ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช
ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเรื่องที่น่าสนใจถึงความเป็นมาอันยาวนาน เพราะนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุความเป็นชุมชนใหญ่มาไม่น้อยกว่า 1,500 ปีมาแล้ว เวลาอันยาวนานเช่นนี้ทำให้นครศรีธรรมราชมีสิ่งที่เราทั้งหลายไม่อาจล่วงรู้ ได้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อต่าง ๆ เช่นคำว่า ลิกอร์ โลเค็ก ละคอน ตามพรลิงค์ พระเวียง ตั้งมาหลิ่ง และเชีะโท้ คำเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อเรียกดินแดนแห่งหนึ่งในแหลมมลายูที่มากก่อนคำว่า “นครศรีธรรมราช” เป็นชื่อเดิมของนครศรีธรรมราช นั่นเอง ความเก่าแก่ของชื่อเหล่านี้พอจะเป็นหลักฐานข้อหนึ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่า นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งในภูมิภาคแหลมมลายู และมีอายุมาก่อนราชธานีแห่งแรกของไทยหลายร้อยปี
นครศรีธรรมราชเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และชื่อ นครศรีธรรมราช ได้ปรากฏชื่อในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า ศรีธรรมราช เข้าใจว่าจะเป็นเมืองแรกเริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และได้ชื่อว่าเป็นเมืองพระ มีพระมหาธาตุเป็นปูชนียสถานคู่เมืองและคู่ประเทศไทย
จึงขอสรุปเป็นลักษณะของการเรียงลำดับ ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ข้อสันนิษฐานของการก่อเกิดเมืองนครศรีธรรมราชจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ดังนี้
ลำดับประวัติเมืองนครศรีธรรมราช
นครศรีธรรมราชเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และชื่อ นครศรีธรรมราช ได้ปรากฏชื่อในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า ศรีธรรมราช เข้าใจว่าจะเป็นเมืองแรกเริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และได้ชื่อว่าเป็นเมืองพระ มีพระมหาธาตุเป็นปูชนียสถานคู่เมืองและคู่ประเทศไทย
ชื่อของเมืองนครศรีธรรมราช
จากประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งนครศรีธรรมราช สามารถประมวลได้ว่า “นครศรีธรรมราช” ได้ปรากฏชื่อในที่ต่างๆ หลายชื่อ ตามความรู้ความเข้าใจที่สืบทอดกันมา
และสําเนียงภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่เคยเดินทางผ่านมาในระยะเวลาที่ต่างกัน เช่น “ตมฺพลิงฺคมฺ” หรือ “ตามฺพลิงฺคมฺ” (Tambalingam) หรือ “กมลี” หรือ “ตมลี” หรือ “กะมะลิง” หรือ “ตะมะลิง” เป็นภาษาบาลีที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์มหานิเทศ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ คัมภีร์นี้เป็นวรรณคดีอินเดียโบราณกล่าวถึงการเดินทางของนักเผชิญโชค เพื่อแสวงหาโชคลาภและความร่ํารวยยังดินแดนต่าง ๆ อันห่างไกลจากอินเดีย คือบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ระบุเมืองท่าต่าง ๆ ในบริเวณนี้ไว้และในจํานวนนี้ได้มีชื่อเมืองท่าข้างต้นอยู่ด้วย ดังความตอนหนึ่งดังนี้. . เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นเรือไปในมหาสมุทร ไปคุมพะ (หรือติคุมพะ) ไปตักโกละ ไปตักกสิลา ไปกาลมุข ไปมรณปาร ไปเวสุงคะ ไปเวราบถ ไปชวา ไปกะมะลงิ (ตะมะลิง) ไปวังกะ (หรือวังคะ) ไปเอฬวัททนะ (หรือเวฬุพันธนะ) ไปสุวัณณกูฏ ไปสุวัณณภูมิ ไปตัมพปัณณิ ไปสุปปาระ ไปภรุกะ (หรือภารุกัจฉะ) ไปสุรัทธะ (หรือสุรัฏฐะ) ไปอังคเณกะ (หรือภังคโลก) ไปคังคณะ (หรือภังคณะ) ไป ปรมคังคณะ (หรือสรมตังคณะ) ไปโยนะ ไปปินะ (หรือปรมโยนะ) ไปอัลลสันทะ (หรือวินกะ) ไปมูลบท ไปมรุกันดาร ไปชัณณุบท ไปอชบถ ไปเมณฑบท ไปสัง กุบท ไปฉัตตบท ไปวังสบท ไปสกุณบท ไปมุสิกบทไปทริบถ ไปเวตตาจาร . . .
