สถานที่ตั้ง
เป็นวัดที่อยู่ในอำเภอช้างกลาง สามารถเดินทางไปตามเส้นทางถนนลานสกา-ช้างกลาง เมื่อมาถึงจุดทางแยก 2 สายแยกไปยังอำเภอนาบอน และ อำเภอทุ่งสง ให้เลี้ยวไปตามเส้นทางถนนที่ไปอำเภอทุ่งสง ประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงทางแยกซึ่งมีป้ายชัดเจน เขียนว่า “วัดหน้าเขาเหมน” และใช้เวลาเดินทางเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะถึงวัดหน้าเขาเหมน
ที่อยู่ของวัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 12 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช รหัสไปรษณีย์ 80250
นิกาย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
ประเภทวัด วัดราษฎร์
ได้รับอนุญาตตั้งเป็นวัด : เมื่อปีพุทธศักราช 2532
ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา : เมื่อปีพุทธศักราช 2553
เจ้าอาวาสท่านปัจจุบัน พระอธิการสมพล ฐิตธมฺโม (รายชื่อวัดทั่วไทย, 2567)

สถานที่ตั้ง

ประวัติวัด
ในอดีตเมื่อได้มีการตั้งชุมชนขึ้นในบริเวณเชิงเขาเหมนและเวลาได้ล่วงผ่านไป 5 ปี การไปวัดทำบุญตามเทศกาล และบุญประเพณีมีความลำบาก ของประชาชนใน 4 หมู่บ้านในบริเวณนี้ จะไปวัดที่ตนสะดวกและสามารถเดินเท้าไปได้ไม่ยาก สะดวกที่จะไปวัดไหนก็จะไปวัดนั้น ๆ เช่น
ชาวบ้านที่อยู่หมู่ 9 บ้านคลองกุยเหนือก็จะไปวัดควนสงฆ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สำนักงานองค์การสวนยางนาบอน
ชาวบ้านที่อยู่หมู่ 10 และหมู่ 12 ก็ไปวัดมะนาวหวาน เพราะอยู่ใกล้กว่าหมู่บ้านอื่น ๆ
ส่วนชาวบ้านที่อยู่หมู่ 13 ไปวัดอัมพวัน ใกล้สถานีรถไฟคลองจัง
ในช่วงเวลาต่อมา นายบุญคง มีประดิษฐ์ ได้มองเห็นความลำบากของการไปทำบุญในเทศกาลและบุญประเพณี จึงได้บริจาคที่ดิน 6 ไร่สร้างที่พักสงฆ์ตั้งแต่ปี 2501 โดยได้ร่วมกันสร้างกุฏิ ศาลา ด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีมากขณะนั้น เช่นไม้กลม ใช้เป็นเสาและเครื่องประกอบ ใช้ไม้ไผ่ทำฝากั้น เพื่อให้เป็นกุฏิพอพระสงค์เข้าจำพรรษาได้ ในระยะแรกมีพระสงฆ์เข้าจำพรรษาติดต่อกัน 5 ปี หลังจากนั้นก็ไม่มีพระ จนถึงปีพ.ศ. 2516 ได้มีพระพูนสินจากวัดเขาพังไกร อำเภอหัวไทร มาจำพรรษาอยู่ 3 ปี ได้ชักชวนญาติโยมสร้างที่พักสงฆ์สะดวกสบายมากขึ้น
ต่อมาเมื่อพระพูนสินต้องกลับวัดเขาพังไกร อำเภอหัวไทร บ้านเดิมของท่าน ในฤดูพรรษาจะมีพระมาเข้าจำพรรษาทุกปี แต่หลังจากออกพรรษาแล้วจะไม่มีพระอยู่ประจำ กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2529 พระมหาสวัสดิ์ โกวิโท เจ้าอาวาสวัดคลองครุ หมู่บ้านปัฏฐวิกรณ์ กรุงเทพมหานคร ท่านมีญาติอยู่ในหมู่บ้านหน้าเขาเหมนหลายครอบครัว ได้นิมนต์พระลูกวัดของท่านซึ่งเป็นคนจังหวัดกาฬสินธุ์ ชื่อพระสุวัฒน์ สิริภัทฺโธ (สกุลมงคลธรรม) มาจำพรรษา
โดยในช่วงแรกจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์บ้านหน้าเขาเหมน เมื่อปี พ.ศ. 2502 และได้มีพระภิกษุสงฆ์ได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ทุกๆ ปี ตลอดมา
ในช่วงดังกล่าวนี้ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายมีนายบุญคง ผู้บริจาคที่ดิน เป็นต้น ได้ดำเนินการขอรับอนุญาตตั้งวัดบ้านหน้าเขาเหมนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ได้ชื่อเป็นทางการว่า “วัดหน้าเขาเหมน” จนเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2532 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ สำนักสงฆ์หน้าเขาเหมน ยกฐานะขึ้นเป็นวัดหน้าเขาเหมน
