พระอุเชนทร์ เทพประจำตัวพ่อท่านคล้าย เพราะเป็นหนึ่งในตำนานที่เกี่ยวพันกับท่านคล้ายอย่างแยกไม่ได้ หรือในความเชื่อของชาวไทย พระอุเชนทร์ คือ พระพิฆเนศ ประจำตัวของพ่อท่านคล้ายแห่งวัดสวนขัน ถือเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและความรู้ ผู้คนเชื่อว่าการสักการะพระอุเชนทร์สามารถช่วยประทานพรให้สำเร็จในเรื่องการเรียน การงาน การเงิน และความรักได้ โดยประวัติของพระอุเชนทร์นั้นเกี่ยวข้องกับพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์พระเถระผู้มีวาจาสิทธิ์แห่งวัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างแยกไม่ได้
สถานที่ประดิษฐานขององค์พระอุเชนทร์
องค์พระอุเชนทร์ ประดิษฐานอยู่ที่ตึกสมบูรณ์สามัถดโยทิศพิศิษฐานุสรณ์ หรือ กุฏิพ่อท่านคล้าย 2497 (กุฏิเจ้าอาวาสวัดสวนขันในปัจจุบัน) ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคารดังกล่าวของ วัดสวนขัน ตำบลสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ความเป็นมาของพระอุเชนทร์
พระอุเชนทร์ (พระพิฆเนศ ในคติของศาสนาพราหมณ์) จากการประมาณการของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า พระอุเชนทร์ มีการสร้างในราว พ.ศ. 1000 เศษ ซึ่งอยู่ในช่วงต่อศาสนาพราหมณ์นิกายไศเลนทร์ของเขมร และสถูปหินกำแพงแลงในจังหวัดเพชรบุรี ในพุทธศาสนานิกายมหายานจากประเทศอินเดีย ซึ่งตรงกับในระยะที่พระเจ้าไชยวรมันกษัตริย์แห่งเขมรเรืองอำนาจถาวรวัตถุในยุคนี้มักสร้างด้วยหินสีแดง ซึ่งต่อมาเรียกว่า “แลง” พบได้ในจังหวัดเพชรบุรี จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นแนวทางทราบว่าพระอุเชนทร์เดิม คงอยู่ในราชอาณาจักรไชยา ต่อมาได้มีผู้ศรัทธานำมาประดิษฐานในเขตอำเภอฉวางแล้วอันตระธานหายไป ด้วยเหตุอันใดไม่ทราบหลังจากนั้นพ่อท่านคล้ายก็ได้เป็นผู้อัญเชิญขึ้นมาจากวังอ้ายล่อน โดยมีอภินิหารมากมายทั้งก่อนและหลังการอัญเชิญ โดยมากมักเกี่ยวกับเรื่องช้างป่า หรือเกี่ยวกับทางโชคลาภการดำเนินชีวิตทางศิลปะสร้างสรรค์ต่าง ๆ (วัดสวนขัน, 2567)
ประวัติความเป็นมา
จากข้อมูลของวัดสวนขัน อ.ช้างกลาง จ. นครศรีธรรมราช ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อพูดถึงพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ย่อมจะต้องพูดถึงเทพประจำตัวท่าน เพราะเป็นหนึ่งในตำนานที่เกี่ยวพันกับท่านอย่างแยกไม่ได้ จากการค้นหาข้อมูลของเทพประจำตัวของพ่อท่านคล้ายนั่นคือ พระอุเชนทร์ ซึ่งมีระบุไว้ว่า พระอุเชนทร์ เป็นเทพเจ้าประจำอำเภอฉวาง และประจำกรมช้างกลาง โดยทำด้วยหินทรายแดงเมื่อกรมช้างกลางถูกลดบทบาทลงโดยให้กรมการอำเภอฉวางจับช้างแทน ในอดีตนั้นเมืองนครศรีธรรมราช มีการจับช้างเพื่อส่งเข้าถวายงานในเมืองหลวง และบางเชือกส่งไปฝึกและขายไปยังต่างประเทศ ดังนั้น พระอุเชนทร์ จึงมีความสำคัญมาตั้งแต่อดีตกาล