จากบันทึกข้างต้น ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (Gorge Coedes) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส (ยอร์ช เซเดย์, 2472, น. 12) ได้กล่าวไว้ว่า นักปราชญ์ทางโบราณคดีลงความเห็นว่าชื่อเมืองท่า “กะมะลิง” หรือ “ตะมะลิง” ข้างต้นนี้ตรงกับชื่อที่บันทึกหรือจดหมายเหตุจีนเรียกว่า “ตั้ง-มา-หลิ่ง” และในศิลาจารึกเรียกว่า “ตามพรลิงค์” คือ นครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ในคัมภีร์มิลินทปัญหา ซึ่งพระปิฎกจุฬาภัยได้รจนาขึ้นเปนภาษาบาลีซึ่งบางท่านมีความเห็นว่ารจนาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 แต่บางท่านมีความเห็นวารจนาเมื่อราว พ.ศ. 500 ก็ได้กล่าวถึงดินแดนนี้ไว้ในถ้อยคําของพระมหานาคเสน ยกมาเป็นข้ออุปมาถวายพระเจ้ามิลินท์ (หรือเมนันเดอร์ พ.ศ. 392-413) ดังความตอนหนึ่งว่าดังนี้
. . . เหมือนอย่างเจ้าของเรือผู้มีทรัพย์ ได้ค่าระวางเรือในเมืองท่าต่าง ๆ แล้วได้ชําระภาษีที่ท่าเรือเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถจะแลนเรือเดินทางไปในทะเลหลวง ไปถึงแควนวังคะ
ตักโกละ เมืองจีน (หรือจีนะ) โสวีระ สุรัฏฐ์ อลสันทะ โกลปฏฏนะ-โกละ (หรือท่าโกละ) อเล็กซานเดรีย หรือฝั่งโกโรมันเดล หรือ สุวัณณภูมิ หรือที่ใดที่หนึ่งซึ่งนาวาไปได้ (หรือสถานที่ชุมนุมการเดินเรือแห่งอื่น ๆ ). . . (มิลินทปัญหา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2515, น. 464)
ศาสตราจารย์ซิลแวง เลวี (Sylvain levy)นักปราชญชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า คํา ว่า “ตมะลี” (Tamali) ที่ปรากฏในคัมภีร์มหานิทเทศนั้นเป็นคําเดียวกับคําว่า “ตามพรลิงค์” ตามที่ ปรากฏในที่อื่นๆ ส่วนศาสตราจารย์ ดร. ปรนะวิธานะ (Senarat Paranavitana) นักปราชญ์ชาวศรี-ลังกา (ลังกา) มีความเห็นว่า คําว่า “ตมะลี” (Tamali) บวกกับ “คมฺ” (gam) หรือ “คมุ” (gamu-ซึ่งภาษาสันสกฤตใช่้ว่า “ครฺมะ” (grama) จึงอาจจะเป็น “ตมะลิงคมฺ” (Tamalingam) หรือ “ตมะลิงคมุ” (Tamalingamu)ในภาษาสิงหล และคํานี้เมื่อแปลเป็น ภาษาบาลีก็เป็นคําว่า “ตมฺพลิงคะ” (Tambalinga)และเป็น “ตามพรลิงคะ”(Tambralinga) ในภาษาสันสกฤต (Senarat Paranavitana, 1966, p. 99)
“ตัน-มา-ลิง” (Tan-Ma-ling) หรือ ตั้ง-มา-หลิ่ง”
เป็นชื่อที่เฉาจูกัว (Chao-Ju-Kua) และวังตาหยวน (Wang-Ta-Yuan) นักจดหมาย เหตุจีนได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ เตา-อี-ชี-เลี้ยว (Tao-i Chih-lioh) เมื่อ พ.ศ. 1769 ความจริงชื่อตามพรลิงค์นี้นักจดหมายเหตุจีนรุ่นก่อน ๆ ก็ได้เคยบันทึกไว้แล้วดังเช่นที่ปรากฏอยู่ใน หนังสือสุงชี (Sung-Shih) ซึ่งบันทึกไว้ว่าเมืองตามพรลิงค์ได้ส่งฑูตไปติดต่อทําไมตรีกับจีน เมื่อ พ.ศ. 1544 โดยจีนเรียกวา “ต้น-เหมย-หลิว” (Tan-mei-leou) ศาสตราจารย์พอล วิท ลีย์ (Paul Wheatley) นักปราชญชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า Tan-mei-leou” นั้นต่อมา นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนชาวฝรั่งเศสและอังกฤษได้ลงความเห็นคํานี้ที่ถูกควรจะออกเสียง ว่า “Tan-mi-liu” หรือ “Tan-mei-liu”
“มัทมาลิงคัม” (Madamalingam)
เป็นภาษาทมิฬปรากฏอยู่ในศิลาจารึกที่พระเจ้าราเชนทรโจฬะที่ 1 ในอินเดียภาคใต้ โปรดให้สลักขึ้นไว้ที่เมืองตันชอร์ (Tanjore) ในอินเดียภาคใต้ ระหว่าง พ.ศ. 1573-1574 ภายหลังที่พระองค์ได้ทรงส่งกองทัพเรืออันเกรียงไกรมาปราบเมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรมลายู จนได้รับชัยชนะหมดแล้ว ในบัญชีรายชื่อเมืองท่าต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงตีได้และสลักไว้ในศิลาจารึกดังกล่าวนั้นมีเมืองตามพรลิงค์อยู่ด้วย แต่ได้เรียกชื่อเพี้ยนไปเป็นชื่อ “มัทมาลิงคัม” 10
“ตามพฺรลิงค์” (Tambralinga)
เป็นภาษาสันสกฤต คือเป็นชื่อที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 25 ซึ่งพบที่วัดหัวเวียง (ปัจจุบันเรียกว่าวัดเวียง) ตําบลตลาด อําเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สลักดด้วยอักษรอินเดีย กลาย ภาษาสันสกฤต เมื่อ พ.ศ. 1773 ศิลาจารึกหลักนี้พันตรี de Lajonauiere Virasaivas ได้กล่าวไว้ว่าสลักอยู่บนหลืบประตู สมัยโบราณมีขนาดสูง 1.77 เมตร (ไม่รวมเดือยสําหรับฝังเข้าไปในธรณีประตูด้านล่างและทับหลังด้านบน) กว้าง 45 เซนติเมตร หนา 13 เซนติเมตร ศิลาจารึกหลักนี้มีขอความ 16 บรรทัด ในปัจจุบันนี้ศิลาจารึกหลักนี้เก็บรักษาไวที่หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร (ยอร์ช เซเดส์, 2504, น. 30-31)
คําว่า “ตามพรลิงค์” นี้ ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร แปลว่า “ลิงค์ทองแดง” (แผ่นดินผู้ที่นับถือศิวลึงค์), (ประชุม ชุ่มเพ็งพันธ์, 2523, น. 93) นายธรรมทาส พานิช แปลว่า “ไข่แดง” (ความหมายตามภาษา พื้นเมืองปักษ์ใต้), (ธรรมทาส ภิกขุ, 2542, น. 3) สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดดำรงราชานุภาพทรงเรียกเพี้ยนเป็น “ตามรลิงค์” (Tamralinga) สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงประทานความเห็นว่า “ตามพรลิงค” แปลว่า “นิมิตทองแดง” จะหมายเอาอันใดที่ในนครศรีธรรมราชนมาสงสัยมาก พบในหนังสือพระมาลัยคําหลวง เรียกเมืองลังกาว่า “ตามพปณยทวีป” แปลว่า “เกาะแผ่นทองแดง” เห็นคล้ายกับชื่อนครศรีธรรมราชที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงเรียกว่า “ตามพรลิงค์” จะหมายความว่าสืบมาแต่ลังกาก็ได้กระมัง (สาส์นสมเด็จ, 2478) ไมตรี ไรพระศก (2523) ได้แสดงความเห็นว่า “ตามพรลิงค์” น่าจะหมายความว่า “ตระกูลดําแดง” คือ หมายถึงผิวของคนปักษ์ใต้ซึ่งมีสีดําแดงและอาจจะหมายถึงชนชาติมิใช่ชื่อเมือง และศาสตราจารย์โอคอนเนอร์ (Connor, 1975) มีความเห็นว่าชื่อ “ตามพรลิงค์” นี้ได้แสดงให้เห็นอย่าง ชัดแจ้งว่าสืบเนื่องมาจากศาสนาพราหม์ เพราะศาสนาพราหมณ์เจริญสูงสุดในนครศรีธรรมราช จึงไดได้ค้นพบโบราณวัตถุสถานมากกว่าที่ใดในประเทศไทย และหลักฐานทาง โบราณวัตถุในลัทธิไศวนิกาย (Virasaivas) ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือแพร่หลายในอินเดียภาคใต้ก็ พบเป็นจํานวนมากในเขตนครศรีธรรมราชก็รองรับอยู่แล้ว
“ตมะลิงคาม” (Tamalingam) หรือ “ตมะลิงโคมุ” (Tamalingomu)
เป็นภาษาสิงหล ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อักษรสิงหลชื่อ Elu-Attanagalu vam-sa ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1925 (Senarat paranavitana, 1966) นอกจากนี้ในเอกสารโบราณประเภทหนังสือของลังกายังมีเรียกแตกต่างกันออกไปอีกหลายชื่อ เช่น “ตมะลิงคมุ” (Tamalingamu) ปราฏอยู่ในคัมภีร์ชื่อ ปูชาวลี (Pujavali), “ตมฺพลิงคะ” (Tambalinga) ปราฏอยู่ในหนังสือเรื่องวินยะ-สนฺนะ (Vinay-Sanna) (Senarat paranavitana) และในตํานานจุลวงศ์ ๑๙ (Cujavamsa, 1929) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “. . . พระเจ้าจันทภานุบังอาจยกทัพจาก “ตมฺ พลิงควิสัย” (Tambalinga – Visaya) ไปตีลังกา . . .” เป็นต้น ชื่อเหล่านี้นักปราชญ์โดยทั่วไป เข้าใจกันว่าเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อ “ตามพรลิงค์” ที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 24 ของไทย
“กรุงศรีธรรมาโศก”
ปรากฏในจารึกหลักที่ 35 คือศิลาจารึกดงแม่นางเมือง พบที่แหล่งโบราณคดีดงแม่นางเมือง ตําบลบางตาหงาย อําเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1710 ศิลาจารึกหลักนี้เป็นหินชนวนสีเขียว สูง 1.75 เมตร กว้าง 37เซนติเมตร หนา 22 เซนติเมตร จารึกด้วยอักษรอินเดียกลายทั้งสองด้าน ด้านหน้าเป็นภาษามคธ มี 10 บรรทัด ตั้งแต่บรรทัดที่ 6 ถึงบรรทัดที่ 10 ชํารุดอ่านไม่ได้ ด้านหลังเป็นภาษาขอม มี 33 บรรทัด ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร
“ตัน-มา-ลิง” (Tan-Ma-ling) หรือ ตั้ง-มา-หลิ่ง”
เป็นชื่อที่เฉาจูกัว (Chao-Ju-Kua) และวังตาหยวน (Wang-Ta-Yuan) นักจดหมาย เหตุจีนได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ เตา-อี-ชี-เลี้ยว (Tao-i Chih-lioh) เมื่อ พ.ศ. 1769 ความจริงชื่อตามพรลิงค์นี้นักจดหมายเหตุจีนรุ่นก่อน ๆ ก็ได้เคยบันทึกไว้แล้วดังเช่นที่ปรากฏอยู่ใน หนังสือสุงชี (Sung-Shih) ซึ่งบันทึกไว้ว่าเมืองตามพรลิงค์ได้ส่งฑูตไปติดต่อทําไมตรีกับจีน เมื่อ พ.ศ. 1544 โดยจีนเรียกวา “ต้น-เหมย-หลิว” (Tan-mei-leou) ศาสตราจารย์พอล วิท ลีย์ (Paul Wheatley) นักปราชญชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า Tan-mei-leou” นั้นต่อมา นักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนชาวฝรั่งเศสและอังกฤษได้ลงความเห็นคํานี้ที่ถูกควรจะออกเสียง ว่า “Tan-mi-liu” หรือ “Tan-mei-liu”
โดยในศิลาจารึกหลักนี้จะเห็นได้ว่ามีความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระราชาจากกรุงศรีธรรมาโศกถวายที่ดิน หรือกัลปนาอุทิศให้ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพ ดังความตอนหนึ่งว่า “. . . สิ่งสักการที่มหาราชาธิราช ผู้มีพระนามว่ากรุงศรีธรรมาโศก ถวายแด่พระสรีรธาตุซึ่งมีพระนามว่ากมรเตงชคตศรี ธรรมาโศก . . . มหาเสนาบดีผูหนึ่งชื่อ ศรีภูวนาทิตย์อิศวรทวีปนํากระแสพระราชโองการ ราชาธิราชมา . . .” แม้ศิลาจารึกหลักนี้จะไมไดระบุที่ตั้งของกรุงศรีธรรมาโศกไวอยางชัดเจน แตคําวา “ศรีธรรมาโศก” ในศิลาจารึกนี้สัมพันธ์กับเรื่องราวของนครศรีธรรมราช ซึ่งพบหลักฐาน เอกสารสนับสนุนในสมัยหลังอย่างไม่มีปัญหา (ธิดา สาระยา, 2526) เช่น ตํานานเมืองนครศรีธรรมราช และตํานาน พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช อันเป็นเอกสารโบราณของไทยเป็นต้น
“ศรีธรรมราช”
เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 24 ซึ่งพบที่วัดหัวเวียง (วัดเวียง) อําเภอไชยา จังหวัดสุราษฎรธานี ดังกล่าวมาแล้ว ศิลาจารึกภาษาสันสกฤตหลักนี้สลักขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1773 และได้กล่าวไว้ว่าสลักขึ้นในรัชสมัยของเจ้าผู้ครองแผ่นดินทรงมีอิสริยยศว่า “ศรีธรรมราช” ผู้ เป็นเจ้าของ “ตามพรลิงค์ (ตามพรลิงคศวร)”
ต่อมาชื่อ “ศรีธรรมราช” นี้ได้ปรากฏอีกในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคําแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งสลักด้วยอักษรไทยและภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 1835 (คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี, 2521, น. 15-32)
“สิริธรรมนคร” หรือ “สิริธัมมนคร”
ชื่อนี้พบว่าใช้ในกรณีที่เป็นชื่อของสถานที่ (คือเมืองหรือนคร) เช่นเดียวกับชื่ออื่นๆ ที่กล่าว ชื่อ “สิริธรรมนคร” ปรากฏในหนังสือบาลีเรื่องจามเทวีวงศ์ ซึ่งพระโพธิรังสีพระเถระชาว เชียงใหม่เป็นผู้แต่งขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ยังปรากฏอยู่ในหนังสือชินกาล มาลีปกรณ์ ซึ่งพระรัตนปัญญา พระเถระชาวเชียงใหม่เป็นผู้แต่งขึ ้่นเป็นภาษาบาลีเมื่อ พ.ศ. 2060 และเมื่อมีผู้อื่นแต่งต่ออีก จนแต่งเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2071 (พระรัตนปัญญา, 2517, น. 109)
ส่วนในหนังสือสิหิงคนิทานซึ่งพระโพธิรังสีพระเถระชาวเชียงใหม่ได้แต่งงขึ้นเป็นภาษา บาลีเมื่อราว พ.ศ. 1945-1985 (ในรัชกาลพระเจ้าสามฝั่งแกนหรือพระเจ้าวิไชยดิสครองราชย์ในนครเชียงใหม่ แห่งลานนาไทย) เรียกว่า “พระเจ้าศรีธรรมราช”(พระโพธิรังสี, 2506, น. 41)
โลแค็ก” หรือ “โลกัก” (Locae, Loehae)
เป็นชื่อที่มาร์โคโปโลเรียกระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน เมื่อ พ.ศ. 1835 โดยออกเดินทางจากเมืองท่าจินเจาของจีน แล่นเรือผ่านจากปลายแหลมญวนตัดตรงมายัง ตอนกลางของแหลมมลายู แล้วกล่าวพรรณนาถึงดินแดนในแถบนี้แห่งหนึ่ง ชื่อ “โลแค็ก” ซึ่ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นลิกอร์ หรือนครศรีธรรมราช (Colone Sir Henry Jule, 1903, p. 276)