นับแต่ตั้งเป็นวัด พระสุวัฒน์ สิริภัทฺโธ (สกุลมงคลธรรม) ได้นำญาติโยมพัฒนาวัดจนมีความเจริญต่อเนื่องเป็นเวลา 12 ปี ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2540 ได้อาพาธแล้วกลับไปมรณภาพที่บ้านเดิมจังหวัดกาฬสินธุ์
หลังจากพระสุวัฒน์ สิริภัทฺโธ (สกุลมงคลธรรม) ได้ออกจากวัดไปแล้ว ท่านเจ้าคุณพระสิริธรรมราชมุนีในสมัยที่ยังเป็นพระครูสถิตวิหารธรรม แห่งวัดมะนาวหวาน ได้ขอให้ท่านชูดจากวัดคลองครุ กรุงเทพมหานครมาเป็นเจ้าอาวาสแทน ในปีแรกท่านชูดได้ชักชวนญาติโยมพุทธบริษัททั้งใกล้และไกลร่วมพัฒนาวัด จนสามารถสร้างความเจริญในพุทธสถานทุกด้าน มีโบสถ์ วิหาร ศาลา กุฏิ กุฏิรับรอง ฯลฯ ดังที่ปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบัน ตลอดถึงได้ขยายพื้นที่วัดไปทางด้านตะวันออกถึงคลองยายแดงอีก 5 ไร่โดยการซื้อจากชาวบ้านไร่ละ 100,000 บาท รวมแล้ววัดมีเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน จึงเป็นวัดที่เจริญเหมาะแก่การจำพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัยของพระสงฆ์ กระทั่งในปี พ.ศ. 2554 โอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาฯ 5 ธันวาคม 2554 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นตรี ที่ “พระครูมงคลบุญญเขต” พระครูมงคลบุญเขต เดิมชื่อพระชูด สกุลทองอ่อน ท่านเป็นชาวตำบลปากแพรก อำเภอปากพนัง อดีตเคยรับราชการตำรวจตั้งแต่ยศชั้นพลตำรวจลูกแถว ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอฉวางจนกระทั่งเกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. 2529 ในยศครั้งสุดท้ายคือนายดาบตำรวจ และหลังเกษียณแล้วได้รับยศ ร.ต.ต.
ในปี พ.ศ. 2531 ขณะอายุ 62 ได้อุปสมบทที่วัดปากแพรก อำเภอปากพนัง หลังจากอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีก็เข้ากรุงเทพมหานครไปอยู่วัดคลองครุ หมู่บ้านปัฏฐวิกรณ์ อยู่ที่วัดนี้ 8 ปี กระทั่งถึงปี 2539 ได้นำเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาจำนวน 2 ล้านบาทมาสมทบสร้างโบสถ์วัดปากแพรกจนแล้วเสร็จ
ตั้งแต่ปี 2540 มาเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าเขาเหมน
เริ่มต้นสมณศักดิ์ที่ “พระสมุห์ชูด” ฐานานุกรมในพระครูสถิตวิหารธรรม
ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 ได้รับสมณศักดิ์เป็นฐานานุกรมในพระเดชพระคุณพระเทพสิริโสภณ เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ “พระครูสมุห์ชูด”
ในปี พ.ศ. 2554 โอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาฯ 5 ธันวาคม 2554 ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นตรี ที่ “พระครูมงคลบุญญเขต” และวัดหน้าเขาเหมนก็ได้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งท่านพระครูได้มรณภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2566 (สารนครศรีธรรมราช, 2563)
และในปี พ.ศ. 2566 พระอธิการสมพล ฐิตธมฺโม ก็ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะเด่น
“วัดหน้าเขาเหมน” เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระธาตุเจดีย์ศรีรัตนชาติ” หรือ “พระธาตุเขาพระสุเมรุ” ซึ่งมีความหมายว่า “เป็นพระธาตุแห่งความดีของพระพุทธศาสนาคู่กับแผ่นดินไทย” ภายในองค์เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งองค์เจดีย์ศรีรัตนชาติเป็นการจําลองแบบมาจากพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ความสูงจากฐานถึงยอด 19.19 เมตร ฐานกว้าง 5 เมตร (ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช, 2562)
