แม่นางพระยา : แห่งวัดนางพระยา
ในศาลาแม่นางพระยาประดิษฐานรูปเคารพของ “แม่นางพระยา” ประทับนั่งท่าพับเพียบ ชาวบ้านหรือผู้ที่ศรัทธาจะมากราบไหว้ ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล
ในศาลาแม่นางพระยาประดิษฐานรูปเคารพของ “แม่นางพระยา” ประทับนั่งท่าพับเพียบ ชาวบ้านหรือผู้ที่ศรัทธาจะมากราบไหว้ ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล
กระดุมทอง เป็นไม้เลื้อย มีดอกเล็ก ๆ ลักษณะดอกคล้ายดอกเดซี่ มีสีเหลืองสด ทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้น ดอกบานทนนาน ปลูกง่ายนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ และปลูกคลุมดิน นอกจากนี้ยังมีประโยชน์และสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรใช้ในการรักษาโรคได้อีกด้วย
หลวงพ่อโบได้ทำความเจริญด้านศาสนาและด้านการศึกษาไว้ โดยเฉพาะอำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา ได้ทราบเกียรติศัพท์ของหลวงพ่อโบได้ดี ท่านได้สร้างถนน วัด หลายแห่ง ในอำเภอสิชลและอำเภอท่าศาลา
ศาลพระเสื้อเมือง เป็นศาลสำหรับบูชาเทพเจ้าผู้ทำหน้าที่รักษาเมือง เรียกว่าพระเสื้อเมือง สันนิษฐานว่าตัวอาคารเดิมเป็นไม้ทั้งหลังภายในมีหอเล็ก ประดิษฐานเทวรูปเทพเจ้า (พระเสื้อเมือง) จำนวน 2 องค์ลักษณะคล้ายกับท้าวกุเวรราชในวิหารม้า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ต่อมามีผู้บูรณะเทวรูปั้น 2 องค์นี้และลงรักปิดทอง ทำหน้าที่ป้องกันภัยอันตราย รักษากำลังไพร่พล และให้ความอยู่เย็นเป็นสุขแก่ประชาชนและบ้านเมือง ตามคติโบราณ เมื่อใดที่มีการตั้งบ้านเมืองก็มักจะสร้างศาลไว้ให้เทพารักษ์ผู้รักษาบ้านเมืองด้วย (องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช, 2556, น. 2) ศาลพระเสื้อเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของหอนาฬิกา ห่างจากศาลากลางประมาณ 100 เมตร สันนิษฐานว่าคงจะเป็นบริเวณกลางเมืองในอดีต และคงสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ในระยะหลังปรากฏว่า ศาลพระเสื้อเมือง…
จากข้อมูลในหนังสือน้อมรำลึก (2526) ได้กล่าวถึงชีวประวัติของครูน้อม อุปรมัย ไว้ว่า เป็นบุตรคนที่ 5 ของนายกลิ่น อุปรมัย และนางกิมยี อุปรมัยเกิดเมื่อวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 ที่บ้านปากมะยิง ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพี่น้องร่วมบิดาที่เกิดจากนางวุ่น อุปรมัย อีก 5 คน คือ 1. นางเกลื่อม อุปรมัย 2. นางเหลื่อม อุปรมัย 3. นายพร้อม…
ประวัติ บ้านท่านขุนรัฐวุฒิวิจารณ์ เป็นเรือนปั้นหยายกพื้น หลังคาสูง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2445 โดยนายเขียน มาลยานนท์ ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "ขุนรัฐวุฒิวิจารณ์" นายอำเภอเมืองกลาย ภายหลังได้ยกที่ดินและบ้านหลังนี้ให้แก่นายโกวิท ตรีสัตยพันธุ์ (หลาน) เมื่อปี พ.ศ. 2482 ซึ่งต่อมาได้ใช้บ้านและที่ดินเปิดเป็นโรงเรียนรัฐวุฒิวิทยาและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนครวิทยา และได้ปิดตัวลงเมื่อปี พ.ศ. 2529 และต่อมา ปี พ.ศ. 2426 นายสำราญ ตรีสัตยพันธุ์ ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของตระกูลตรีสัตยพันธุ์ ได้ซื้อบ้านและที่ดินแปลงนี้มาดำเนินการบูรณะปรับปรุง ซ่อมแซม เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นบ้านโบราณของจังหวัด…