“ปาฏลีบุตร” (Pataliputra)
เป็นชื่อที่ปรากฏในเอกสารโบราณของลังกาที่เป็นรายงานของข้าราชการสิงหลที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งได้กล่าวถึงเมืองนี้ไว้ในตอนเที่ยวกลับเพราะเรือเสียที่ตลื่งหน้าเมืองนี้ โดยเรียกคู่กันในเอกสารชิ้นนี้ว่า “เมืองปาฏลีบุตร” ในบางตอน และ “เมือง ละคอน” (Muan Lakon) ในบางตอน
“ลึงกอร์”
เป็นชื่อที่ชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส ใช้เรียกชื่อเมืองตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ชื่อลึงกอร์นี้ชาวมาเลย์ในรัฐกลันตันและเมืองใกล้เคียงใช้เช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวไทยมุสลิมในบริเวณดังกล่าวนี้ไม่เคยเรียกชื่อตามพรลิงค์ว่า “นครศรีธรรมราช” เลยมาแต่สมัยโบราณยิ่งกว่านั้นแม้แต่คําว่า “นคร” เขาก็ไม่ใช้ เพราะเขามีคําว่า “เนการี” หรือ “เนกรี” (Nigri) อันหมายถึงเมืองใหญ่ หรือนครใช้อยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 3 จังหวัดยังคงเรียกตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราชว่า “ลึงกอร์” อยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้ชื่อ “ลิกอร์” ที่ชาวโปรตุเกส ฮอลันดา และยุโรปชาติอื่น ๆ ใช้เรียกชื่อตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช อาจจะเรียกตามที่ชาวมาเลย์และชาวพื้นเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยทั้ง 3 จังหวัดใช้ก็ได้ เพราะชาวยุโรปคงจะอาศัยชาวมาเลย์เป็นคนนําทางหรือเป็นล่ามในการแล่นเรือเข้ามาค้าขายกับเมืองท่าต่าง ๆ บนแหลมมลายูตอนเหนือ หรือคาบสมุทรไทย (ประชุม ชุ่มเพ็งพันธุ์, 2523, น. 95-96)
“ลิกอร์” (Ligor)
เป็นชื่อที่พ่อค้าชาวโปรตุเกสซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือในสมัยรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่สอง หรือเมื่อ พ.ศ. 2061 อันเปนชาวยุโรปชาติแรกที่ได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยใช้เรียกตามพรลิงค์ หรือนครศรีธรรมราช และพบว่าที่ได้ เรียกแตกต่างกันออกไปเป็น “ละกอร์” (Lagor) ก็มี นักปราชญ์สันนิษฐานว่า คําว่า “ลิกอร์” นี้ชาวโปรตุเกสคงจะเรียกเพี้ยนไปจากคําว่า “นคร” อันเป็นคําเรียกชื่อย่อของ “เมืองนครศรีธรรรมราช” ทั้งนี้เพราะชาวโปรตุเกสไม่ถนัดในการออกเสียงตัว “น” (N) จึงออกเสียงตัวนี้เป็น “ล” (L) ดังนั้นจึงได้เรียกเพี้ยนไปดังกล่าว แลัวในที่สุดชื่อ “ลิกอร์” นี้กลายเปนชื่อที่ชาวตะวันตกรู้จักกันดี (๓๑)
ในจดหมายเหตุของวันวลิต (Jeremais Van Vliet) พ่อค้าชาวดัทช์ ซึ่งเป็นผู้จัดการห้างฮอลันดา และเข้ามาประเทศไทยในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ก็ไดัเรียกเมือง นครศรีธรรมราชว่า “ลิกูร์” (Lijgoor Lygoot) (Van Vliet, 1975, p. 16)