และเมื่อครั้งที่พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าท่านคือเทวดาเมืองนครศรีธรรมราช ยังครองวัดสวนขันอยู่นั้น พ่อท่านคล้ายได้ทราบถึงเรื่องจากคำเล่าลือกันของชาวบ้าน ถึงเรื่องอภินิหารจากคำเล่าลือกันว่า พระอุเชนทร์จมอยู่ใต้น้ำที่คุ้งน้ำวังอ้ายล้อน แต่ไม่มีใครไม่สามารถนำขึ้นมาได้ จมมานานแค่ไหนไม่มีใครรู้ แต่ไม่กล้าบอกให้ใครทราบ หลายปีผ่านไป พระอุเชนทร์แสดงอภินิหารโดยจะมีเสียงช้างร้องดังมากในเวลากลางคืน ยิ่งเป็นวันพระยิ่งร้องเสียงดัง ทำเอาชาวบ้านละแวกนั้นต่างหวาดกลัว พ่อท่านคล้ายทราบเรื่องนี้จึงบอกว่า “นั่นคือ เสียงพระอุเชนทร์” จึงเรียก ท่านหนึ่งที่ชื่อว่า นายเงินผู้มีข้อมูลเรื่องนี้ไปพบและเมื่อพ่อท่านคล้ายทราบเรื่องพระอุเชนทร์โดยละเอียดแล้ว เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ตรงกับวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2469 พ่อท่านคล้าย พร้อมด้วยชาวบ้านได้พาเรือของเจ๊กกวด เป็นเรือยาวประมาณ 3 วา ล่องมาทางคลองคุดด้วน ระหว่างนั้นฝนตกหนักมาก ทั้งหมดเดินทางไปจนถึงที่พระอุเชนทร์ประดิษฐานอยู่ พ่อท่านคล้ายได้ทำพิธีอัญเชิญกลางสายฝน โดยจุดเทียนขึ้นมากลางสายฝนโดยเทียนไม่ดับ เมื่อถึงวัดสวนขัน มีชาวบ้านประมาณหลายร้อยคนมารอรับ ทั้งหมดได้ตั้งขบวนแห่พระอุเชนทร์ไปประดิษฐานที่กลางพระอุโบสถ และทำพิธีสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ ปัจจุบันพระอุเชนทร์องค์นี้ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสวนขันบนกุฏิหลังเก่าของพ่อท่านคล้าย อยู่เป็นคู่บุญบารมีกับพ่อท่านคล้ายตลอดมา (ไทยรัฐ, 2566)
ในปัจจุบันพระอุเชนทร์ประดิษฐานอยู่ในวัดสวนขัน โดยมีการรักษาดูแลอย่างดีจากทางวัด จะมีผู้ศรัทธามาเข้าชมขอพรตลอด ซึ่งผู้เข้าชมจะต้องแจ้งความจำนงกับทางวัดก่อนว่าจะขอเข้าเยี่ยมชม และทางวัดจะมีเจ้าหน้าที่มาบริการเปิดห้องให้ชมในทุกครั้ง ในขณะนี้ (ปี 2567) กำลังจะมีการจัดสร้างเทวสถานอุทยานพระอุเชนทร์ที่วัดสวนขันด้วย
ความเป็นมาของการจัดสร้างเทวสถานอุทยานพระอุเชนทร์
เดิมพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่วัดยังไม่ได้ทำประโยชน์ เมื่อพระครูกิตติวิมล เจ้าอาวาสวัดสวนขัน จึงมีดำริที่จะจัดสร้างเทวสถานอุทยานพระอุเชนทร์ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้น โดยเล็งเห็นว่า ที่ดินผืนนี้ถึงคราวต้องนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะแก่ชุมชนโดยรอบ และเป็นการระลึกถึงพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ในวาระฉลองครบรอบชาตะกาล 149 ปี ซึ่งพระอุเชนทร์ถือเป็นของคู่บุญบารมีของพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์
