ศาลหลักเมืองขนอม (แม่สนตราเทวี) : อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์บนคาบสมุทรทะเลใต้

ศาลหลักเมืองขนอม (แม่สนตราเทวี) : อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์บนคาบสมุทรทะเลใต้

ศาลหลักเมืองขนอม สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและระลึกถึงของเจ้านางสนตราเทวี ที่มึคุณูปการที่ได้ฟื้นฟูบูรณาการบ้านเมืองตระนอมให้มีความรุ่งเรือง  ชาวขนอมยังคงให้ความเคารพ  และเป็นศูนย์รวมจิตใจและพลังศรัทธาของชาวขนอม เพราะไม่ว่าลูกหลานชาวขนอมจะทำการสิ่งใด มักจะเอ่ยชื่อของเจ้านางให้ช่วยเรืองต่าง ๆ อยู่เสมอ

ประวัติความเป็นมาของอำเภอขนอม

       ในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 1891 – 1912 เมืองนครศรีธรรมราชได้เกิดโรคห่าระบาด ผู้คนล้มตายจำนวนมาก จนเมืองเกือบร้างอยู่เป็นเวลานาน พระเจ้าอู่ทองจึงได้มีบัญชาให้พระพนมวังและนางเสดียงทอง ผู้เป็นพระญาติใกล้ชิด ลงมาสร้างเมืองชื่อ ‘นครดอนพระ’ เพื่อรวบรวมประชาชนที่หนีโรคระบาด กลับรวมตัวขึ้นเป็นชุมชนตามเดิม และได้มอบหมายให้เชื้อพระวงศ์สร้างเมืองเล็กๆใกล้เคียงกันขึ้น จึงปรากฏว่าได้มีหลายเมืองถูกสร้างขึ้นในสมัยนั้น รวมทั้งเมืองเมืองหนึ่งมีชื่อว่า ‘เมืองตระนอม’  เมืองตระนอมนี้ ได้สร้างขึ้นโดย “ เจ้าอินทราชา ” ผู้มีชายาชื่อ “ เจ้าสนตรา ” (ธิดาของพระพนมวังและนางเสดียงทอง) เมื่อประมาณ พ.ศ. 1908 ตั้งอยู่ริมทะเล

        เมืองตระนอมมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าเมืองอื่น ๆ ซึ่งสร้างในรุ่นราวคราวเดียวกัน เช่น เมืองพระขน และ เมืองกะแดะ ซึ่งมีร่องรอยเป็นปูชนียสถานเป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์หลายร้อยปี เช่น วัดเจดีย์หลวงซึ่งพระเจ้าอินทราชาได้สร้างขึ้นไว้เป็นศูนย์กลาง มีพระพุทธรูปเก่าแก่และสระน้ำยังปรากฏอยู่ นอกจากนั้นยังมีถ้ำเขาวัง ถ้ำเขาพระ วัดเตล็ด มีพระพุทธรูปเก่าแก่ และวัดท่าจันทร์ซึ่งมีเจดีย์โบราณอยู่บนเขาธาตุ 

        คำว่า ‘ขนอม’ ชื่อของอำเภอในปัจจุบัน ไม่ปรากฏคำแปลในพจนานุกรมว่าอย่างไร จึงมีการสันนิษฐานได้หลายแง่หลายมุม สามารถแยกข้อสันนิษฐานได้ ดังนี้ ก. สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากชื่อเมืองเดิมคือเมืองตระนอม ข. สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ‘เขาล้อม’ เพราะท้องที่อันมีอาณาเขตปกครองมีภูเขาล้อมรอบ ต่อมาคำว่า ‘เขาล้อม’ ได้แผลงมาเป็น ‘ขนอม’ เพราะเรียกสะดวก แต่ราษฎรพื้นเมืองออกเสียงเป็น ‘ขะหนอม’ หาออกเสียงเป็น ’ขะนอม’ ไม่ ทั้งนี้เพราะชาวพื้นเมืองภาคใต้ส่วนมากเรียกสั้น ๆ เป็นพยางค์เดียว สำหรับเหตุผลเช่นนี้เนื่องจากสภาพท้องที่มีภูเขาล้อมรอบดูประหนึ่งเหมือนภูเขาปกปักรักษา ซึ่งภาษาเขียนน่าจะเป็น “เมืองถนอม” ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับความเป็นจริงของภูมิประเทศแต่ต่อมาเพี้ยนเป็น ‘ขนอม’ ค. สันนิษฐานว่าขนอม มาจากคำว่า ‘เขาพนม’ ซึ่งเป็นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งของอำเภอขนอม คำว่าเขาพนมเมื่อเรียกอย่างรวดเร็วอาจเปลี่ยนเป็น ‘ขนอม’ ได้ 