วิหารพระทรงม้า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น วิหารพระม้า หรือ วิหารพระทรงม้า หรือ วิหารพระมหาเภิเนษกรม อันเป็นชื่อเรียกทางราชการ แต่ชาวนครนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า วิหารพระม้า ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าภายในวิหารนี้ มีปูนปั้นเป็นภาพเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธประวัติตอนพระพุทธองค์ทรงม้าเสด็จออกบรรพชา อยู่ที่ฝาผนังจึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า วิหารพระม้า (วิเชียร ณ นคร และคณะ, 2521, น. 450) ดังนั้น จึงถือว่าวิหารพระทรงม้า เป็นวิหารสำคัญลำดับหนึ่งของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เพราะเป็นวิหารที่มีประติมากรรมปูนปั้นที่จัดสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นฝีมือช่างที่สวยงามที่สุดในภาคใต้ (ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์, 2559, น. 53) และถือว่าวิหารพระม้า เป็นศูนย์รวมประติมากรรมปูนปั้นว่าด้วยจตุคามรามเทพขนานแท้และดั้งเดิม และประติมากรรมว่าด้วยเทวดาผู้รักษาโลกและจักรวาลที่มีรายละเอียดพิสดารยิ่ง รวมทั้งเป็นบันไดทางขึ้นสู่ลานประทักษิณรอบองค์พระมหาธาตุเจดีย์ เหนืออื่นใดยังมีประติมากรรมปูนปั้นว่าด้วยพุทธประวัติตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาโดยม้าพาหนะชื่อ “กัณฐกะ”…
เมื่อเข้าไปในพื้นที่ภายในวิหารคด (หรือวิหารพระด้าน) ของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นอกจากจะเห็นองค์พระบรมธาตุเจดีย์และเจดีย์บริวารที่เรียงรายอยู่นับร้อยองค์แล้ว ยังมีสิ่งสะดุดตาอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ระเบียงรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งมุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีแดง ระเบียงหรือวิหารนี้จึงเรียกกันว่า “วิหารทับเกษตร” หรือ “ระเบียงตีนธาตุ” (เครือข่ายการท่องเที่ยววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช, 2015) วิหารทับเกษตร หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พระระเบียงตีนธาตุ เป็นระเบียงหรือวิหารที่อยู่โดยรอบฐานองค์พระบรมธาตุเจดีย์ คําว่า “ทับเกษตร” เป็นศัพท์ทางสถาปัตยกรรม หมายถึงผิวพื้นบริเวณที่ใช้เป็นที่ตั้งพระพุทธรูปหรือนาบบนฐานพระ หรือเรือนซึ่งเป็นขอบเขต ซึ่งได้แก่ระเบียงคดวิหารคด ด้วยเหตุนี้วิหารทับเกษตรจึงได้ชื่อตามหน้าที่ก็คือวิหารคด ซึ่งเป็นวิหารแสดงขอบเขตของพระบรมธาตุเจดีย์ (วิเชียร ณ นคร และคณะ, 2521, น. 455-456)…
เมื่อเวลาไปวัดก็จะสังเกตเห็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีดอกสวยงาม สีชมพูอมเหลืองหรือแดง ด้านในสีม่วงอ่อนอมชมพู มีกลิ่นหอมมาก ช่อดอกยาวประมาณ 2-3 ฟุต มีผลขนาดใหญ่เท่ากับลูกตะกร้อหรือลูกปืนใหญ่ ต้นไม้ชนิดนั้นก็คือ ต้นสาละลังกานั่นเอง ดังนั้นจึงมาทำความรู้จักกับต้นสาละลังกาว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหรือไม่อย่างไร ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่า ต้นสาละ เป็นต้นไม้ที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า แต่ต้นสาละที่กล่าวถึงในเรื่องนี้ คือต้นสาละลังกา เพราะมีประวัติอันยาวนานที่มาจากศรีลังกานั่นเอง จึงเป็นที่มาของชื่อสาละลังกา หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อคือลูกปืนใหญ่ (ปิยรัษฎ์ เจริญทรัพย์, 2553) ชาวศรีลังกาถือว่าสาละเป็นไม้มงคลเพราะดอกสวยและมีกลิ่นหอม จึงนิยมนำไปถวายพระ มักปลูกในบริเวณวัดและปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในประเทศเขตร้อน สาละลังกาไม่ใช่ต้นสาละในพุทธประวัติคนทั่วไปเข้าใจผิดด้วยชื่อสาละเหมือนกัน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2557) ต้นสาละลังกา หรือต้นลูกปืนใหญ่…
วิหารสามจอม วิหารหลังเล็กอีกหลังซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตพุทธาวาส ใกล้กับวิหารพระแอด และวิหารพระด้าน (วิหารคด) แม้จะสร้างขึ้นหลังวิหารอื่น ๆ แต่ก็เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง ในฐานะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “พระพุทธรูปพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช”