กระจูด : จากวัชพืชพื้นที่ชุ่มน้ำ สู่หัตถกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษควนเคร็ง

กระจูด : จากวัชพืชพื้นที่ชุ่มน้ำ สู่หัตถกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษควนเคร็ง

กระจูด เป็นพืชชุ่มน้ำที่มีความสำคัญและมีคุณค่าด้านประโยชน์ใช้สอย ได้มีการนำมาสร้างสรรค์เป็นงานหัตกรรมกระจูด งานฝีมือที่เกิดจากการนำต้นกระจูดที่มีอยู่ในท้องถิ่นของอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช  และได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษนั้น  มีอรรถประโยชน์ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ สวยงามและคงทนและมีคุณค่ายิ่ง ถือเป็นเอกลักษณ์ของหัตถกรรมพื้นบ้านของนครศรีธรรมราชและภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอชะอวดและพื้นที่ใกล้เคียง

ลักษณะทั่วไปของกระจูด

คำว่า กระจูด (ภาษาถิ่นใต้เรียกว่า จูด) เป็นพันธุ์ไม้จําพวกกก (Sedge) ชนิดหนึ่ง ในวงศ์ Cyperaceae
มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ : ว่า Lepironia articulata 
ชื่อภาษาไทย : กกกระจูด (กลาง) กก (ระยอง) จูด/กระจูด ใต้) กกกระจูด (กลาง) กรือจุ (นราธิวาส) วิจุ๊ (มลายู) Kingdom (อาณาจักร) : Plantae (พืช)
Order (อันดับ) : Poales เป็นอันดับขนาดใหญ่ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และรวมวงศ์ของพืชที่ส้าคัญหลายชนิด เช่น หญ้า กก และสับปะรด มีสมาชิก 16 วงศ์
พืชกลุ่มนี้ดอกขนาดเล็ก มีกาบหุ้ม และเป็นดอกช่อ ผสมเกสรด้วยลม และเมล็ดมักสะสมแป้ง)
มีอยู่ตามหมู่เกาะมาดากัสการ์ มอริเชียส ศรีลังกา สุมาตรา แหลมมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ ในดินแดนแหลมมลายู อินโดจีนตอนริมฝั่งทะเล ฮ่องกง บอร์เนียว ตลอดถึงออสเตรีเลียค่อนฝั่งตะวันออก นิยมปลูกกันมากในฮ่องกง ยังไม่พบหลักฐานแน่นอนว่ากระจูดที่กระจายอยู่ตามริมฝั่งทะเลด้านตะวันออกของภาคใต้นั้นเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณดังกล่าวพร้อม ๆ กับขึ้นอยู่ในดินแดนต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้น หรือได้มีผู้นําเอาพืชชนิดนี้เข้ามาภายหลัง 
ลักษณะทั่วไปของกระจูด : เป็นพืชล้มลุกชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีน้ำขังหรือชื้นแฉะ มีลําต้นกลม โตขนาดเท่าก้านไม่ขีดไฟถึงเท่าแท่งดินสอดํา สูงประมาณ 1-2 เมตร ลําต้นเขียวอ่อน ออกดอกเป็นกระจุกแน่นหนึ่งกระจุกที่ข้างลําต้นใกล้ยอด คล้ายดอกกระเทียม และมีช่อดอกปลายลําต้นอีกหนึ่งช่อ มีใบเล็ก ๆ ประกอบช่อดอก (สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้, 2527, น. 8)  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์และสภาพแวดล้อม ต้นกระจูด ชอบขึ้นในที่ ๆ มีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะบริเวณริมทะเลสาบที่เป็นดินโคลน ซึ่งเรียกว่า “พรุ”หรือชาวพื้นเมืองทางภาคใต้เรียกว่า “โพระ” หากเป็นต้นกระจูดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจะมีขนาดเล็กและไม่ยาวนัก
สภาพแวดล้อม/ระบบนิเวศน์ : เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้้า หรือมีน้้าขังตลอดเวลา โดยเฉพาะพื้นที่พรุ และพื้นที่ชื้นแฉะริมทะเลสาบชุ่มน้้าชายฝั่งบึงน้้า ป่าบึง ป่าพรุ

