญ (รักษาการเจ้าอาวาส) (สุวิทย์ คงหอม, 2568) ประวัติวัด แต่เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นวัดร้าง ต่อมาจึงได้ตั้งเป็นวัดเขาสำโรง (วัดเขาโหฺมฺรง) เมื่อราว

วัดสำโรง อ.ทุ่งสง มากราบพระนอน อายุ 400 ปี อ่านต่อ

วัดหน้าเขาเหมน อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช

สถานที่ตั้ง  เป็นวัดที่อยู่ในอำเภอช้างกลาง สามารถเดินทางไปตามเส้นทางถนนลานสกา-ช้างกลาง เมื่อมาถึงจุดทางแยก 2 สายแยกไปยังอำเภอนาบอน และ อำเภอทุ่งสง ให้เลี้ยวไปตามเส้นทางถนนที่ไปอำเภอทุ่งสง ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงทางแยกซึ่งมีป้ายชัดเจน เขียนว่า “วัดหน้าเขาเหมน” และใช้เวลาเดินทางเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดหน้าเขาเหมน ที่อยู่ของวัด      ตั้งอยู่หมู่ที่ 12 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช รหัสไปรษณีย์ 80250 นิกาย             สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ประเภทวัด       วัดราษฎร์ ได้รับอนุญาตตั้งเป็นวัด : เมื่อปีพุทธศักราช 2532 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา : เมื่อปีพุทธศักราช 2553 เจ้าอาวาสท่านปัจจุบัน    พระอธิการสมพล ฐิตธมฺโม (รายชื่อวัดทั่วไทย, 2567)   สถานที่ตั้ง         ประวัติวัด ในอดีตเมื่อได้มีการตั้งชุมชนขึ้นในบริเวณเชิงเขาเหมนและเวลาได้ล่วงผ่านไป 5 ปี การไปวัดทำบุญตามเทศกาล และบุญประเพณีมีความลำบาก ของประชาชนใน 4

วัดหน้าเขาเหมน อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช อ่านต่อ

บ้านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ : เรือนโบราณทรงปั้นหยา อายุกว่า 108 ปี

ประวัติ บ้านท่านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ เป็นเรือนปั้นหยายกพื้น หลังคาสูง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2445 โดยนายเขียน มาลยานนท์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น “ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์” นายอำเภอเมืองกลาย ภายหลังได้ยกที่ดินและบ้านหลังนี้ให้แก่นายโกวิท ตรีสัตยพันธุ์ (หลาน) เมื่อปี พ.ศ. 2482 ซึ่งต่อมาได้ใช้บ้านและที่ดินเปิดเป็นโรงเรียนรัฐวุฒิวิทยาและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนครวิทยา และได้ปิดตัวลงเมื่อปี พ.ศ. 2529 และต่อมา ปี พ.ศ. 2426 นายสำราญ ตรีสัตยพันธุ์ ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของตระกูลตรีสัตยพันธุ์ ได้ซื้อบ้านและที่ดินแปลงนี้มาดำเนินการบูรณะปรับปรุง ซ่อมแซม เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นบ้านโบราณของจังหวัด พร้อมกับเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้มาชมความงามของเรือนไทยโบราณหลังนี้ (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย [ททท.], ม.ป.ป.)  สถานที่ตั้ง สถานที่ตั้ง  ตั้งอยู่ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เยื้องกับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารไปทางทิศใต้ นขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ อยู่ในพื้นที่เดียว กับร้านกาแฟไทชิ เป็นอาคารเรือนปั้นหยาอายุกว่า 108 ปี โดยทายาทของขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ได้ดำเนินการบูรณะปรับปรุงบ้านหลังนี้อีกครั้ง ฟื้นฟูสู่สภาพที่สวยงามพร้อมกับเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เยี่ยมชม เพราะป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามสวยเด่นเป็นสง่าและน่าสนใจ โดยบ้านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม

บ้านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ : เรือนโบราณทรงปั้นหยา อายุกว่า 108 ปี อ่านต่อ

พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนทกุมาร : ผู้นำพระบรมสารีริกธาตุสู่ดินแดนนครศรีธรรมราช

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้เสด็จมาพบพระทันตธาตุ กับพระบรมสารีริกธาตุที่หาดทรายแก้ว จึงโปรดฯ ให้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นอย่างใหญ่โต อัญเชิญพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุครึ่งทะนานบรรจุไว้ภายในพระมหาเจดีย์แห่งนั้น ซึ่งก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์แห่งเมืองนครศรีธรรมราช