และในบริเวณรอบๆ ของพระธาตุเจดีย์ศรีรัตนชาตินั้น จะมีการสร้างจำลององค์พระพุทธสิหิงค์ ตั้งประดิษฐานเรียงรายไว้ จำนวน 108 องค์ และใต้ฐานของพระธาตุเจดีย์นั้น เรียกว่า “ห้องพิพิธภัณฑ์” เป็นสถานที่เก็บประวัติการสร้าง รวมถึงพระพุทธรูปหลายองค์ที่มีความงดงาม ล้ำค่า คู่ควรแก่การได้มาสักการะของพุทธศาสนิกชนอีกด้วย
ในส่วนของอุโบสถนั้นจะเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างจะเป็นเหมือนกับศาลาการเปรียญ ไว้ต้อนรับพุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญในกิจกรรมต่างๆ และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 ก็จะเป็นอุโบสถที่สามารถเดินรอบๆ อุโบสถได้ ภายในอุโบสถจะมีพระพุทธรูป“พระปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร)” 2 องค์ประดิษฐานอยู่ มีการตกแต่งประติมากรรมที่สวยงามมากทั้งภายในและภายนอกอุโบสถ

รวมถึงบริเวณวัดยังมีศาลา 2 หลังเล็กๆ หลังหนึ่งประดิษฐานหลวงปู่ทวด พ่อท่านคล้าย และ อีกหลังจะเป็นศาลาทวดเหมน ให้ผู้คนที่มาทำบุญที่วัดได้สักการะด้วย
โบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญ
คือ “พระธาตุเจดีย์ศรีรัตนชาติ” หรือ “พระธาตุเขาพระสุเมรุ”
ประวัติพระบรมสารีริกธาตุ
พระบรมสารีริกธาตุ คือ “พระอัฐของพระพุทธเจ้า” ซึ่งพระองค์ได้ทรงอธิษฐานไว้ก่อนปรินิพพานที่จะคงเหลือไว้หลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธบริษัท พระบรมสารีริกธาตุมีสองล้กษณะ คือ พระบรมสารีริกธาตุที่ไม่แตกกระจายและที่แตกกระจาย มีขนาดเล็กสุดประมาณเมล็ดผักกาด โดยชาวพุทธเชื่อว่าพระบรมสารีริกธาตุเป็นวัตถุแทนองค์พระบรมศาสดาที่ทรงคุณค่าสูงสุดในศาสนาพุทธ จึงนิยมกระทำการบูชาองค์พระบรมสารีริกธาตุโดยประการต่างๆ เช่น การสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการะ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์ประดุจได้กระทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้า เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ทั้งนี้คำว่า “พระบรมสารีริกธาตุ” เป็นศัพท์เฉพาะ ซึ่งใช้เรียกเฉพาะพระธาตุของพระพุทธเจ้า หากเป็นของพระอรหันตสาวกจะเรียกว่า “พระธาตุ” เท่านั้น
นับแต่พระโคดมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเผยแผ่พระธรรมวินัย แก่ชาวชมพูทวีป เป็นเวลากว่า 45 ปี จวบจนพระพุทธองค์มีพระชนมายุใกล้ 80 พรรษา มีพระวรกายชราภาพลงเสมือนคนทั่วไป และหลังจากวันที่ทรงทำการปลงพระชนมายุสังขารได้ 3 เดือน จึงเสด็จดับขันธปรินิพพานระหว่างใต้ต้นสาละคู่ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวิสาขปุณณมี ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะมีพระชนมายุ 80 พรรษา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมพุทธเจ้าได้มีพระประสงค์ให้พระพุทธสรีระของพระองค์แตกกระจายไปจำนวนมาก พระประสงค์ดังกล่าวนี้เพื่อให้ศาสนาของพระองค์แพร่หลายไป แม้ผู้ที่เกิดมาภายหลังไม่ทันเห็นพระองค์เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่จักได้กระทำการสักการะบูชาเพื่อเป็นกุศลแก่ตน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระบรมสารีริกธาตุแพร่หลายไปยังดินแดนต่างๆ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
และนับเป็นความโชคดีและสิริมงคลอันยิ่งที่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาบรรจุในเจดีย์ศรีรัตนชาติแห่งนี้ เพื่อเป็นที่เคารพบูชาและเป็นสถานอันมั่นคงในพระพุทธศาสนาตลอดกาล (ข้อมูลของวัดหน้าเขาเหมน, 2562)