พื้นที่ในการจัดสร้างเทวสถานอุทยานพระอุเชนทร์ มีลักษณะเหมือนฐาน เป็นสี่เหลี่ยมทรงจัตุรัส กว้างด้านละ 20 เมตร 40 เซนติเมตร สูง 5 เมตร 70 เซนติเมตร มี 2 ชั้น โดยชั้นบนเป็นลาน ตรงกลางเป็นแท่นทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างด้านละ 4 เมตร 60 เซนติเมตร สูง 1 เมตร สำหรับประดิษฐานรูปหล่อพระอุเชนทร์ หน้าตักกว้าง 3เมตร 39 เซนติเมตร สูง 4 เมตร 99 เซนติเมตร ประทับเหนือบัลลังก์เมฆขนาดความกว้าง 4 เมตร 99 เซนติเมตร อันวิจิตร รายล้อมด้วยบุษบกทั้ง 4 ภายในบุษบกประดับด้วยช้างมงคลทั้ง 4 ตระกูล ได้แก่ ช้างตระกูลพรหมพงศ์, ช้างตระกูลอิศวรพงศ์, ช้างตระกูลวิษณุพงศ์ และ ช้างตระกูลอัคนีพงศ์ ตามตำนานแห่งเทพผู้ให้กำเนิด
เทวสถานอุทยานพระอุเชนทร์ ออกแบบตามคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งปรากฎเรื่องราวอยู่ในตำราคชศาสตร์ และ มหากาพย์มหาภารตะ โดยรอบประดิษฐานงานประติมากรรมช้างอัฐทิศ ตามทักษินาวรรต ได้แก่
ช้างไอยราพต ประจำอยู่บริเวณประตูทางเข้าฝั่งทิศบูรพาหรือทิศตะวันออก อยู่คู่กับ ช้างบุณฑริก ประจำทิศอาคเนย์ หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้
บันไดทางขึ้นชั้น 2 ทั้ง 3 ด้าน มีงานประติมากรรมช้างอัฐทิศ ได้แก่
ช้างพราหมณ์โลหิต ประจำทิศทักษิณหรือทิศใต้ อยู่คู่กับ ช้างกมุท ช้างประจำทิศหรดีหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้
ช้างอัญชัน ช้างประจำทิศประจิมหรือทิศตะวันตก อยู่คู่กับ ช้างบุษปทันต์ ช้างประจำทิศพายัพหรือตะวันตกเฉียงเหนือ
และช้างเสาวโภค ช้างประจำทิศอุดรหรือทิศเหนือ อยู่คู่กับช้างสุประดิษฐ์ ช้างประจำทิศอีสานหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ภายในเทวสถานประดิษฐานรูปเหมือนพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ขนาดหน้าตัก 149 เซนติเมตร นั่งเจริญสมาธิอยู่บนจตุรศิลา ขนาดกว้างด้านละ 2 เมตร 70 เซนติเมตร สูง 1 เมตร 70 เซนติเมตร โดยฐานจะถูกประดับด้วยรายชื่อผู้มีจิตศรัทธาในการจัดสร้างครั้งนี้
นอกจากนี้ภายในและภายนอกโดยรอบเทวสถานอุทยานพระอุเชนทร์นี้ ยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ และพื้นที่สำหรับการให้บริการดูแลเด็กก่อนวัยเรียนสำหรับชุมชน รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนนักศึกษา บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยว ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าประวัติพระอุเชนทร์และพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์แห่งใหม่ที่สำคัญอีกด้วย (อุทยานพระอุเชนทร์วัดสวนขัน, 2567)
นิทานพื้นบ้าน เรื่อง พระอุชเชนทร์