บทความนี้ อยู่ในชุด วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนทกุมาร : ผู้นำพระบรมสารีริกธาตุสู่ดินแดนนครศรีธรรมราช อ่านต่อ

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช : อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

กำแพงเมือง สถานท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราช ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นกำแพงที่บูรณะในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยวิศวกรฝรั่งเศส เดอ ลามาร์ (Monsieur de Lamare) ออกแบบการสร้างแบบ ชาโต (Chateau) เป็นกำแพงก่ออิฐทับบนคันดินเดิม มีใบเสมาบนกำแพงเพื่อบังทางปืน หลังใบเสมาเป็นเชิงเทิน มีทางเดินบนกำแพง มีป้อม

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช : อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ อ่านต่อ

ตาพรานบุญ

ตาพรานบุญ ตำนาน “บนบานได้ไหว้รับ ที่วัดยางใหญ่”

ตาพรานบุญ ถือเป็น “พราน” ที่มีตำนานที่กล่าวถึงมากมายตั้งแต่สมัยโบราณไม่ว่าจะเป็นนายพรานในวรรณคดี เรื่องพระสุธน – มโนราห์ ซึ่งเป็นนิทานชาดกพื้นบ้านในยุคสมัยอยุธยา ซึ่งในสมัยก่อนเชื่อกันว่า “พราน” คือผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาก เพราะเมื่อเข้าไปในป่าที่เต็มไปอาถรรพ์จากภูตผีปีศาจและสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นหรืออันตรายจากสัตว์ป่าที่ดุร้ายหลากหลายชนิดหากไม่มีของดีหรือวิชาอาคมติดตัวก็จะไม่สามารถมีชีวิตรอดกลับออกจากป่าได้ พรานบุญ ทางภาคใต้นั้น เริ่มต้นจากการแสดงมโนราห์ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงพื้นเมืองที่สำคัญ เป็นดั่งชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของชาวใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง มโนราห์ถือเป็นต้นกำเนิดการแสดงและอยู่คู่กับชุมชนคนใต้มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยบรรพกาล ซึ่งเป็นการแสดงทางด้านนาฎยศาสตร์ที่จำเป็นต้องมีครูถ่ายทอดสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งมโนราห์จะมีการแสดงอยู่ 2 รูปแบบคือ  1. มโนราห์พิธีกรรม (โนราโรงครู) ซึ่งเป็นพิธีเพื่อเชิญครูหรือบรรพบุรุษของมโนราห์มายังโรงพิธี เพื่อทำพิธีไหว้ครู (ครอบครู) หรือไหว้ตายายของผู้ที่สืบเชื้อสายทางด้านมโนราห์ และอีกพิธีกรรมของมโนราห์โรงครูคือทำพิธีแก้บนเพื่อเชิญครูโนราให้มารับของแก้บนตามที่เจ้าของหรือใครที่ได้บนบานศาลกล่าวไว้แล้วได้ในสิ่งที่ปราถนา  2. มโนราห์เพื่อความบันเทิง ซึ่งพบได้มากในปัจจุบันเป็นการแสดงเพื่อให้ความบันเทิงโดยตรง โดยเริ่มจากปล่อยตัวนางรำมโนราห์ ออกพราน ออกตัวนายโรง และออกพรานอีกครั้ง พรานบุญ นับเป็นครูมโนราห์ที่สำคัญผู้หนึ่ง เพราะเป็นตัวตลกในเรื่องมโนราห์  เมื่อออกรำจะต้องสวมหน้ากากพราน ซึ่งแกะจากไม้ มีจมูกงุ้มยื่นยาว เจาะรูส่วนที่เป็นตาดำ ทาสีแดงทั้งหน้ากาก เว้นฟันจะใช้โลหะสีขาว ทาสีขาวหรือเลี่ยมเฉพาะฟันบน แล้วใช้ขนเป็ดสีขาวเอามาติดให้ดูเป็นผมหงอก ซึ่งท่ารำของพรานนั้นจะเป็นท่ารำที่ตลก ไม่มีท่ารำที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรานแต่ละคน และจะต้องมีท่ารำพื้นฐาน เช่น ย่อตัวรำ หลังแอ่น ยื่นอกไปด้านหน้ามาก ๆ ทั้งยังท่ามีแปลก ๆ ออกไป

ตาพรานบุญ ตำนาน “บนบานได้ไหว้รับ ที่วัดยางใหญ่” อ่านต่อ

Scroll to Top