       สำหรับเหตุผลเกี่ยวกับที่มาของคำว่า ‘ขนอม’ ทั้งสามแง่ดังกล่าวข้างต้น นับว่าพอฟังได้แต่ข้อสันนิษฐานข้อแรก ดูจะมีน้ำหนักมากที่สุด เพราะยังคงมีหลักฐานอ้างอิงต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ปรากฏร่องรอยอยู่อย่างแน่ชัด จากประวัติศาสตร์ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมืองขนอม ต่อมาจึงมีฐานะเป็นตำบลตำบลหนึ่งของอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่เป็นเวลาหลายสิบปี จนกระทั่ง พ.ศ. 2481 กระทรวงมหาดไทย จึงได้ประกาศยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ ในระหว่างที่เป็นกิ่งอำเภออยู่นั้น ท้องที่เจริญรุ่งเรือง พลเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2502 กระทรวงมหาดไทย จึงประกาศยกฐานะเป็นอำเภอมาจนกระทั่งปัจจุบัน (จากบทความ “อำเภอของเรา : ขนอม” ของ เอื้อม อุบลพันธุ์ และ นะมา โสภาพงศ์ ในสารนครศรีธรรมราช ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2538)

 ภาพอำเภอขนอมในดีตจากสารนครศรีธรรมราช ปีที่ 25 ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2538

ประวัติพระนางสนตราเทวี ผู้สร้างเมืองขนอม (ตระนอม)

