วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร : มรดกแห่งความศรัทธาอันล้ำค่าของนครศรีธรรมราช
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดพระธาตุ เป็นโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ถือเป็นมรดกแห่งความศรัทธาอันล้ำค่าของเมืองนคร
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดพระธาตุ เป็นโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ถือเป็นมรดกแห่งความศรัทธาอันล้ำค่าของเมืองนคร
วิหารโพธิ์พระเดิม ตั้งอยู่ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นวิหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีต้นโพธิ์ลังกา อยู่กลางวิหารเช่นเดียวกับวิหารโพธิ์ลังกา แต่มีขนาดย่อมกว่า
วิหารโพธิ์ลังกา เป็นวิหารประดิษฐานสิ่งสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของวัดในพระพุทธศาสนาอยู่สองอย่าง คือพระพุทธรูปและต้นโพธิ์ ซึ่งมาจากศรีลังกาปลูกมานับร้อยปี เรียกอีกชื่อหนึ่ง “วิหารโพธิฆระ” หรือ “วิหารโพธิมณเฑียร” ทางทิศตะวันตกมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว 6 วา (12 เมตร) ประดิษฐานอยู่ จึงเป็นสัญลักษณ์สะท้อนคตินิยมของชาวพุทธในศรีลังกาที่ชาวพุทธในนครศรีธรรมราชรับมา
วิหารธรรมศาลา เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในวิหารหลังนี้
เมื่อเข้าไปในพื้นที่ภายในวิหารคด (หรือวิหารพระด้าน) ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นอกจากจะเห็นองค์พระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์บริวารที่เรียงรายอยู่นับร้อยองค์แล้ว ยังมีสิ่งสะดุดตาอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ระเบียงรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งมุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีแดง ระเบียงหรือวิหารนี้จึงเรียกกันว่า “วิหารทับเกษตร” หรือ “ระเบียงตีนธาตุ” (เครือข่ายการท่องเที่ยววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช, 2015) วิหารทับเกษตร หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระระเบียงตีนธาตุ เป็นระเบียงหรือวิหารที่อยู่โดยรอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดีย์ คําว่า “ทับเกษตร” เป็นศัพท์ทางสถาปัตยกรรม หมายถึงผิวพื้นบริเวณที่ใช้เป็นที่ตั้งพระพุทธรูปหรือนาบบนฐานพระ หรือเรือนซึ่งเป็นขอบเขต ซึ่งได้แก่ระเบียงคดวิหารคด ด้วยเหตุนี้วิหารทับเกษตรจึงได้ชื่อตามหน้าที่ก็คือวิหารคด ซึ่งเป็นวิหารแสดงขอบเขตของพระบรมธาตุเจดีย์ (วิเชียร ณ นคร และคณะ, 2521, น. 455-456)…
วิหารพระทรงม้า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น วิหารพระม้า หรือ วิหารพระทรงม้า หรือ วิหารพระมหาเภิเนษกรม อันเป็นชื่อเรียกทางราชการ แต่ชาวนครนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า วิหารพระม้า ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าภายในวิหารนี้ มีปูนปั้นเป็นภาพเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธประวัติตอนพระพุทธองค์ทรงม้าเสด็จออกบรรพชา อยู่ที่ฝาผนังจึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า วิหารพระม้า (วิเชียร ณ นคร และคณะ, 2521, น. 450) ดังนั้น จึงถือว่าวิหารพระทรงม้า เป็นวิหารสำคัญลำดับหนึ่งของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพราะเป็นวิหารที่มีประติมากรรมปูนปั้นที่จัดสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นฝีมือช่างที่สวยงามที่สุดในภาคใต้ (ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์, 2559, น. 53) และถือว่าวิหารพระม้า เป็นศูนย์รวมประติมากรรมปูนปั้นว่าด้วยจตุคามรามเทพขนานแท้และดั้งเดิม และประติมากรรมว่าด้วยเทวดาผู้รักษาโลกและจักรวาลที่มีรายละเอียดพิสดารยิ่ง รวมทั้งเป็นบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณรอบองค์พระมหาธาตุเจดีย์ เหนืออื่นใดยังมีประติมากรรมปูนปั้นว่าด้วยพุทธประวัติตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาโดยม้าพาหนะชื่อ “กัณฐกะ”…
เจดีย์หกหว้าหรือเจดีย์ดำ เป็นเจดีย์หินแบบจีน มีความเชื่อกันว่าเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้มีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประดิษฐานไว้ที่หน้าเจดีย์หกหว้านี้
พระวิหารหลวง พระวิหารหลวง เชื่อกันว่าสร้างในสมัยสุโขทัยพร้อมกับพระบรมธาตุ แต่ต่อมาได้ดัดแปลงพระวิหารหลวงเป็นอุโบสถ และใช้ประกอบพิธีสักการะบูชาพระบมธาตุร่วมกัน และยังใช้เป็นสถานที่ประกอบสังฆกรรมอย่างอุโบสถโดยทั่วไป เช่น กระทำอุโบสถของพระภิกษุสงฆ์ ประกอบพิธีกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี เช่น การแต่งตั้งเจ้าเมืองและการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น ประกอบพิธีสมโภชพระบรมธาตุประจำทุกๆ ปี
ภายในวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร (วัดพระธาตุ) โดยเฉพาะในบริเวณวิหารคด (หรือวิหารพระด้าน) นอกจากจะมีพระบรมธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งตระหง่านอยู่โดดเด่นแล้ว ยังมีเจดีย์รายหรือเจดีย์บริวารอยู่รอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ถึง 158 องค์ และหนึ่งในจำนวนนี้มีเจดีย์อยู่องค์หนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “เจดีย์พระปัญญา” หรือ “พระปัญญา” รวมอยู่ด้วย
เมื่อเราเข้าไปบริเวณพระบรมธาตุเจดีย์ เราจะเห็นเจดีย์น้อยใหญ่เรียงรายกันไปบริเวณระเบียงคต เรียกว่ารายหรือเจดีย์บริวาร หรือเจดีย์องค์เล็กอยู่รอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์จำนวน ๑๕๘ องค์