แหล่งกระจายพันธุ์ในประเทศไทย

พื้นที่จะปลูกกระจูดได้ต้องมีน้้าขังตลอดปี หรือจะแห้งสัก 2 – 3 เดือน
การปลูกหรือการท้านากระจูดมีกรรมวิธีคล้ายกับการท้านาข้าว (นาด้า) คือ ก่อนปลูกชาวนา จะต้องตกแต่งพื้นที่ให้เรียบ แต่ไม่ต้องยกคันนา เพียงแต่ท้าเขตให้มองเห็นเป็นสัดส่วนว่า พื้นที่ใดเป็นของใครก็เพียงพอ การปลูกกระจูดต้องท้าในช่วงเวลาที่ในนามีน้้าขังหรือน้้าแฉะๆ โดยน้ากล้ากระจูด (หัวกระจูด) มาเป็นกอ ๆ กอ หนึ่ง ๆ จะมีกระจูดประมาณ 10 – 20 ต้น ปักให้ห่างกันประมาณ 70 -100 เซนติเมตร จากนั้นก็คอยก้าจัดวัชพืชอื่น ๆ เช่น จ้าพวกตั๊กแตนกินดอก หนูและนากที่คอยจะถอนหัวหรือต้นอ่อนของกระจูด ประมาณ 12 เดือน กระจูดก็จะโตพอถอนมาใช้งานได้ กระจูดส่วนหนึ่งก็จะถูกถอนไปใช้งาน เหลือต้นอ่อนหรือต้นที่ความยาวยังไม่พอไว้ถอนครั้งต่อไป นากระจูดแต่ละแปลงสามารถถอนกระจูดหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปได้ 9 – 10 ปี จึงจะมีการปลูกใหม่ ทั้งนี้หลังจากที่เห็นว่ากระจูดงอกหนาเกินไปและมีต้นแห้งตายมาก (สาคร ปานจีน และคณะ, ม.ป.ป.)

การปลูกและขยายพันธ์กระจูด

มีวิธีการปลูกและขยายพันธ์ุ ดังนี้

  • กระจูดมีเหง้าใต้ดิน สามารถขยายพันธุ์โดยการแยกกอหรือแยกหน่อ เมื่อถอนกระจูดต้นเก่าไปแล้วที่เหลือจะแตกหน่อและเจริญเติบโตเป็นลำต้นใหม่ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ลำต้นโตเต็มที่ยาวไม่ต่ำกว่า 1 เมตร สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 
  • พื้นที่จะปลูกกระจูดได้ต้องมีน้้าขังตลอดปี หรือจะแห้งสัก 2 – 3 เดือน การปลูกหรือการทำนากระจูดมีกรรมวิธีคล้ายกับการทำนาข้าว (นาดำ) คือ ก่อนปลูกชาวนาจะต้องตกแต่งพื้นที่ให้เรียบ แต่ไม่ต้องยกคันนา เพียงแต่ทำเขตให้มองเห็นเป็นสัดส่วนว่าพื้นที่ใดเป็นของใครก็เพียงพอ การปลูกกระจูดต้องทำในช่วงเวลาที่ในนามีน้ำขังหรือน้ำแฉะ ๆ โดยนากล้ากระจูด (หัวกระจูด) มาเป็นกอ ๆ กอหนึ่ง ๆ จะมีกระจูดประมาณ 10 – 20 ต้น ปักให้ห่างกันประมาณ 70 -100 เซนติเมตร จากนั้นก็คอยกำจัดวัชพืชอื่น ๆ เช่น จำพวกตั๊กแตนกินดอก หนูและนากที่คอยจะถอนหัวหรือต้นอ่อนของกระจูด ประมาณ 12 เดือน กระจูดก็จะโตพอถอนมาใช้งานได้ กระจูดส่วนหนึ่งก็จะถูกถอนไปใช้งาน เหลือต้นอ่อนหรือต้นที่ความยาวยังไม่พอไว้ถอนครั้งต่อไป นากระจูดแต่ละแปลงสามารถถอนกระจูดหมุนเวียนต่อเนื่องกันไปได้ 9 – 10 ปี จึงจะมีการปลูกใหม่ 

การผลิตกระจูด

การเตรียมเพื่อผลิตกระจูดมาใช้ประโยชน์  มีกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่สถานที่มีกระจูด จนมาถึงเตรียมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตามต้องการ

การถอน หรือตัดต้นกระจูดจากแหล่งที่มีหรือที่ปลูกไว้ การถอนหรือตัดจะต้องเลือกขนาดที่โตขนาดพอเหมาะสำหรับการใช้งานได้ และมีสีน้ำตาลพอดีด้วย

ภาพจาก Kiettikhun Rodtua

หลังจากถอนต้นกระจูดมาแล้ว จะต้องเตรียมให้ขนย้ายได้อย่างสะดวก ด้วยการมัดให้มีขนาดพอเหมาะ สำหรับการขนเตรียมย้ายออกจากแหล่งปลูกด้วยรถหรือเรือ

