พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนทกุมาร : ผู้นำพระบรมสารีริกธาตุสู่ดินแดนนครศรีธรรมราช

พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนทกุมาร : ผู้นำพระบรมสารีริกธาตุสู่ดินแดนนครศรีธรรมราช

สถานที่ตั้ง

ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระบรมธาตุ ติดกับพระวิหารหลวง กำแพงด้านหลังติดกับถนนพระบรมธาตุ อนุสาวรีย์ของทั้งสองพระองค์จะตั้งอยู่ภายในบริเวณของสวนพุทธิสารเถร บริเวณนั้นจะมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ศาลาศรีพุทธิสาร และลานธรรมวิปัสสนา อยู่ในบริเวณเดียวกัน ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

พระนางเหมชาลา และพระทนทกุมาร คือบุคคลใดในตำนานตามประวัติศาสตร์

“พระนางเหมชาลา พระทนทกุมาร” หรือ “เจ้าหญิงเหมชาลา เจ้าชายทันทกุมาร” บางครั้งนิยมออกนามว่า พระแม่เหมชาลา พระฑันทกุมาร ในภาษาไทย และ เหมมาลี ฑันทกุมาร สำหรับในภาษาสิงหล ภาษาทมิฬ และ ภาษาอังกฤษ Princess Hemamali Prince Dantha เป็นบุคคลที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ศรีลังกา และในเรื่องเล่ามุขปาฐะท้องถิ่นทางภาคใต้ของประวัติศาสตร์ไทยในฐานะปูชนียบุคคลผู้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมายังนครลงกา ประเทศศรีลังกาและพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และวัดจะทิ้งพระ ประเทศไทย

โดยมีบทบาทเรื่องราวเหมือนกันคือ ทรงลี้ภัยจากแผ่นดินมาตุภูมิเดิมจากภัยสงครามโดยลอบนำพระเขี้ยวแก้ว และพระบรมสารีริกธาตุติดพระองค์มาด้วย ก่อนจะประดิษฐานในที่ต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในปัจจุบัน แต่แตกต่างตามรายละเอียดเล็กน้อย เช่น แผ่นดินมาตุภูมิที่มาของทั้งสองพระองค์เดิม ซึ่งตามตำนานฝั่งลังกากล่าวว่า คือ นครปุรี รัฐโอฑิศา ประเทศอินเดีย แต่ในตำนานตามฝั่งไทย คือ นครทันตะปุระ ประเทศอินเดีย ไม่ปรากฏที่ตั้งในปัจจุบัน หรือ ฐานะของทั้งสองพระองค์ คือ ตามตำนานฝั่งลังกากล่าวว่า ทรงเป็นคู่สามีภริยา แต่ในตำนานตามฝั่งไทย กล่าวว่าทรงเป็นพี่น้องกัน เป็นต้น

เนื่องด้วยพระนางและพระราชกุมารมีความความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นเมืองท้องถิ่นทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะอย่างกับเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองสทิงพระ รวมถึงศาสนาพุทธในประเทศไทยแบบเถรวาทด้วยอิทธิพลของศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา ทรงได้รับการสักการะบูชาในฐานะปูชนียบุคคล และได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในมเหศักดิ์ (มเหสักข์) และอารักษ์ในศาสนาพื้นเมืองเดิมท้องถิ่นของไทยร่วมกับเทพารักษ์ พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง อารักษ์เสื้อวัด และเทพบรรพชนโดยทั่วไปของท้องถิ่นภาคใต้ (เช่นเดียวกับคติครามเทวตาและกุลเทวดาในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พื้นเมืองเดิมท้องถิ่นของอินเดียภาคใต้หรือสิงหล) นามของพระนางและพระราชกุมารยังได้รับสถาปนาเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์อุทิศถวาย ณ วิหารธรรมศาลา วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งกำหนดอายุทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้ในศิลปะไทยสกุลช่างท้องถิ่นสมัยอาณาจักรอยุธยาตอนปลายประมาณตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศลงมา และยังมีพระราชานุสาวรีย์ของพระนางและพระราชกุมารในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารและวัดจะทิ้งพระ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปฉลองพระองค์อุทิศถวายแด่ทั้งสองพระองค์ในฐานะพระพุทธรูปประธานของอุโบสถร่วมกับพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ณ  วัดหนองคุย อำเภอแกลง จังหวัดระยองอีกด้วย (สารานุกรมเสรี, 2567)

ความเกี่ยวข้องของพระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนทกุมาร กับวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราชนั้น มีประวัติเป็นตำนานกล่าวไว้ว่า หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์องค์หนึ่งนามว่า พระเขมะเถระ ได้กำบังกายเข้าไปในจิตกาธาน อัญเชิญพระทันตธาตุเบื้องขวาและเบื้องซ้าย ไปถวายพระเจ้าพรหมทัตกษัตริย์แห่งแคว้นกลิงคราษฏร์

จากนั้น พระทันตธาตุทั้งสองก็ได้เคลื่อนย้ายไปประดิษฐานยังนครต่างๆ และในที่สุดได้ไปอยู่ที่เมืองทนธบุรี อันมี พระเจ้าโคสีหราช ครองอยู่ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 852 กษัตริย์ทมิฬ 5 พระองค์ก็รวบรวมกำลังยกทัพมาตีเมืองทนธบุรี เพื่อทำลายพระทันตธาตุนั้น

พระเจ้าโคสีหราชจึงทรงมีพระราชโองการ ให้พระราชธิดาและพระราชโอรส คือ พระนางเหมชาลา และ เจ้าชายทนธกุมาร ปลอมพระองค์เป็นพ่อค้า อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งสองแบ่งกันซุกซ่อนไว้ในเกล้าเมาลีอย่างมิดชิดทั้งสองพระองค์ พากันเสด็จหนีลงเรือมุ่งไปกรุงลังกา

ตำนานกล่าวว่า ขบวนเรือพระที่นั่งได้ล่องอยู่ในทะเลลึกหลายวันหลายคืน จนระหว่างทางนั้นเองก็เกิดพายุแรงกล้า จนเรือส่วนใหญ่ในขบวนอับปางลง เหลือแต่เรือสำเภาพระที่นั่งเพียงลำเดียวที่ยังสามารถล่องลอยฝ่าคลื่นลมจนพ้นอันตรายมาได้โดยปาฏิหาริย์ ผ่านหมู่เกาะอันดามันและเกาะแก่งต่างๆ ไป

กระทั่งถึงเมืองตะโกลา สองรัชทายาทแห่งเมืองทนธบุรีก็เสด็จขึ้นฝั่งไปอาศัยอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งทรงทราบข่าวว่า ทางเมืองตามพรลิงค์ฝั่งตะวันออกของสุวรรณภูมิ มีเรือสำเภาขึ้นล่องไปมาระหว่างลังกากับสุวรรณภูมิ

พระนางเหมชาลา และพระอนุชาผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แห่งนครทนธบุรี จึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปตามพรลิงค์ โดยต้องทรงบุกป่าฝ่าดง ลำบากกันมิใช่น้อยทั้งสองพระองค์

จนมาถึงสถานที่ร่มรื่นแห่งหนึ่งบริเวณหาดทรายแก้วจึงได้แวะพักอาศัย และอัญเชิญพระทันตธาตุจากเกล้าเมาลีลงประทับฝังไว้ชั่วคราว ก่อนเดินทางไปที่เมืองตรังฝั่งตะวันตก และขออาศัยเรือสำเภาลำหนึ่งเดินทางไปกรุงลังกา

ครั้นไปถึง พระทันตธาตุได้แผ่ฉัพพรรณรังสีให้เห็นเป็นปาฏิหาริย์ กษัตริย์ลังกา คือ พระเจ้าทศคามมุนี จึงทรงมีพระราชโองการ ให้จัดพระราชพิธีสมโภชพระทันตธาตุอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

จากนั้น โปรดฯให้อัญเชิญพระทันตธาตุไปประดิษฐานชั่วคราวในพระราชวัง ระหว่างรอการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้น เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วทั้งสองพระองค์นั้น สำหรับเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนชาวลังกาทั้งหลาย ซึ่งก็คือพระธาตุเขี้ยวแก้ว องค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองแคนดี (เรียกขานในขณะนั้น)

ส่วนพระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนธกุมาร ก็ได้เสด็จประทับในพระราชวังกรุงลังกาอย่างสมบูรณ์พูนสุข เสมอด้วยพระราชธิดาและพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงลังกาเอง

เวลาผ่านไประยะหนึ่ง กษัตริย์ราชวงศ์คุปตะผู้ทรงนับถือพุทธศาสนา ทรงกู้เมืองทนธบุรีจากพวกทมิฬ และได้มีการสถาปนาเจ้านายในราชวงศ์ของพระนางเหมชาลากับพระอนุชา ขึ้นปกครองบ้านเมือง

พระเจ้ากรุงลังกาจึงพระราชทานคืนพระทันตธาตุเบื้องซ้าย พร้อมทั้งพระบรมสารีริกธาตุที่หักย่อยอีก 1 ทะนาน ให้พระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนธกุมาร อัญเชิญด้วยเรือสำเภาใหญ่จากลังกา กลับสู่หาดทรายแก้ว เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 854

จากนั้น อัญเชิญพระทันตธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุครึ่งทะนาน ประดิษฐานภายในผอบแก้ว บรรจุไว้ในขันทองคำ แล้วทำการก่อพระเจดีย์หุ้มไว้ ณ รอยเดิมที่เคยฝังพระทันตธาตุไว้ในกาลก่อน

ส่วนพระบรมสารีริกธาตุอีกที่เหลืออีกครึ่งทะนาน พระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนธกุมาร ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองทนธบุรี ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเสร็จสิ้นภารกิจ ในการจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ และประทับอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอน ด้วยความสุขสบายตลอดพระชนม์ชีพ

เวลาผ่านไปนานหลายร้อยปี พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้เสด็จมาพบพระทันตธาตุ กับพระบรมสารีริกธาตุที่หาดทรายแก้ว จึงโปรดฯ ให้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นอย่างใหญ่โต อัญเชิญพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุครึ่งทะนานบรรจุไว้ภายในพระมหาเจดีย์แห่งนั้น ซึ่งก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์แห่งเมืองนครศรีธรรมราช

จะเห็นได้ว่า ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครฯ ยกย่องให้ขัตติยนารี คือ พระนางเหมชาลา เป็นผู้อัญเชิญพระทันตธาตุและพระบรมสารีริกธาตุจากลังกา มาประดิษฐานภายในองค์พระบรมธาตุอยู่จนปัจจุบันนี้  (กิตติ วัฒนมหาตม์, 2559)

อนุสาวรีย์ของพระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมาร ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

อนุสาวรีย์ของพระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมารในปัจจุบันนั้น คณะศรัทธาจากอำเภอปากพนังเป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการก่อสร้าง (พระครูสิริธรรมาภิรัต, 2554, น. 110) ซึ่งในอดีตนั้นตั้งอยู่บริเวณลานทรายด้านนอกของกำแพงรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่ในปัจจุบันทางวัดได้ดำเนินการย้ายไปอยู่ ณ บริเวณด้านทิศใต้ขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ ติดกับพระวิหารหลวง และจุดจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง

กล่าวกันว่า หากมาขอพรสิ่งใดกับทั้งสองพระองค์แล้ว จะสำเร็จดังใจหมาย ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้มาทำพิธีบวงสรวง สักการะทั้งสองพระองค์ในหลายคณะตลอดทั้งปี

และในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอระลึกพระคุณของทั้งสองพระองค์ในฐานะผู้ที่ได้นำ “พระบรมสารีริกธาตุ” สิ่งที่มีค่าที่สุดมามอบให้กับชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและพุทธศาสนิกชนทั่วโลกไว้สักการะบูชาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจตลอดไปมิรู้ลืม

บรรณานุกรม

กิตติ วัฒนมหาตม์. (2559). พระแม่เจ้าเหมชาลา ในบริบทของสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับสตรีเพศ. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567. จาก https://chamadewi.blogspot.com/2016/02/blog-post_20.html

พระครูสิริธรรมาภิรัต. (2554). อนุสาวรีย์พระนางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมาร. ประวัติวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร. กรุงเทพฯ : เม็ดทราย.

สารานุกรมเสรี. (2567). พระนางเหมชาลา พระทันทกุมาร. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พระนางเหมชาลา_พระทันทกุมาร

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

วิหารคต หรือพระระเบียง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช อนุสาวรีย์แม่เจ้าอยู่หัว (พระนางเลือดขาว) ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม ความใจบุญมีกุศลในการบำรุงพระศาสนา

Views: 2462

Comments

comments

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.