      เมื่อครั้งสมัย พุทธศตวรรษที่ 17 ในคาบสมุทรทะเลใต้ ถูกปกครองโดยอาณาจักรศรีวิชัย ในช่วงนั้นราชวงศ์ปทุมวงศ์ ได้มีอำนาจเหนือแหลมมลายูจรดแดนบางสะพาน โดยพระเจ้าจันทรภาณุที่ 1 ได้ก่อสร้างพระมหาธาตุยอดทองเหนือสันทรายหาดทรายแก้ว ป่าวประกาศหัวเมือง 12 นักษัตร และ ทุกแว่นแคว้นให้ร่วมส่งทรัพย์สินมาร่วมกันสร้างเสริมเป็นเหตุให้พระพนมทะเลศรีมเหน สวัสดิทราชาธิราชหรือ ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเรียกว่า “ ท้าวอู่ทอง ” กษัตริย์ผู้ปกครอง อโยธยา – เพชรบุรี ได้ยกทัพจำนวนเรือนแสนลงใต้หมายปราบปรามหัวเมืองทะเลใต้ มิให้เป็นใหญ่กว่าดินแดนของตน จึงส่งราชสาสน์ไปท้ารบพระเจ้าจันทรภาณุ ทางฝ่ายหัวเมืองศรีวิชัย ได้ประชุมไพร่พลได้จำนวนเสมอกันกับพระพนมทะเลศรีฯ หรือ ท้าวอู่ทอง ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช กองทัพสองนคราได้ยกไพร่พลปะทะกันที่ ตำบลบางสะพาน เป็นเวลาหลายเดือน จนกระทั่งปรากฏผลเสมอแก่กัน พระพนมทะเลศรีมเหนทราชาธิราช หรือ ท้าวอู่ทอง หรือ พระเจ้าสุวรรณราชาแห่งเพชรบุรี ได้ขอเป็นพระราชไมตรีกับพระเจ้าจันทรภาณุ ทั้งสองฝ่ายได้หลั่งทักษิโณทกขอเป็นพระญาติ และได้แลกเปลี่ยนไทยทาน ตลอดจนสินค้าน้อยใหญ่แก่กันโดยตลอดมา
        จนกระทั่งบ้านเมืองตามพรลิงค์ศิริธรรมนครได้ล่มสลายไปในราวปลาย พุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าพงษาสุระ พระราชวงศ์ปทุมวงศ์ต้องประสบโรคภัยจนสิ้นบ้านสิ้นเมือง ราษฎรต่างหลบหนีโรคระบาดร้ายไปตามป่าเขาเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่หลายชั่วคน พระพนมทะเลศรีฯ จึงมีพระราชโองการให้ พระพนมวัง และ พระนางสะเดียงทอง พระโอรสและพระสุณิสา เจ้าศรีราชาพระนัดดา พร้อม พระราชทานไพร่พล และ พระราชทรัพย์ ลงไปสร้างป่าให้เป็นนา ถางดอนให้เป็นเมือง โดยได้ไปปักหลักที่ “ บ้านจงสระ ” นอกเมืองท่าทอง สร้างนาทุ่งเขน นาท่าทอง นาไชยคราม นากะนอม นาสะเพียง โดยให้นายรักนายราช นายเขียวสร้างเมืองไชยา นายยอดสร้างเมืองเวียงสระ เจ้าศรีมหาราชาบุกเบิกเมืองสระอุเลา เจ้านางสนตรา สร้างเมืองตระนอม และ เจ้าอินทกุมาร ปกครองเมืองท่าทอง
        พระพนมวัง นางสะเดียงทอง มีพระโอรส – ธิดา ด้วยกัน 3 องค์ คือ เจ้าศรีมหาราช , เจ้าสนตรา และ เจ้ากุมาร โดยผู้บุกเบิกสร้างบ้านเมืองขนอม คือ “ แม่นางสนตรา ” ธิดาของพระพนมวัง ได้สมรสกับ “ เจ้าอินทรราชา ” พระญาติผู้พี่ผู้น้องของวงศ์อู่ทอง ปกครองเมืองตระนอม โดยได้สร้างนาตระชล (สิชล) , นาตระนอม (ขนอม) และ นาสะเพียง อีกทั้งยังบูรณะเจดีย์ปะการังวัดจันทร์ธาตุ และสร้างวัดอีกหลายๆ วัดขึ้น ถางป่าให้เป็นนา ตามที่พระบิดาและพระมารดาให้โอวาท อีกทั้งยังชักชวนชาวพื้นเมืองทะเลใต้ ที่หลบหนีไข้โรคระบาดให้ออกจากป่าจากเขา มาร่วมกันสร้างเมืองตระนอมขึ้นมา โดยได้ขยายขอบเขตการบุกร้างถางพงไปยัง “ นาตระชล ” หรือ “ นาศรีชล ” (อ. สิชลในปัจจุบัน) “ นาตระฉลอง ” หรือ “ เมืองอลอง ” (ต. ฉลอง อ. สิชล ในปัจจุบัน) ทำให้ดินแดนที่รกร้าง ไร้การทำไร่ไถนามาหลายชั่วคน พลิกฟื้นกลับมาเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
ภาพมุมสูงศาลหลักเมืองขนอม

