ที่มาและความสำคัญ
สาคู (Sago palm)
เป็นพืชตระกูลปาล์มที่พบอยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี มาเลเซีย และประเทศไทย และถือเป็นพืชหลักของระบบนิเวศ เป็นแหล่งที่บ่มสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ระบบนิเวศ เช่น บ่มเพาะความหลากหลายของสัตว์น้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์ไม้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับป่าสาคู เป็นต้น โดยสาคูจะกระจายตัวขึ้นอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ (wetland)หรือบริเวณที่มีน้ำจืดไหลผ่าน เช่น แม่น้ำ ห้วย หนอง และคลอง สำหรับในด้านกายภาพหรือภูมิศาสตร์ ป่าสาคูจะเป็นพื้นที่ชุ่มนจืดที่ช่วยลดการไหลบ่าของน้ำในฤดูน้ำหลากโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีฝนตกชุก ต้นสาคูมีระบบรากที่แข็งแรงและแผ่ขยาย จึงสามารถดูดซับน้ำระดับใต้ดินตื้นได้ดี กลายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ และเพื่อการเกษตร สำหรับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
สาคู เป็นพืชที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน ทั้งในเชิงนิเวศวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งยังเป็นทุนในการดำรงชีวิตและเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ โดยสอดแทรกอยู่แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนในชุมชนจนสั่งสมเป็นวัฒนธรรมที่ปรากฏในระบบการผลิต ระบบความเชื่อและระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้ได้เห็นมากมาย
ปัจจุบันป่าสาคูในภาคใต้มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าสาคูไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เพื่อตอบสนองความต้องการในเชิงการค้า ซึ่งนอกจากเป็นการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงการหายไปของวัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาชาวบ้านของคนในชุมชนที่เคยมีวิถีชีวิตผูกพันกับป่าสาคูด้วย
ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์
สาคูหรือปาล์มสาคู (Sago palm) เป็นพืชในวงศ์ปาล์ม (Palmae) เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่จะมีลักษณะคล้ายต้นมะพร้าวหรือต้นปาล์ม แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
1. ชนิดยอดแดง (Metroxylon sagus Rottb) ลักษณะของขอบใบเรียบไม่มีหนาม เป็นพันธุ์ที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด
ทั้งในสภาพธรรมชาติ และสภาพที่มีการเพาะปลูก
2. ชนิดยอดสีขาว (Metroxylon rumphii Mart) ลักษณะของขอบใบมีหนาม ใบสั้นเปราะ และต้นเล็กกว่ายอดสีแดง
ดอก สาคูจะออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายยอดเหนือลำต้นมีลักษณะคล้ายเขากวาง สูงประมาณ 3 – 4 เมตร และแผ่กว้างประมาณ 4 – 5 เมตร ลักษณะสีดอกเป็นสีน้ำตาลแกมแดงหรือเหลืองจะมีแขนงและก้านดอกย่อยรวมอยู่ ดอกออกเป็นเกลียวเรียงตัวกัน มีลักษณะเป็นตุ่มหรือตาโดยจะออกดอกในช่วงที่ใบเริ่มหดสั้นลงในช่วงเริ่มออกดอกนี้ สาคูจะสะสมแป้งไว้ในลำต้นได้มากที่สุด ประมาณร้อยละ 10 – 20
