ต้นพระศรีมหาโพธิ์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

สถานที่ตั้ง

ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระบรมธาตุ ติดกับพระวิหารหลวง กำแพงด้านหลังติดกับถนนพระบรมธาตุ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จะตั้งอยู่ภายในบริเวณของสวนพุทธิสารเถร บริเวณนั้นจะมีศาลาศรีพุทธิสาร และลานธรรมวิปัสสนา อยู่ในบริเวณเดียวกัน ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีความสำคัญกับพระพุทธศาสนาอย่างไร?

ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โคตมพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ที่ 28 พระนามว่า พระโคตมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรประพฤติทุกรกิริยาอยู่ 6 ปี จึงได้ประทับตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ควงไม้อัสสัตถะ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

“ต้นอัสสัตถะ” หรือ “ต้นอัสสัตถพฤกษ์” นั้น รู้จักกันดีในชื่อของ ต้นโพ, ต้นโพธิใบ, ต้นโพธิ์ หรือพระศรีมหาโพธิ ชาวลังกาเรียกว่า Bohd tree และชาวอินเดียเรียกว่า Pipal นี้นับได้ว่าเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธประวัติอีกชนิดหนึ่ง เพราะเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ในระหว่างบำเพ็ญพรตเพื่อหาสัจธรรมนั้น ได้ทรงเลือกนั่งประทับที่โคนต้นโพธิ์จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมา สัมโพธิญาน คือ อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6

แม้พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้าแล้ว ก็ยังต้องทรงใช้พลังจิตรบกับพวกมาร (การเอาชนะกิเลสฝ่ายต่ำ) ก็โดยประทับอยู่ใต้โคนต้นโพธิ์อีกเช่นกัน เพราะโพธิ์มีร่มเงาเหมาะแก่การพักพิงและบำเพ็ญพรตเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันต้นโพธิ์ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย แต่ว่าไม่ใช่ต้นเดิมแต่ครั้งพุทธกาล เป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นเดิม

ประวัติ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง 4 ต้น ที่พุทธคยา แดนตรัสรู้

ข้อมูลโดย พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์ คุตตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

“พุทธ คยา” เป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมี “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” เป็นต้นไม้แห่งการตรัสรู้ ณ ที่แห่งนี้รวมทั้งหมดมี 4 ต้น และทั้ง 4 ต้นนี้ได้เจริญเติบโตทดแทนกันมาเรื่อยๆ จากที่เดิมและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน นับเป็นอนุสรณ์สถานที่มีคุณค่าของชาวพุทธและมวลมนุษยชาติทั่วโลก ปัจจุบันพุทธคยาได้ถูกยกให้เป็น “มรดกโลก” ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2545

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 1

เป็นต้นไม้คู่พระบารมีและเป็นสหชาติของพระโพธิสัตว์ เกิดขึ้นพร้อมกับวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า สหชาติมี 7 ประการ (สัตตสหชาติ) คือ พระนางพิมพา, พระอานนท์พุทธอนุชา, นายฉันนะ, อำมาตย์กาฬุทายี, ม้ากัณฐกะ, ขุมทรัพย์ 4 มุมเมือง และต้นอัสสัตถพฤกษ์หรือต้นโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 1 เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ได้รับการถวายหญ้ากุสะจำนวน 8 กำจากโสตถิยะพราหมณ์ เพื่อปูเป็นที่ประทับเมื่อใกล้รุ่งของวันเพ็ญ เดือน 6 จึงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระองค์ตรัสว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้แทนพระพุทธองค์ หากใครได้ไหว้ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เท่ากับว่าได้ไหว้สักการะพระพุทธองค์ และหลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากราบไหว้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นจำนวนมาก

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก เช่น ทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาจำนวนถึง 84,000 องค์ ซึ่งทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชไม่สนพระทัยในความสุขส่วนพระองค์เหมือนเช่นเคย ว่างเว้นจากราชกิจก็มาปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่กลับวังที่ประทับ จึงเป็นเหตุให้เหล่าพระมเหสีนางสนมทั้งหลายต่างพากันโกรธแค้นอิจฉาต้นพระศรี มหาโพธิ์ พระมเหสีองค์ที่ 4 ของพระเจ้าอโศกมหาราช นามว่า มหิสุนทรี (พระนางติษยรักษิต) ได้รับสั่งให้นางข้าหลวงนำยาพิษและน้ำร้อนแอบไปรดที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ จนทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตายไปในที่สุด นับเป็นการล้มตายลงไปหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าสู่ ปรินิพพานล่วงไปแล้ว 200 ปี

การล้มตายของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเสียพระทัยเป็นอันมาก ได้ทรงมีรับสั่งให้มหาดเล็กเอาน้ำนมโค 100 หม้อไปรดที่บริเวณรากของต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ล้มตายลงไปนั้นทุกวัน และทรงอฐิษฐานพร้อมกับการสักการะก้มกราบ พระองค์ทรงมีพระราชปรารภว่า หากแม้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่แตกหน่อขึ้นมาแล้วไซ้ร์จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด ด้วยพุทธานุภาพและพระราชศรัทธาอันแรงกล้าแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นที่อัศจรรย์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ภายหลังก็แตกหน่องอกขึ้นมาใหม่ จึงได้นับหน่อนี้เป็นต้นที่ 2 และมีอายุยืนต่อมาอีกหลายร้อยปี พระเจ้าอโศกมหาราชทรงดีพระทัยเป็นอันมาก จึงทรงมีรับสั่งให้ก่อกำแพงล้อมรอบไว้เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ ต้นพระศรีมหาโพธิ์อีก