        ด้วยคุณูปการที่ได้ฟื้นฟูบูรณาการบ้านเมืองที่รกร้างให้กลับรุ่งเรือง และเป็นผู้สถาปนาเมืองตระนอม หรือ เมืองขนอมยุคโบราณ ลูกหลานชาวขนอมทั้งหลาย รวมถึงผู้คนบางส่วนในพื้นที่ อ. กาญจนดิษฐ์ อ. ดอนสัก ซึ่งเป็นเมืองท่าทองโบราณ ยังคงรำลึกคุณูปการ ของเจ้านางสนตรา และเจ้าอินทราชา ที่ได้บุกเบิกบ้านเมืองในคาบสมุทรทะเลใต้ ให้เป็นที่รุ่งเรืองอีกครั้ง ไม่ว่าลูกหลานชาวขนอมจะทำการสิ่งใด ก็มักจะนิยมออกชื่อแม่นางสนตราอยู่ด้วยเสมอ และเมื่อลูกหลานชาวเมืองขนอมได้มีมติตกลงจะทำหลักเมืองขึ้น จึงได้รำลึกถึง “เจ้านางสนตราเทวี” ผู้บุกเบิกเมืองขนอม ว่าสมควรที่จะอัญเชิญดวงวิญญาณของเจ้านางสนตราเข้าสถิตในเสาหลักเมือง เพื่อจะให้เป็น “ แม่นางเมือง ” ปกป้องคุ้มครอง อวยโชคอวยชัยลูกหลานชาวเมืองตระนอม ให้ประสบผลสำเร็จในทางที่ดี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาผลาหาร ตลอดจนการประมงได้ผลดี บ้านเมืองมีความสงบสุข ผู้คนร่วมแรง ร่วมใจพัฒนาอำเภอขนอมให้วิวัฒนาการรุ่งเรืองสืบไป (ภูมิ จิระเดชวงศ์, ประวัติพระนางสนตราเทวีแม่เมืองตระนอม(ขนอม))

ประวัติการสร้างหลักเมืองขนอม

        จุดเริ่มต้นของหลักเมืองขนอม ได้เริ่มต้นจากกลุ่มชาวบ้าน ที่นําโดย นายหนูกิจ รูปสะอาด (อาจารย์กิจ) ข้าราชการครูบํานาญ อดีตผู้บริหารโรงเรียนวัดเขา (วันครู 2501) พร้อมด้วย นายวิวัฒน์ ขนอม นายกเทศมนตรีตําบลขนอมในช่วงนั้น และ นายธนกิตต์ พรหมจิตต์ ที่ได้มีความคิดที่จะสร้างศูนย์รวมจิตใจ และศูนย์กลาง ความสามัคคีของชาวขนอม เพื่อประกาศประวัติศาสตร์ความเป็นบ้านเมืองของ ท้องที่ขนอมให้เป็นที่กว้างไกล อีกทั้งเป็นการแสดงความกตัญญู เชิดชูพระนาง สนตราเทวี พระธิดาของพระพนมวัง ผู้สร้างเมืองตระนอม (ขนอม) จึงได้เป็นแนวคิดแรกเริ่มในการสร้างศาลหลักเมืองขึ้น ได้หารือและเริ่มดําเนินการในปี พ.ศ. 2552  โดยเริ่มจากการหาพื้นที่ในการสร้างศาลหลักเมือง ซึ่งในครั้งแรกนั้นได้เลือกพื้นที่ด้านหน้าที่ว่าการอําเภอขนอมเป็นสถานที่ในการจัดสร้างแต่เมื่อพิจารณาความสะดวกในการจราจร และพื้นที่โดยรอบแล้ว คณะทํางานและผู้ศรัทธาชาวขนอม จึงได้เลือกพื้นที่ใหม่ ซึ่งก็คือพื้นที่สวนสาธารณะพ่อตาคูระ ม. 10 ต.ขนอม อ. ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเนื้อที่กว้าง 9 ไร่ 2 งาน และเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม เพราะพ่อตาคูระ เป็นเทพารักษ์ผู้ปกปักษ์รักษาชาวขนอมอยู่มาตั้งแต่ สมัยบรรพบุรุษสืบมาหลายชั่วคน