ผล มีลักษณะเป็นทะลาย รูปผลกลมแป้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์ กลางประมาณ 3.5 – 5 เซนติเมตร ผิวของผลมีลักษณะเป็นเกล็ดหุ้มประมาณ 18 แถวเปลือกด้านใน มีลักษณะอ่อนคล้ายฟองน้ำหนาหุ้มเมล็ดเอาไว้ บางต้นอาจมีผลมากถึง 7,500 – 8,000 ผล หนึ่งผลมีน้ำหนักประมาณ 42 กรัม สามารถเก็บผลได้ตลอดปีระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงผลสุกใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปี โดยผลสุกจะมีสีน้ำตาลเมื่อผลร่วงหมดแล้วสาคูต้นแม่ก็จะตายรวมระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่งอกจนถึงออกผลแล้วตาย ประมาณ 10 – 12 ปี โดยมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ ดังนี้
ลำต้น มีลักษณะคล้ายกับต้นตาลโตนด ต้นลาน ต้นปาล์ม และต้นมะพร้าว ลำต้นตรงไม่มีหนาม เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ จะมีความสูงประมาณ 10 – 12 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำาต้นประมาณ 35 – 60 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่และความอุดมสมบูรณ์ของดินใบ จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะใบประกอบแบบขนนก ก้านใบสาคูจะมีความยาว 5 – 8 เมตร แต่ละก้านใบจะมีใบย่อยประมาณ 100 – 190
ใบ แยกออกจากก้านใบเป็นคู่ๆ ประมาณ 50 – 80 คู่ และแต่ละใบย่อยมีความยาวประมาณ 60 – 80 เซนติเมตร ความกว้างของแผ่นใบประมาณ 5 เซนติเมตร การเจริญเติบโตในระยะกระจุกใบของสาคูจะออกใบใหม่ 2 ใบต่อเดือน ระยะเป็นต้นจะออกใบใหม่ 1 ใบต่อเดือน ระยะออกดอกจะออกใบใหม่ 2 ใบต่อเดือน บริเวณก้านใบมีปมเป็นเสี้ยนตลอดก้าน เมื่อเข้าสู่ระยะติดผลต้นสาคูจะไม่ออกใบใหม่อีก
ราก เป็นฝอยเช่นเดียวกับรากพืชตระกูลปาล์มทั่วไป เป็นพืชรากตื้นอยู่บริเวณผิวดิน และหยั่งลึกลงไปในดินไม่เกิน 1 เมตร มีรากย่อยจำนวนมาก ส่วนหนึ่งจะเป็นรากอากาศอยู่เหนือน้ำหรือผิวดินเพื่อช่วยในการหายใจ โดยระบบรากจะเป็นตัวช่วยในการกรองตะกอน อินทรียวัตถุต่างๆ เพื่อใช้เป็นอาหารในการเจริญเติบโตของต้นสาคูต่อไป สาคูเป็นพืชที่แตกหน่อออกจากรากเหง้าของต้นเดิม รากเหง้านี้จะค่อย ๆ เจริญเติบโตและทอดยาวอยู่เหนือผิวดินทางด้านข้างของต้นเดิม แขนงรุ่นหลังจะค่อย ๆ อยู่ห่างจากแขนงรุ่นแรก ๆ ในด้านที่อยู่คนละทางกับต้นเดิมทั้ง 3 ด้าน เรียกรากเหง้าที่ค่อย ๆ ลอยตัวและโตขึ้นนี้ตามภาษาถิ่นภาคใต้ว่า “หัวหมก”
การใช้ประโยชน์จากสาคู
1 ใบ นำมาเย็บเป็นตับใช้มุงหลังคาหรือกั้นฝาบ้าน ห่อขนม สานเป็นตะกร้า สานกระจาด และสานเสื่อ
2 ก้านใบย่อย ลอกเอาส่วนใบออกใช้ทำไม้กวาด น้ำเลี้ยงจากก้านใบสามารถใช้ทำกาว หรือรักษาฝ้าบนใบหน้าได้
3 ผล สามารถนำมาทำเป็นยาแก้อาการท้องเสีย
4 ยาง สามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคเริม
5 ลำต้น มีความแข็งแรง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้ในงานก่อสร้างหรืออุปกรณ์เครื่องใช้
ในครัวเรือน และใช้เป็นเชื้อเพลิง
6 เนื้อในของลำต้น สามารถใช้เลี้ยงด้วงสาคู และเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ ส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึงสาคูแล้ว มักจะ
นึกถึงการนำมาผลิตเป็นแป้ง สำหรับใช้ในการบริโภค ใช้เป็นแหล่งทดแทนคาร์โบไฮเดรตจากข้าวหรือพืชอื่นได้
7 ราก ใช้เป็นยารักษาโรคปวดศีรษะและน้ำที่ไหลออกมาจากรากในตอนเช้าใช้ล้างตารักษาตาฝ้าฟาง