เรื่องราวพระอุเชนทร์ นอกจากเป็นเรื่องราวในด้านต่าง ๆ ให้ได้รับทราบกันแล้ว ยังมีการนำนิทานพื้นบ้านของจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง พระอุชเชนทร์ โดย วิมล ดำศรี (2537) มาเล่าและศึกษาวิเคราะห์ถึงคุณค่าของเรื่องนี้ด้วย โดยเรื่องนี้มีตัวละครหลักเป็นเทพ คือ พระอุชเชนทร์ผู้ทรงฤทธานุภาพยิ่ง มีหูทิพย์ ตาทิพย์ สามารถล่วงรู้จิตใจผู้อื่นได้ เป็นที่เคารพนับถือของมนุษย์ และมีตัวละครที่สำคัญเป็นสัตว์อีก 2 ชนิด คือ ช้าง กับราชสีห์
พระอุชเชนทร์มีบารมี มีอิทธิปาฎิหารย์ ปราบช้างผู้ทรนงได้สำเร็จ สามารถกำหนดพฤติกรรมของช้าง ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของมนุษย์ต่อมา จนกระทั่งปัจจุบัน ลองมาฟังเรื่องราวของนิทานเรื่องนี้กัน
ในสมัยก่อนโน้น ช้างกับราชสีห์ เป็นเพื่อนเกลอกัน อยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์ได้ชวนช้างผู้เกลอไปเที่ยวกัน ณ ชายทะเลแห่งหนึ่ง ทั้งสองได้ไปเที่ยวเล่นน้ำกันที่ชายหาดทรายแห่งนั้น
ขณะนั้นได้มีมนุษย์บังคับเรือใบให้แล่นไปมาอยู่ในทะเลนั้นด้วย ราชสีห์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็พูดขึ้นว่า “โน่นดูซีไอ้เกลอ เอ็งเห็นอะไรไหมว่ะ” ช้างจึงได้มองดูไปในท้องทะเลตามคำบอกกล่าวของราชสีห์ทันที และมันก็ได้แลเห็นมนุษย์ขับขี่และโดยสารเรือใบนั้น มันจึงได้กล่าวตอบไปว่า “เออ..ข้าเห็นแล้วล่ะ ก็มนุษย์ยังไงล่ะ มันก็ขับขี่เรือใบของมันนะซี” ราชสีห์จึงกล่าวว่า “ไอ้พวกมนุษย์นี่ช่างสำคัญจริงๆ นะ เพราะว่าแม้แต่ซี่งเป็นสิ่งไม่มีตัวตนแท้ๆ มันก็ยังเอามาใช้งานได้ พวกมนุษย์นี่น่ากลัวจริงๆ นะ ข้าเห็นจะอยู่ที่นี่ไม่ได้เสียแล้ว” ช้างจึงถามขึ้นว่า “แล้วเอ็งจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ” ราชสีห์จึงตอบว่า “ข้าจะไปอยู่เสียที่นอกฟ้าหิมพานต์โน่นแหละว่ะ เพราะว่าเป็นป่าที่พวกมนุษย์ไปกันไม่ถึง เอ็งจะไปกับข้าไหมล่ะเพื่อน” แต่ช้างถามกลับขึ้นว่า “เอ็งรู้ไหมว่า ใครกันนะที่พวกมนุษย์มันนับถือที่สุด. ราชสีห์จึงตอบเพื่อนของมันว่า “ก็พระอุชเชนทร์ไงล่ะ พระอุชเชนทร์ผู้นี้เก่งกล้าสามารถมากจนเป็นที่นิยมยกย่องของมวลมนุษย์ เอ็งไม่เคยรู้มาบ้างเลยหรือไร” แล้วราชสีห์จึงได้กล่าวชวนช้างให้หนีไปกับตนว่า “มา…เอ็งกับข้ารีบหนีกันไปเสียก่อนเถิดว่ะ อย่าอยู่ให้มนุษย์มันจับไปขี่คอเลย” ช้างจึงตอบโต้เพื่อนเกลอของมันไปว่า “เอ็งจะไปก็รีบไป แต่ข้าจะไม่ยอมไปที่ไหนอีกแล้ว เป็นไรก็เป็นกันว่ะ เอ็งคอยดูก็แล้วกันว่าข้านี่แหล่ะจะฆ่าพระอุชเชนทร์เสียให้ได้ จะเกรงกลัวอะไรมันนักหนากับพวกมนุษย์ตัวเล็กๆ พรรค์อย่างนั้น เพราะแม้แต่หัวของพวกมันก็มีขนาดเท่าๆ กับก้อนขี้ของข้าเท่านั้นเอง รึเอ็งว่าไง” ราชสีห์จึงกล่าวว่า “ถ้ายังงั้นเชิญเอ็งอยู่ไปตัวเดียวเถิด ข้าขอลาไปก่อนละไอ้เกลอการที่เอ็งไม่เชื่อข้า และถ้าเกิดเจ็บตัวขึ้นมาภายหลังแล้วล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกันน่ะโว้ย”