        จนได้เป็นสวนสาธารณะพ่อตาคูระ ซึ่งทางคณะผู้ศรัทธา จึงได้เลือกเอาพื้นที่ส่วน หนึ่งของพื้นที่สวนสาธารณะพ่อตาคูระ เป็นสถานที่สร้างศาลหลักเมือง และดําเนิน การตลอดมา ในปี พ.ศ. 2553 ทางคณะกรรมการ ได้เชิญท่าน พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ8) (ยศในขณะนั้นคือ พล.ต.อ.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ที่ปรึกษา (สบ 10) (ด้านป้องกันปราบ ปรามอาชญากรรม)) เป็นประธานในการสร้างศาลหลักเมืองขนอม และได้ติดต่อ อ.พรชัย วัฒนวิกย์กิจ หนึ่งในคณะช่างสร้างศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ศาลหลักเมืองประจวบคีรีขันธ์ และศาลหลักเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นช่างที่มีความชํานาญมีความรู้ในการสร้างหลักเมือง มาเป็นนายช่างในการออกแบบลวดลายบนเสาหลักเมือง และออกแบบศาลหลักเมืองขนอมทั้งหมด

การสร้างเสาหลักเมือง

        ต่อมาทางคณะผู้ศรัทธาที่จัดสร้างศาลหลักเมืองขนอม ได้ดําเนินการหาไม้มงคล เพื่อใช้ในการทําเสาหลักเมือง โดยได้รับข่าวว่าที่ภูเขาหลวง บนน้ําตกผาเมือง ม.4 ต.ขนอม อ.ขนอม มีไม้ตะเคียนที่มีลักษณะงดงามที่จะนำมาทําเสาหลักเมืองได้  ซึ่งไม้ตะเคียนที่นํามาแกะเสาหลักเมืองนั้น เป็นไม้ตะเคียนที่งอกขึ้นบนโขดหิน กลางธารน้ําตก ซึ่งเป็นแผ่นหินที่ยื่นจากตลิ่งทางทิศตะวันออก อยู่ตรงกลางระหว่างตลิ่งกับสายธารน้ําตก รอบแผ่นหินแต่ละด้านเป็นแผ่นหินหมด มีธารน้ําไหลลอดใต้ต้นตะเคียนตลอดทั้งปี ตลอดน้ําหลาก น้ํา ก็ไม่สามารถพัดพาต้นตะเคียนต้นนี้ไปได้ หรือที่เรียกกันในภาษาพื้นเมืองว่า “หัวหรั่งกลางคลอง” ถือกันว่าเป็นต้นตะเคียนที่มีอาถรรพ์สูง และนอกจากนี้ ไม้ตะเคียนยังได้งอกรากข้ามไปยังตลิ่งทางทิศตะวันออก ตรงกับลักษณะของ “ไม้ตะเคียนรากข้ามห้วย” ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความ มีอาถรรพ์ของไม้ตะเคียนได้เป็นอย่างดี ส่วนลําต้นนั้นมีลักษณะสูงชะลูดไม่แตกกิ่งกลางลําต้น เมื่อได้พบไม้ตะเคียนที่สามารถนํามาทําเป็นเสาหลักเมืองขนอมแล้ว ทางคณะผู้จัด สร้างศาลหลักเมืองขนอม ได้นําความนี้ไปปรึกษากับ อ.ฉันท์ทิพย์ พันธรักษ์ราชเดช ว่าจะสามารถเชิญไม้ตะเคียนบนน้ําตกผาเมือง มาเป็นไม้มงคลเสาหลักเมืองได้ หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า นางตะเคียนท่านอนุญาต สามารถเชิญลงมาทําไม้หลักเมืองได้ ทางคณะกรรมการผู้สร้างเสาหลักเมืองขนอม จึงได้นิมนต์พระครูบริหารพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดเขาขนอม และอดีตเจ้าคณะตําบลขนอม มากระทําพิธีพลีกรรมขอไม้มงคล ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 

ภาพการเชิญไม้ตะเคียนบนน้ำตกผาเมือง จากหนังสือหลักเมืองขนอม (แม่สนตราเทวี)