วิธีทําแป้งสาคู
1.แป้งสาคูจะเลือกเอาไส้ในลําต้นตอนกลาง ๆ ของลำต้นเท่านั้น เพราะส่วนโคนและส่วนปลายจะมีเสี้ยนปนอยู่มาก ส่วนที่เป็นแป้งจะมีลักษณะเนื้อเป็นทรายคล้ายเนื้อแตงโม เลือกเอาส่วนนี้มา
2.สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วตําหรือโม่ให้ป่นแล้วละลายในน้ำสะอาด
3.ใส่ภาชนะวางทิ้งไว้ให้ตกตะกอน
4.เทน้ำใส่ส่วนบนทิ้งก็จะได้แป้งตามต้องการ
5.นําไปทําเป็นเม็ดหรือกวนเป็นขนมโดยผสมด้วยน้ำตาลหรือกะทิ ปรุงรสทํานองเดียวกับขนมเปียกปูน หรือมันกวน
สาคู : ขนม
สาคู เป็นขนมพื้นเมือง มี ๒ ชนิดคือ ชนิดกวนแห้ง เรียกว่า “สาคูกวน” และชนิดกวนเปียก เรียกว่า “สาคูน้ำกะทิ”
สาคูกวน ทําโดยเอาสาคูเม็ดเล็กมาใส่ถาด ร่อนเลือกเอา เฉพาะเม็ดที่สะอาด ขูดมะพร้าวคั้นเอาน้ำกะทิตามต้องการ ใส่กระทะตั้งไฟให้ร้อนจัด ใส่เกลือพอมีรสเค็มแล้วเอาสาคูใส่ลงในกระทะทีละน้อยและต้องใช้ไม้พายกวนตลอดเวลาที่ใส่สาคู เพื่อไม่ให้สาคูจับกันเป็นก้อน กวนจนเม็ดสาคูสุก ใส่น้ำตาลทราย และกวนต่อจนสาคูเหนียวได้ที่ก็ตักใส่ถาดวางไว้ให้เย็นจึงตัดเป็นชิ้นรับประทานได้
สาคูน้ำกะทิ ทําโดยเอาสาคูที่เลือกแล้วใส่ลงในหม้อที่ตั้งไฟ จนน้ำร้อนจัดแล้วกวน กะประมาณดูว่าเม็ดสาคูสุกก็เอาน้ำตาลทรายใส่ พอเดือดยกลงวางไว้ให้เย็น ในตอนที่กวนเม็ดสาคูนี้อาจ เอามะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้นยาว หรือ ข้าวโพด ขนุน เผือกหั่น เล็กเท่าปลายนิ้วก้อยใส่ผสมลงในสาคูตอนที่กําลังกวนอยู่ก็ได้ สาคูจะดูสวยและน่ารับประทานยิ่งขึ้น ใช้รับประทานโดยผสมกับน้ำกะทิสดซึ่งใส่เกลือพอออกรสเค็ม
ด้วงสาคู
ลําต้นสาคูส่วนปลายหรือโคนที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ ถ้าไม่ทิ้งให้แช่น้ำ เมื่อยางและกรดในลําต้นจางหายไปหมดแล้ว จะมีตัวด้วงไชชอนเข้าไปวางไข่แล้วเจริญเป็นตัวดักแด้ซึ่งมีปลอกหุ้ม ขนาดปลอกยาวประมาณ ๕ – ๖ เซนติเมต ตัวดักแด้ที่เกิดจากสาคูเรียกว่า “ด้วงสาคู” แต่ละตัวมีความ ประมาณ ๔ – ๕ เซนติเมตร โดยประมาณเท่าหัวแม่มือ มีสีน้ำตาลอ่อน นําไปต้มเกลือรับประทานจะมีรสชาติอร่อยกว่าด้วงที่เกิดในต้นตาลหรือต้นลาน เพราะไม่มีกลิ่นสาบ นิ่มกว่า และมีรสมันมากกว่า ชาวบ้านบางคนนําเอาด้วงสาคูที่ต้มเกลือแล้วรับประทานกับข้าวเหนียว ว่ารสชาติดีกว่ารับประทานคู่กับเนื้อ
สาคูเป็นพืชที่ชาวภาคใต้ใช้ประโยชน์หลายลักษณะและเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมพื้นบ้านหลายประการ และในปัจจุบันมีผู้ต้องการใช้จากสาคูมุงคอกเลี้ยงสัตว์เป็นฟาร์มไก่เปิดฟาร์มโก่เป็นจํานวนมาก ราคาจากสาคูจึงสูง ถ้าใครมีเนื้อที่ที่เหมาะแก่การปลูกสาคูเพียงประมาณ ๔ – ๕ ไร่ ก็จะสามารถมีรายได้จากการทําจากสาคูขายเดือนละไม่น้อยกว่า 4,000 – 6,000 บาท ทั้งสามารถมีรายได้ตลอดปี มีการเสี่ยงน้อยกว่าการทำนา การปลูกก็ง่าย ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีศัตรูพื้นหรือวัชพืชรบกวน ปลูกครั้งเดียวคอยเก็บเกี่ยวผลได้หลายปี (สธ.พ.)
แหล่งที่มา
กรมส่งเสริมการเกษตร, ไขความลับสาคู ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตร
สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ.2529 เล่ม 9 ศาสตรา สุวรรณคีรี.วัด : สงขลา หน้า 3757 – 3760
ขอบคุณภาพจาก
Views: 1126