แล้วต่อมาราชสีห์ก็ได้หนีมนุษย์ไปอยู่เสียที่ป่าหิมพานต์ตั้งแต่นั้นมา
ฝ่ายช้างเมื่อราชสีห์เพื่อนเกลอของมันได้จากไปแล้ว มันก็ได้เที่ยวสืบหาพระอุชเชนทร์เพื่อจะได้จัดการฆ่าเสีย ซึ่งจะได้เป็นการข่มขวัญมนุษย์ให้เกรงกลัวมันด้วย โดยต้องการจะให้มนุษย์เห็นว่า ขนาดผู้ที่มนุษย์เคารพนับถือ และเกรงกลัวบารมีฤทธิ์เดชอย่างพระอุชเชนทร์ก็สู้มันไม่ได้
พระอุชเชนทร์ที่ช้างตามหาเพื่อจะฆ่าให้ตายนั้นที่แท้ก็คือ เทพเจ้าที่มนุษย์ให้ความเคารพยำเกรงพระองค์หนึ่งนั่นเอง เป็นเทพเจ้าที่ทรงฤทธานุภาพมาก คือ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ และสามารถล่วงรู้จิตใจผู้อื่นได้ เป็นต้น พระอุชเชนทร์ท่านก็ทรงทราบถึงเรื่องที่ช้างจะประทุษร้ายเป็นอย่างดีเช่นกัน ท่านจึงได้ทรงแปลงกายเป็นสามเณรน้อยรูปหนึ่งมายืนขวางทางช้างอยู่
เมื่อช้างเดินทางมาพบกับสามเณรน้อยรูปนี้เข้า มันจึงได้ถามสามเณรขึ้นว่า “นี่แน่ะเจ้าเณรน้อย ท่านรู้จักพระอุชเชนทร์ไหมล่ะ” สามเณรน้อยรูปนั้นจึงได้ตอบช้างไปว่ารู้จักดี ช้างก็ได้ไต่ถามต่อไปว่า พระอุชเชนทร์ที่ว่านั้นอยู่ที่ไหน จะไปพบได้อย่างไร ฯลฯ สามเณรจึงได้ชี้แจงว่าต้องใช้เวลาในการเดินทางถึง 15 วัน จึงจะไปถึงที่อยู่ของพระอุชเชนทร์ แต่ถ้าเหาะไปก็คงใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ไปถึง สามเณรน้อยรูปนั้นได้กล่าวกับช้างอีกว่า “เอาเถอะถ้าท่านอยากจะพบกับพระอุชเชนทร์จริงๆ แล้ว เรานี่แหละจะนำไป แต่ทว่าท่านต้องยอมให้เราขี่คอท่านไปด้วย เพราะว่าเราไม่สามารถเดินทางด้วยเท้าได้ถึง 15 วันดอก และก็ต้องอาเชือกมาผูกคอของท่านไว้ด้วยสำหรับไว้ให้เรายึดถือ เพราะว่าเรากลัวตกจากคอของท่าน ว่าไง ตกลงไหม” ช้างนั้นก็ยอมตกลงโดยดี เพราะว่ามันอยากจะรีบไปฆ่าพระอุชเชนทร์ให้ตายๆ ไป ให้รู้แล้วรู้รอดเสียที
พระอุชเชนทร์ในร่างของสามเณรน้อยก็ได้ขี่คอช้างนั้นไป พอเดินทางกันไปได้ระยะหนึ่งสามเณรผู้นั้นก็ได้เรียกร้องขึ้นกับช้างว่า “เราเห็นจะต้องมีไม้สำหรับชี้ทางหรือให้สัญญาณสักอันหนึ่งแล้ว เพราะมิฉะนั้นแล้วก็จะทำให้การเดินทางไปหาพระอุชเชนทร์ครั้งนี้ช้าไป ทั้งนี้เพราะว่าเราอยู่บนคอของท่านซึ่งท่านก็มองไม่เห็นเรา ถ้ามามัวชี้แจงกันอยู่เช่นนี้ก็จะเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ แต่ถ้าเรามีไม้สักอันหนึ่งไว้ใช้เคาะหัวท่านเป็นการให้สัญญาณ เช่น เคาะหัวด้านขวาหรือด้านซ้ายก็หมายความว่าให้ท่านเดินไปทางขวาหรือซ้าย ซึ่งก็จะทำให้การเดินทางไปได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาชี้แจงกันอยู่อย่างนี้” เมื่อช้างได้ฟังเหตุผลเช่นนั้น มันก็ยินยอมให้สามเณรน้อยผู้นั้นมีไม้ไว้เคาะหัวมันได้