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 2

ถือเป็นต้นที่แตกหน่อมาจากต้นแรก การที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก จึงมีการนำต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกในประเทศต่างๆ ด้วย เช่น พระโสณะเถระและพระอุตตรเถระ เดินทางไปยังดินแดนสุวรรณภูมิ และ พระมหินทเถระ พระนางสังฆมิตตาเถรี เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เป็นต้น โดยพระภิกษุและพระภิกษุณีเหล่านี้ได้นำต้นหรือกิ่งของต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปด้วย

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 2 ถูกทำลายจนล้มตายอีกครั้งในสมัย พระเจ้าปรณวรมา แคว้นมคธของพระองค์ได้ถูกรุกรานโดย พระเจ้าสาสังการ แห่งฮินดู จากแคว้นเบงกอล พระเจ้าสาสังการได้ทรงรับสั่งให้ตัดต้นและขุดราก ใช้ฟางอ้อยสุม ใช้น้ำมันราด และเผาต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งมีอายุราว 871-891 ปี จนล้มตาย เจ็ดวันหลังจากนั้น พระเจ้าสาสังการทรงอาเจียนเป็นพระโลหิต และสิ้นชีพตักษัยที่พุทธคยา ซึ่งพระเจ้าปรณวรมาเสด็จมาพอดี จึงตีทัพของเบงกอลแตกพ่ายไป และทรงให้ชาวบ้านรีดนมโค 1,000 ตัว เอาน้ำนมที่ได้เทราดบริเวณต้นโพธิ์ที่ถูกเผา พระเจ้าปรณวรมาทรงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น พร้อมอฐิษฐานตามแบบพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งภายหลังต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่องอกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงได้นับหน่อนี้เป็นต้นที่ 3

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 3

ในปี พ.ศ. 2418 นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham) ชาวอังกฤษ หัวหน้าคณะสำรวจพุทธสถานในช่วงอังกฤษปกครองประเทศอินเดีย ผู้ค้นพบสถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เดินทางไปที่เมืองพุทธคยาเป็นครั้งที่สอง พบว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ทรุดโทรมมาก ประชาชนชาวฮินดูในบริเวณนั้นได้ตัดกิ่งก้านไปทำเชื้อเพลิง ครั้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2421-2423 ได้เกิดพายุใหญ่ เป็นเหตุให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เบียดกับพระเจดีย์พุทธคยา กระทั่งหักโค่นล้มลงไปทางทิศตะวันตกและล้มตายไปเอง ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 3 มีอายุยืนประมาณ 1258-1278 ปี

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 4

เป็นต้นที่ยังคงยืนต้นอยู่ที่พุทธคยาในปัจจุบัน เป็น 1 ใน 2 หน่อที่แตกขึ้นมาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่ 3 ที่ล้มตายไป โดย ท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ได้บำรุงดูแลหน่อที่เกิดมานั้นเมื่อปี พ.ศ. 2423 และนำอีกหน่อหนึ่งไปปลูกไว้ด้านทิศเหนือของพระเจดีย์พุทธคยา ห่างจากต้นเดิมประมาณ 50 เมตร

ปัจจุบัน “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง 2 ต้นยังคงยืนต้นอยู่ มีอายุยืนถึงทุกวันนี้กว่า 132 ปี ท่านสาธุชนผู้ศรัทธาสามารถเดินทางไปสักการะได้ด้วยตนเอง (วัดไทยพุทธคยา 935, 2566)

ประวัติความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ นั้นปลูกไว้หน้าศาลาศรีพุทธิสาร เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยา มีประวัติความเป็นมาว่า เมื่อ พ.ศ. 2483 รัฐบาลไทยได้ส่งคณะฑูตพิเศษคณะหนึ่ง มีพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพของอังกฤษทางเอเชีย เมื่อไปถึงประเทศอินเดียได้ติดต่อขอพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากรัฐบาลอินเดีย นำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ทั้งได้ขอร้องให้รัฐบาลอินเดียช่วยตอนกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ที่พุทธคยาอันเป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งตรัสรู้มารวม 5 กิ่ง นำมาปลูกไว้ที่

  1. วัดพระศรีมหาธาตุ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 2 ต้น
  2. ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 1 ต้น
  3. ที่ภาคเหนือ ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 1 ต้น
  4. และที่ภาคใต้ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 1 ต้น

ซึ่งได้ทำพิธีปลูก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2486 ผู้นำมาปลูกคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสสมหาเถร) วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร (พระครูสิริธรรมาภิรัต, 2554, น. 106)

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงนั่งประทับตรัสรู้ เป็นต้นไม้แทนพระพุทธองค์ หากใครได้ไหว้ได้สักการะต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เท่ากับว่าได้ไหว้สักการะพระพุทธองค์ จึงถือว่ามีความสำคัญมาก และยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านได้กรุณานำมาปลูกไว้ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วย 1 ต้นนั้น ถือว่าเป็นความโชคดีของพวกเราชาวนครศรีธรรมราชที่ได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้

บรรณานุกรม

พระครูสิริธรรมาภิรัต. (2554). ต้นพระศรีมหาโพธิ์. ประวัติวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร. กรุงเทพฯ : เม็ดทราย.

วัดไทยพุทธคยา 935. (2566). ประวัติ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทั้ง 4 ต้น ที่พุทธคยา แดนตรัสรู้. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567. จาก http://www.watthaibuddhagaya935.com/historybodhi.html

 

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

อนุสาวรีย์แม่เจ้าอยู่หัว (พระนางเลือดขาว) ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม ความใจบุญมีกุศลในการบำรุงพระศาสนา วิหารสามจอม หรือวิหารพระเจ้าศรีธรรมโศกราช

Views: 947

Comments

comments

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.