ตาพรานบุญ ถือเป็น “พราน” ที่มีตำนานที่กล่าวถึงมากมายตั้งแต่สมัยโบราณไม่ว่าจะเป็นนายพรานในวรรณคดี เรื่องพระสุธน – มโนราห์ ซึ่งเป็นนิทานชาดกพื้นบ้านในยุคสมัยอยุธยา ซึ่งในสมัยก่อนเชื่อกันว่า “พราน” คือผู้ที่มีวิชาอาคมแก่กล้ามาก เพราะเมื่อเข้าไปในป่าที่เต็มไปอาถรรพ์จากภูตผีปีศาจและสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นหรืออันตรายจากสัตว์ป่าที่ดุร้ายหลากหลายชนิดหากไม่มีของดีหรือวิชาอาคมติดตัวก็จะไม่สามารถมีชีวิตรอดกลับออกจากป่าได้ พรานบุญ ทางภาคใต้นั้น เริ่มต้นจากการแสดงมโนราห์ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงพื้นเมืองที่สำคัญ เป็นดั่งชีวิตจิตใจและจิตวิญญาณของชาวใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดพัทลุง มโนราห์ถือเป็นต้นกำเนิดการแสดงและอยู่คู่กับชุมชนคนใต้มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยบรรพกาล ซึ่งเป็นการแสดงทางด้านนาฎยศาสตร์ที่จำเป็นต้องมีครูถ่ายทอดสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งมโนราห์จะมีการแสดงอยู่ 2 รูปแบบคือ 1. มโนราห์พิธีกรรม (โนราโรงครู) ซึ่งเป็นพิธีเพื่อเชิญครูหรือบรรพบุรุษของมโนราห์มายังโรงพิธี เพื่อทำพิธีไหว้ครู (ครอบครู) หรือไหว้ตายายของผู้ที่สืบเชื้อสายทางด้านมโนราห์ และอีกพิธีกรรมของมโนราห์โรงครูคือทำพิธีแก้บนเพื่อเชิญครูโนราให้มารับของแก้บนตามที่เจ้าของหรือใครที่ได้บนบานศาลกล่าวไว้แล้วได้ในสิ่งที่ปราถนา 2. มโนราห์เพื่อความบันเทิง ซึ่งพบได้มากในปัจจุบันเป็นการแสดงเพื่อให้ความบันเทิงโดยตรง โดยเริ่มจากปล่อยตัวนางรำมโนราห์ ออกพราน ออกตัวนายโรง และออกพรานอีกครั้ง พรานบุญ นับเป็นครูมโนราห์ที่สำคัญผู้หนึ่ง เพราะเป็นตัวตลกในเรื่องมโนราห์ เมื่อออกรำจะต้องสวมหน้ากากพราน ซึ่งแกะจากไม้ มีจมูกงุ้มยื่นยาว เจาะรูส่วนที่เป็นตาดำ ทาสีแดงทั้งหน้ากาก เว้นฟันจะใช้โลหะสีขาว ทาสีขาวหรือเลี่ยมเฉพาะฟันบน แล้วใช้ขนเป็ดสีขาวเอามาติดให้ดูเป็นผมหงอก ซึ่งท่ารำของพรานนั้นจะเป็นท่ารำที่ตลก ไม่มีท่ารำที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรานแต่ละคน และจะต้องมีท่ารำพื้นฐาน เช่น ย่อตัวรำ หลังแอ่น ยื่นอกไปด้านหน้ามาก ๆ ทั้งยังท่ามีแปลก ๆ ออกไป