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จอห์น ครอวฟอร์ด (John Crawfurd) ฑูตชาวอังกฤษที่เป็นตัวแทนของบริษัทอินเดียตะวันออก ของอังกฤษเข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทย ก็เรียกนครศรีธรรมราชว่า “ลิกอร์” (Crawfurd, 1967, pp. 443)
แม้แต่ในปจจุบันนี้ชาวตะวันตกก็ยังใช้ชื่อนี้กันอยู่ อย่างชื่อศิลาจารึกหลักที่ 23 ที่พบ ณ วัดเสมาชัย (คู่แฝดกับวัดเสมาเมือง ต่อมารวมกับบางส่วนเป็นวัดเสมาเมือง) อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นั้น ชาวตะวันตกและเอเชียรู้จักกันในนาม “จารึกแห่งลิกอร์” (Ligor Inscription) นอกจากนี้ยังเรียกด้านที่ 1 ของศิลาจารึกหลักนี้ว่า “Ligor A” และเรียกด้านที่ 2 ว่า Ligor B “ (๓๔) ดังนั้นนอกจาก “ตามพรลิงค์” แล้ว ชื่อเก่าของนครศรีธรรมราชอีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในระยะหลัง คือ “ลิกอร์” (ธิดา สาระยา, 2526, น. 110)
“ละคร” หรือ “ลคร” หรือ “ละคอน”
คงจะเป็นชื่อที่เพี้ยนไปจากชื่อ “นคร” อันอาจจะเกิดขึ้นเพราะชาวมาเลย์ และชาวตะวันตกเรียกเพี้ยนไป แล้วคนไทยก็กลับไปเอาชื่อที่เพี้ยนนั้นมาใช้ เช่นเดียวกันกับที่เคยมี ผู้เรียกนครลําปางว่า “เมืองลคร” หรือ “เมืองละกอน” เป็นต้น และคงเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ดังหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารโบราณของฑูตสิงหลที่รายงานไปยังลังกา เมื่อ พ.ศ. 2264 ดังที่ได้กล่าวมาแล้ในชื่อ “ปาฏลีบุตร” ข้างต้นนั้น นักปราชญ์บางท่านให้ความเห็นว่าที่ได้เรียกเช่นนี้เพราะว่าเมืองนครเคยมีชื่อเสียง ทางการละครมาแต่โบราณ แม้แต่สมัยกรุงธนบุรีเมื่อเมืองหลวงต้องการฟื้นฟูศิลปะการละคร ยัง ต้องเอาแบบอย่างไปจากเมืองนครศรีธรรมราช (ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ 2523, น. 93)
“นครศรีธรรมราช”
เป็นชื่อที่อาจารย์ตรี อมาตยกุล และ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า คนไทยฝายเหนือเรียกขานนามราชธานีของกษัตริย์ “ศรีธรรมราช” ตามอิสริยยศของกษัตริย์ผู้ครองนครนี้ ซึ่งถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาทุก พระองค์ จนเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปและเป็นเหตุให้มีการขนานนามตามชื่ออิสริยยศของกษัตริย์ผู้ครองนครนี้ ซึ่งได้ใช้เรียกขานกันมาแต่สมัยสุโขทัยเป็นอย่างน้อยตราบจนปัจจุบันนี้ (ตรี อมาตยกุล, 2505, น. 11)