ขณะที่ได้เดินทางไปนั้น พระอุชเชนทร์ในร่างของสามเณรก็ได้หลอกถามถึงจุดอ่อนต่าง ๆ ของช้างไปโดยตลอด เช่น ถามว่าหัวส่วนนี้เขาเรียกว่าอะไร หรือหัวส่วนไหนของข้างที่ทำให้ช้างตายได้ เป็นต้น ช้างก็ได้บอกให้ทราบโดยไม่เฉลียวใจว่าส่วนข้างซ้ายข้างขวาของหัวมันเรียกว่า “น้ำเต้า” ส่วนตรงกลางที่บุ่มลงเป็นหลุมนั้นก็คือ จุดตายของมัน โดยมันบอกกล่าวกับสามเณรว่าตรงนี้นั้นถ้าถูกของแหลมคมแทงเข้าไปแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้มันตายได้
ขณะที่ได้เดินกันไปและพูดคุยกันไปนั้น สามเณรก็ได้ดึงขอเหล็กที่ซ่อนไว้ออกมา แล้วจึงได้แสดงตนให้ช้างรู้โดยกลายร่างกลับเป็นพระอุชเชนทร์อย่างเดิมแล้วร้องบอกว่า “เรานี่แหละคือพระอุชเชนทร์ที่ท่านต้องการจะฆ่ายังไงล่ะ ซึ่งในขณะนี้เราก็ได้นั่งอยู่บนคอของท่านอยู่แล้ว” พร้อมกับเอาขอเหล็กเคาะลงบนหัวข้างที่เป็นรอยบุ๋มซึ่งเป็นหลุมนั้นอยู่ไปมา
ฝ่ายช้างเมื่อทราบเช่นนั้นก็ตกใจมาก เพราะว่ามันได้บอกความลับถึงเรื่องจุดอ่อนของมันให้ศัตรูที่มันไม่รู้จักทราบจนหมดแล้ว และมันเห็นว่าถ้ามันยังขืนดื้อดึงอยู่อีกก็คงจะตายอย่างแน่นอน มันจึงจำยอมรับความพ่ายแพ้ต่อพระอุชเชนทร์แต่โดยดี และมันได้ให้สัญญากับพระอุชเชนทร์ว่า ตั้งแต่บัดนี้และต่อไปถึงภายภาคหน้า มันจะยอมเป็นข้ารับใช้ของพระอุชเชนทร์และยอมรับใช้บริวารของพระอุชเชนทร์ คือมนุษย์ตลอดไปด้วย
ดังนั้น ช้างจึงเป็นสัตว์ป่าเพียงชนิดเดียวที่มนุษย์เอามาฝึกใช้งานได้ ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา
ความศักดิ์สิทธิ์ของพระอุเชนทร์ พระพิฆเนศสุดศักดิ์สิทธิ์ คู่บารมีของพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ที่วัดสวนขันนั้น ร่ำลือไปทุกสารทิศ หากท่านใดมีบุญได้ไปกราบแล้ว ท่านจะประสบความสุขความเจริญ คิดหวังขอสิ่งใดได้หวังเพราะท่านเป็นเทพแห่งการประทานพรและการประสบความสำเร็จในชีวิต การงาน การเงินครอบครัว โภคทรัพย์ ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ซึ่งทุกท่านต้องไม่พลาดที่จะไปสักการะกันได้ที่วัดสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ในทุกวัน ตามแผนที่ด้านล่าง
เอกสารอ้างอิง
ไทยรัฐ. (2566). พระอุเชนทร์ พระพิฆเนศคู่บารมี พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ อธิษฐานสมปรารถนา. ไทยรัฐ. https://www.thairath.co.th/horoscope/belief/2725626
วัดสวนขัน. (2567). พระอุเชนทร์. วัดสวนขัน.
วิมล ดำศรี. (2537). เรื่องพระอุชเชนทร์. สารนครศรีธรรมราช, 24(3), 89-95.
อุทยานพระอุเชนทร์วัดสวนขัน. (2567). อุทยานพระอุเชนทร์ ณ วัดสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช. อุทยานพระอุเชนทร์ วัดสวนขัน. https://praauchan.com/เกี่ยวกับโครงการ/
Views: 11866