        หลังจากที่ได้เชิญไม้ตะเคียนมงคลลงมาจากเขาหลวง ใน อ.ขนอม เรียบร้อย แล้ว ก็ได้เชิญไม้ตะเคียนหลักเมืองไปยังบ้านของ อ.พรชัย วัฒนวิกย์กิจ (ช่างเปี๊ยก) เพื่อทําการแกะสลักไม้ตะเคียนเป็นไม้เสาหลักเมือง โดยใช้ลวดลายอย่างศรีวิชัยทุก ประการ และในระหว่างการแกะเอง อ.พรชัย ได้ตั้งใจที่จะแกะพรหมพักตร์ทั้งสี่ของเสาหลักเมืองเป็นใบหน้าบุรุษ แต่ไม่ว่าจะทําอย่างไรก็กลายเป็นใบหน้าสตรีทุกครั้ง จนกระทั่งได้ทราบประวัติเมืองตระนอม (ขนอม) จากทางคณะผู้จัดสร้างหลักเมือง ขนอม จึงทําให้ทราบเป็นที่แน่แท้ว่า “พระนางสนตรา” พระแม่เมืองผู้สร้างเมือง ตระนอม ได้มาดูแลการแกะสลักเสาหลักเมืองของท่านอย่างใกล้ชิด 

 

ภาพการแกะสลักไม้ตะเคียนเป็นไม้เสาหลักเมืองโดย อ.พรชัย วัฒนวิกย์กิจ

ตัวเสาหลักเมืองขนอม

        การออกแบบเสาหลักเมืองขนอมนั้น เป็น เรื่องที่สําคัญยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการแสดง เกียรติศักดิ์ของเทพยดาผู้เป็นพระหลักเมือง แล้ว ยังเป็นการแสดงศิลปะ ภูมิปัญญาชั้นเชิง ช่างประจําดินแดนนั้นๆ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ สายตาของผู้ที่มาสักการะ ซึ่งมีรายละเอียดของศิลปกรรมเสาหลักเมืองขนอมอธิบายได้ดังนี้
     1. 
ฐานชั้นล่าง ของเสาหลักเมืองขนอม เป็นลวดลายดอกบัวบาน แสดงถึงความบริสุทธิ์ และความสูงส่งขององค์พระหลักเมืองขนอม
     2. ลวดลายประดับเสาทั้งแปดแถว เป็นลวดลายขดมงคล และลวดลายดอกจันทน์ แสดงถึงการกําเนิดที่เป็นสิริมงคลและมีความประเสริฐ บ่งบอกฐานะของ พระแม่เมืองตระนอมว่าเป็นผู้ที่มีชาติกําเนิดในชั้นชนปกครอง
     3. ถัดขึ้นจากลวดลายทั้งแปดแถว คือ ฐานบัวคว่ําบัวหงาย แสดงถึงการ รองรับ สิ่งที่ทรงคุณ หรือสิ่งที่เป็นที่เคารพแก่ผู้คนทั้งหลาย และยังหมายถึง การรู้ถึง ธรรมะอันเป็นกุศล และอกุศล อย่างชัดเจนอีกด้วย
     4. เหนือฐานบัวคว่ําบัวหงาย คือปฏิมากรรมของพระหลักเมือง พระแม่เมือง สนตราเทวี ทรงเครื่องกรองศอ และสร้อยลวดลายพฤกษา อลังการอย่างชาวศรีวิชัย พระพักตร์นั้นปฏิมากรรมเป็นสตรี ที่มีความละม้ายคล้ายพระแม่เมืองตระนอมให้มากที่สุด

พรหมพักตร์ทั้งสี่ของเสาหลักเมือง

        สําหรับบานประตูสําหรับศาลหลักเมืองขนอม ทางคณะกรรมการผู้จัด สร้าง ได้รับการสนับสนุนไม้ตะเคียนสําหรับทําบานประตูจาก ท่านสกล จันทรักษ์ นายอําเภอฉวางในขณะนั้น ซึ่งท่านมีจิตศรัทธาและสนับสนุนการสร้างศาลหลักเมืองขนอมมา ตั้งแต่ต้น จึงอาสานําไม้ตะเคียนจาก อ.ฉวาง นํามามอบให้กับคณะกรรมการผู้จัดสร้าง ศาลหลักเมืองขนอมถึงศาลหลักเมืองเพื่อใช้ในการทําบานประตูให้มีความงดงามตามการออกแบบของศาลหลักเมืองขนอม

         และเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ประธานในการสร้างศาลหลักเมืองขนอม ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างศาลหลักเมืองขนอม โดยมีพิธีกรรมทั้งพิธีพุทธ และพิธีพราหมณ์อย่างครบครัน หลังจากพิธีวางศิลาฤกษ์ ได้ราว 6 เดือนเศษ อ.พรชัย วัฒนวิกย์กิจ ได้ปฏิมากรรมเสาหลักเมืองตระนอมสําเร็จ ทางคณะกรรมการผู้สร้างเสาหลักเมือง จึงได้นําเรือพนมพระจากวัดเขาขนอม เป็นยานพาหนะบรรทุกเสาหลักเมือง และได้ทําพิธีแห่เสาหลักเมืองขนอม มายังบริเวณพื้นที่ศาลหลักเมือง เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555 ซึ่งในพิธีแห่นั้น ได้มีข้าราชการระดับจังหวัดทุกภาคส่วน และผู้ศรัทธาชาวขนอม ได้ร่วมกันแห่แหน จากบ้าน อ.พรชัย วัฒนวิกย์กิจ อยู่ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราชซึ่ง เป็นสถานที่แกะสลัก มาจนถึงพื้นที่ศาลหลักเมืองขนอม โดยตลอดการเดินทางนับ 100 กิโลเมตรนั้น ท้องฟ้าได้ครึ้มลง มีอากาศเย็นสบาย และได้มีพระอาทิตย์ทรงกลดสามชั้น เป็นสัญญาณการรับรู้ของพระนางสนตราเทวี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ว่า บัดนี้หลักอันเป็นมงคลชัยของบ้านเมืองได้สําเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว

        ศาลหลักเมืองขนอม  ได้ดําเนินการสร้างเสร็จและอัญเชิญเสาหลักเมืองขนอมขึ้น ประดิษฐานสู่ศาลหลักเมืองขนอม โดยวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561 มีพิธีอัญเชิญเสาหลักเมืองมาประดิษฐานยังลาน ด้านหน้าศาลหลักเมือง ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561 มีพิธีสวดมหามงคล ทําบุญบ้านทําบุญเมืองเพื่อเป็นสิริมงคล 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561 มีพิธีแก่เมืองขนอม และในวันที่อัญเชิญเสาหลักเมืองขึ้นประดิษฐานในศาลหลักเมือง เวลา 09.39 น. และ เวลา 15.00 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ได้เสด็จมาทรงประกอบพิธีทรงพระสุหร่ายศาลหลักเมืองขนอม และในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561) มีมหรสพสมโภชเพื่อให้ศาลหลักเมืองขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทิพยวิมานแห่ง พระนางสนตราเทวี พระแม่เมืองตระนอม ที่งดงามพร้อมด้วยศิลปกรรมศรีวิชัย – ลพบุรีและศิลปกรรมสมัยใหม่ พร้อมที่จะเป็นศูนย์รวมทางจิตใจอันเป็นสิริมงคลยิ่งของทุกๆคนสืบไป        

อ้างอิง

ภูมิ จิระเดชวงศ์. ประวัติพระนางสนตราเทวีแม่เมืองตระนอม(ขนอม)

เอื้อม อุบลพันธุ์ และ นะมา โสภาพงศ์. (2538). อำเภอของเรา : ขนอม” สารนครศรีธรรมราช .กุมภาพันธ์.

หนังสือหลักเมืองขนอม (แม่สนตราเทวี)

หลักเมืองขนอม. https://www.facebook.com/sontratavee

Views: 792

Comments

comments

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.