ประวัติการสร้างพระธาตุเจดีย์ศรีรัตนชาติ (พระธาตุเขาพระสุเมรุ)
พระธาตุเจดีย์ศรีรัตนชาติ (พระธาตุเขาพระสุเมรุ) สร้างด้วยจิตศรัทธาของพุทธบริษัทชาวหมู่บ้านหน้าเขาเหมนและผู้มีจิตศรัทธาถวายเป็นพุทธบูชาในพระพุทธศาสนา โดยการคิดริเริ่มด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งของ นายเกรียงศักดิ์ จันทพันธ์ (พราหมณ์เล็ก เขาเหมน) และพันเอก สุรศักดิ์ ชื่นสุวรรณ ได้ปรึกษาพระครูมงคลบุญเขต เจ้าอาวาสวัดหน้าเขาเหมน โดยกราบทูลขอพระบรมสารีริกธาตุจากเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระเมตตาประทานพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 9 พระองค์ ในวันอังคารที่ 4 เมษายน 2560 กระทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560 เวลา 09.19 น. โดย พลโท ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธาน ซึ่งจำลองแบบมาจากพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ความสูงจากฐานถึงยอด 19.19 เมตร ฐานกว้าง 5.95 เมตร ควบคุมการก่อสร้างโดย พันโทเฉลิมพร รัตนโสภา และนายสุรพร มณีรัตน์ กระทำพิธีอัญเชิญยอดเกศทองคำและบรรจุพระกรุเขาเหมน จำนวน 5,000 องค์ ในวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม 2561 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 510 วัน งบประมาณในการก่อสร้าง 9,960,068.50 บาท ได้กราบทูลนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชเสด็จบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ เจดีย์ศรีรัตนชาติ วัดหน้าเขาเหมน ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 15 มีนาคม 2562 เวลา 13.09 น. โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชามอบพระพรหมจริยาจารย์ (สงัด ปญญาวโร) เจ้าคณะใหญ่หนใต้ ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ซึ่งถือเป็นศิริมงคลแก่พุทธบริษัททั้งหลายเป็นการต่ออายุพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่กับเขาพระสุเมรุแห่งนี้สืบไป (ข้อมูลของวัดหน้าเขาเหมน, 2562)



วัดหน้าเขาเหมนนั้น ถือเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรหาโอกาสมากราบสักการะ “พระธาตุเจดีย์ศรีรัตนชาติ” ที่มีพระบรมสารีริกธาตุซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า และหากท่านใดที่ชื่นชอบกับความสวยงามของเขาเหมนแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องไม่พลาดที่จะต้องมาชม ทิวทัศน์ที่สวยงามของเขาเหมน ที่มองไปทางด้านหลังขององค์พระธาตุ ก็จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนสวยงามมาก
ข้อมูลอ้างอิง
ข้อมูลของวัดหน้าเขาเหมน. (2562). แผ่นป้ายข้อมูลประวัติของการสร้างเจดีย์ศรีรัตนชาติ.
ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช. (2562). พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์ศรีรัตนชาติ ณ วัดหน้าเขาเหมน. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567. จาก https://www.facebook.com/watch/?v=1190419034467894
รายชื่อวัดทั่วไทย. (2567). วัดหน้าเขาเหมน – นครศรีธรรมราช. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567. จาก https://watthai.online/วัดหน้าเขาเหมน-นครศรีธ/
สารนครศรีธรรมราช. (2563). คนเขาเหมน จิตวิญญาณที่ส่งผ่านวิถีชีวิต. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567. จาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=3201479539863530&id=594501903894653&set=a.742287875782721
Views: 1179