ด้วยวิวัฒนาการอันยาวนานแห่งนครศรีธรรมราช ดินแดนที่มีอดีตอันไกลโพ้นแห่งนี้ ชื่อที่ได้รับการจารึกไว้ในบันทึกแห่งมนุษยชาติ ณ ที่ต่างๆ กันทั่วทุกมุมโลก และทุกช่วงสมัยแห่งกาลเวลาที่นํามาแสดงเพียงบางส่วนเหล่านี้ ย่อมชี้ให้เห็นพัฒนาการและอดีตอันรุ่งโรจน์ของนครศรีธรรมราชได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อหวนกลับไปสัมผัสกับหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในนครศรีธรรมราชเข้าผสมผสานด้วยแล้ว ทําให้ภาพแห่งอดีตของนครศรีธรรมราชท้าทายต่อการทําความรู้จักกับ “นครศรีธรรมราช” ดินแดนที่ร่ํารวยไปด้วยมรดกทางอารยธรรมและศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้อย่างลึกซึ้งและจริงจังยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สํานักนายกรัฐมนตรี. ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 1. โรงพิมพ์สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.
ตรี อมาตยกุล. (2505). รวมเรื่องเมืองนครศรีธรรมราช. กรมศิลปากร.
ธรรมทาส พานิช. (2524). กรุงตามพรลิงค์ที่เมืองนครศรีธรรมราช. พุทธศาสนา, 49(1-2), 3.
ธิดา สาระยา. (2526). พัฒนาการของรัฐบาลบนคาบสมุทรไทย เน้นตามพรลิงค์ (คริสตศตวรรษที่ 6-13). ใน ประวัติศาสตร์และโบราณคดีนครศรีธรรมราช ชุดที่ 3. หน้า 94-118. วิทยาครูนครศรีธรรมราช.
ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. (2523). “ตามพรลิงค์. [วิทยานิพนธฺ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร].
สำนักงานจังหวัดนครศรีธรรมราช. (ม.ป.ป.). สำนักงานฯ . https://www.nakhonsithammarat.go.th/web_52/history.php
ยอร์ช เซเดส์. (2472). ประชุมศิลาจารึกสยาม ภาคที่ ๒. หอพระสมุดสําหรับพระนคร.
มิลินทปัญหา ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย. (2515). โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.
สาส์นสมเด็จ. (2478). ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘.
พระรัตนปัญญา. (2517). ชินกาลมาลีปกรณฺ์. กรมศิลปากร.
พระโพธิรังสี. (2506). สิหิงคนิทาน. กรมศิลปากร.
สาส์นสมเด็จ. (2478). ฉบับปลายเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘, เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘.
ไมตรี ไรพระศก. (2523). ปฏิกิริยาศิลปวัฒนธรรม. ศิลปวัฒนธรรม, 1(4), 67-68.
Culavamsa, C., Being the more recent part of the Mahavamsa, Part I, translated by W. Geiger, Pali Texi Society, Translation Series, No. ๑๘, London, ๑๙๒๙.
Van Vliet, J.(1975). The short history of the King of Siam, translated by Leonard Andaya. The Siam Society, Stanley, J. O, Connor. (1986). Si Chon: An early settlement in Penninsular Thailand, Journal of the Siam Society, LVJ(Pt. I), 4.
Stanley, J. O, Connor. (1975). Tambralinga and the Khmer Empire. Journal of the Siam Society, 63(pt. I), 161-175.
Senarat Paranavitana. (1966). Ceylon and Malaysia. Colombo: Lake House Investments Limited Publishers.
Colone Sir Henry Jule, translated and edited. (1903). The Book of Ser Marco
Polo: The Venetian Concerning the Kingdoms and Marvels of the East.
Views: 45148