Exif_JPEG_420
ภาพจาก พิชัย รักษ์แก้ว

หลังจากนั้นขนส่งออกมาจากป่าพรุ  🌳 ด้วยเรือหรือรถ ขึ้นอยู่กับความสะดวก

กระจูด8
ภาพจาก กระจูด มะลิวรรณ

นำต้นกระจูดไปคลุกกับน้ำโคลน ซึ่งเป็นดินเหนียวโคลนสีขาวขุ่น เนื้อดินละเอียด เพื่อให้เส้นใยมีความนิ่มเหนียวขึ้นและป้องกันการแห้งกรอบ และถนอมกระจูดให้คงทนได้นาน ป้องกันมิให้เส้นกระจูดแตก

กระจูด12
ภาพจาก WAY
นำกระจูดมาคลี่หรือใช้ทั้งมัดไปตากแดดสัก 3 – 4 วัน โดยตากบนลานดิน เพื่อเป็นการไล่ความชื้นโดยวิธีธรรมชาติ เมื่อนำมาสานเป็นผลิตภัณฑ์จะทำให้กระจูดไม่เกิดเชื้อรา  🌳  การตากแดดต้องอาศัย ☀️ แสงแดด เพื่อให้ลำต้นแห้งนำมาตากในพื้นที่ที่เป็นลานกว้าง เพื่อให้โดนแดดทั่วถึง วิธีการนี้ต้นจะแบบเรียบเหมือนกันแต่ไม่นิ่ม ทำให้จักสานยาก
กระจูด5
ภาพจาก ระจูด มะลิวรรณ

นำกระจูดที่ตากแห้งแล้ว อาจจะเอามาตากน้ำค้างก่อนได้เพื่อให้กระจูดลื่น  หลังจากนั้นนำไปรีดให้แบน สมัยก่อนจะตำกระจูดด้วยสากไม้ ปัจจุบันใช้ลูกกลิ้งรีด ลูกกลิ้งทำจากวัสดุทรงกลม ที่มีน้ำหนักพอเหมาะ เช่น ท่อซิเมนต์ ท่อเหล็กกลม  การรีดด้วยลูกกลิ้ง จะทำให้กระจูดนิ่ม สามารถจักสานได้สะดวกหรือใช้เครื่องจักรรีดก็ได้แต่วิธีการนี้ต้นจะแบบเรียบเหมือนกันแต่ไม่นิ่ม ทำให้จักสานยาก

กระจูด1
ภาพจาก กระจูด มะลิวรรณ

การแปรรูปกระจูดส่งหัตกรรม

เมื่อกระจูดถูกบดจนลีบแบนแล้ว หากต้องการความสวยงามด้วยสีต่าง ๆ สามารถนำไปย้อมสีตามต้องการ หลังจากนั้นก็มาสานเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตามความถนัด ส่วนของการสานก็จะมีขั้นตอนในการสานสรุปได้ดังนี้ 

            การสาน หรือการจักสาน มักจะทำกันเองภายในบ้าน ทั้งชานบ้านหรือลานบ้านที่มีพื้นที่เรียบ ขั้นตอนการสอนเริ่มจากนำต้นกระจูดที่เตรียมไว้มาจักสานเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้สาน และตามความต้องการของลูกค้า โดยปกติลายพื้นฐาน คือ ลายสอง ถ้าสานเสื่อจะเริ่มต้นจากริม คือ ตั้งต้นสายจากปลายด้านใดด้านหนึ่งไปจนสุดปลายอีก้านหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นภาชนะ เช่น กระบุง จะเริ่มต้นจากกึ่งกลางงาน มิฉะนั้นจะทำให้เสียรูปได้ เพราะขนาดต้นกระจูดส่วนโคนจะใหญ่กว่าส่วนปลาย การสานเสื่อจะมีลายต่าง ๆ เช่น ลายสาม ลายสี่ ลายดอกจันทร์ ลายดอกพิกุล ลายลูกแก้ว ลายดอกไม้ ลายที่นิยมมากที่สุดคือ ลายสอง  เป็นต้น ส่วนใหญ่ลวดลายการสานเสื่อกระจูด มักได้รับอิทธิพลมาจากธรรมชาติรอบตัว อาทิ ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และรูปสัตว์ ซึ่งจะมีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับพี้นที่และสภาพแวดล้อม  ผลิตภัณฑ์ที่สามารถจักสานได้หลากหลาย เช่น เสื่อ หมอน กระเป๋า กระบุง ที่รองแก้ว ที่รองจาน 

สำหรับเสื่อที่สานจากกระจูด เรียกกันว่า “เสื่อกระจูด” หรือ “สาดจูด” ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของงานสานกระจูดประเภทหนึ่งที่ทุกพื้นที่ที่มีการสานกระจูดต้องทำเพราะเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านที่ใช้เสื่อปูนั่ง หรือนอน เพื่อพักผ่อนที่จะต้องมีประจำกันแทบทุกบ้าน หรือใช้เมื่อมีงานบุญต่าง ๆ เสื่อกระจูด จึงได้รับความนิยม ในการนำมาใช้งาน ด้วยคุณสมบัติเย็นสบาย ระบายอากาศ ทำให้ทุกวันนี้ของใช้ที่เห็นจนชินตาในอดีต กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าอย่างกว้างขวาง

ภาพจาก ศูนย์่ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ
ภาพจาก กระจูด มะลิวรรณ

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากกระจูด

กระจูด3
กระเป๋า
476898976_655388497152754_5842070751685882452_n
ชุดตะกร้า
500310179_732970322727904_9155501220829198661_n
ชะลอมใส่ของ
482059158_667521085939495_5552656713557253472_n
ตะกร้าใส่ของ
480858111_664920776199526_8693075052336846818_n
ใส่แก้วน้ำ

ตัวอย่างภาพจากกระจูด มะลิวรรณ

การตกแต่ง

    การตกแต่งกระจูดที่สานเสร็จเรียบร้อย จะมีการตกแต่งเพิ่มเติม เพิ่มความสวยงามและทนทานมากขึ้น เช่น การเก็บริมหรือพับริม และอาจจะเพิ่มประกอบด้วยวัสดุอื่น อาทิ หนังเทียม ซิป เป็นต้น 

กระจูด
กระจูด

ตัวอย่างภาพจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

การดูแลรักษา

    ควรเก็บผลิตภัณฑ์กระจูดในที่แห้ง ไม่ควรเก็บในที่ชื้นหรือเปียกชื้นเพราะจะทำให้เกิดเชื้อรา ใช้งานไม่ได้นาน แต่หากหลีกเลียงไม่ได้เมื่อชื้นหรือเปียก ควรนำออกตากแดดให้แห้งสนิท ก็จะสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม

การสานกระจูด นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรม ของชาวปักษ์ใต้ที่อาศัยอยู่ในแถบใกล้บริเวณป่าพรุซึ่งได้รับมรดกทางภูมิปัญญาในการทำงานหัตถกรรมสานกระจูด จากบรรพบุรุษดั้งเดิม ด้วยการที่เห็นคุณค่าวัสดุพื้นถิ่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนำมาสร้างประโยชน์เป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่อยู่ในชีวิตประจำวัน อาทิ หมวก สาด หรือเสื่อ ซึ่งแต่เดิมทำขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ใช้สอยเองในครอบครัว ต่อมาชาวบ้านเริ่มนำกระจูดมาแปรรูปเป็นงานหัตถกรรมเพื่อเป็นอาชีพ จากอาชีพเสริมจนกลายเป็นอาชีพหลักที่ยังคงทำสืบทอดทำกันมาถึงในยุคปัจจุบัน

แหล่งที่มา

กระจูด ” หัตกรรมพื้นบ้าน. (2527). สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ. 2527, เล่มที่ 1 (ก ข้อ ก กา สุภาษิต ไข้หน้าไฟ) หน้า 8-16.
วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมจักสานกระจูด บ้านห้วยลึก จ.สุราษฎร์ธานี. (ม.ป.ป.). ขั้นตอนการผลิตเครื่องจักสานกระจูด. http://www.kajood.com/handicraft.php  
สาคร ปานจีน, มารีนี กอรา และ รานีซะ หะมิ. (ม.ป.ป.). ธรรมชาติของกระจูด. วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส. https://www.esbuy.net/_files_school/00000784/data/00000784_1_20191027-114846.pdf
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ. (ม.ป.ป.). งานศิลปหัตถกรรมจักสานกระจูด. ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน). https://cms.sacit.or.th/cms/uploads/categories/b555da9b21a5a45577bb2bfb58bcfea0/_eede9126aa0813beaf91f218de1c5f53.pdf

ขอบคุณภาพ

กระจูดควนเคร็ง. (2021, 18 สิงหาคม). นั่งสานสาดจูด [รูปภาพ] (อัปเดตสถานะ].  facebook. https://www.facebook.com/Krajoodkhonkreng/photos

Views: 3060

Comments

comments

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.