ตลาด 100 ปี ปากพนัง : วิถีชุมชนดั้งเดิมจากอดีตสู่ปัจจุบัน

        อำเภอปากพนัง มีสภาพภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล และมีอ่าวภายในบริเวณปากแม่น้ำปากพนัง ด้วยสภาพพื้นที่มีความเหมาะสม จึงกลายเป็นเป็นศูนย์กลางทางการค้าและเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นเมืองท่ามาตั้งแต่ครั้งอดีต เหมาะแก่การเดินเรือและการกระจายสินค้าต่อไปยังหัวเมืองสำคัญอื่น ๆ ทำได้ง่าย ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจในสมัยก่อนเฟื่องฟูมาก เนื่องจากมีสำเภาจากเมืองจีนและเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มาเทียบท่าและกระจายสินค้า และนอกจากนี้ยังปรากฏในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จเยือนปากพนัง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2448 ความตอนหนึ่งว่า

        “อำเภอปากพนังนี้ ได้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงฝั่งรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้น ผิดไปเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งมีถึงเพียงนี้” และอีกตอนหนึ่งว่า “เมื่อจะคิดว่าตำบลนี้มีราคาอย่างไรเทียบกับเมืองสงขลา เงินผลประโยชน์แต่อำเภอเดียวนี้ น้อยกว่าเมืองสงขลาอยู่ 20,000 บาทเท่านั้น บรรดาเมืองท่าในแหลมมาลายูฝั่งตะวันออก เห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง”         
        ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้รับรู้ถึงความเจริญรุ่งเรือง ของอำเภอปากพนังในอดีต เมื่อการเวลาผ่านไปความเจริญเข้ามาแทนที่ การดำเนินชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไป จากอำเภอที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองในอดีต กลับกลายเป็นอำเภอที่เงียบสงบรอการมาเยือนของนักท่องเที่ยว จากบริบทพื้นที่ความเป็นเมืองเก่า รอการรื้อฟื้น เพื่อการท่องเที่ยว

  ตลาด 100 ปี ปากพนังตั้งอยู่บริเวณฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำปากพนัง เทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดเก่าปากพนัง มีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ เป็นชุมชนพาณิชยกรรมที่มีการตั้งถิ่นฐานพร้อมกับการก่อตั้งเมืองปากพนังของท้องที่มณฑลเทศาภิบาล รศ. 114 (พ.ศ.2438)  และเป็นศูนย์กลางการค้าขายสินค้าประมง และสินค้าอื่น ๆ  โดยเป็นทั้งตลาดกลางการแลกเปลี่ยนสินค้าและชุมทางการเดินทางจากทะเลสู่แผ่นดินใหญ่  มีอายุยาวนานมากกว่า 100 ปี ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณตลาด ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฟาก คือฟากตะวันออกและตะวันตก ชุมชนนี้ประกอบด้วยชาวไทยและชาวจีน ซึ่งมีจำนวนมาก ในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ประเทศจีนกำลังเกิดภัยพิบัติจากการรบแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ตลอดจนเกิดทุพภิกขภัยทางธรรมชาติ อันนำมาซึ่งความอดอยากยากจนด้วย ชาวจีนเป็นจำนวนมากจึงต้องเดินทางออกไปแสวงหาที่ทำกินแห่งใหม่นอกประเทศ 2 และเข้ามาอยู่ในไทยด้วย ชาวจีนปากพนังคงมาอยู่เมืองไทยรุ่นเดียวกับการอพยพครั้งใหญ่นั้น  และมีการติดต่อค้าขายไปจนถึงแหลมมลายู โดยเฉพาะแถบปีนัง มะละกา ประเทศมาเลเซีย ที่มีคนจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประชาชนอยู่อาศัยในตลาดปากพนัง ประกอบอาชีพทำมาค้าขายรองรับผู้ที่เดินทางสัญจรทางน้ำ ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าของหัวเมืองทางใต้ของประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา

ย่านชุมชนตลาดในอดีต ช่วงก่อน พ.ศ. 2538 มีความเจริญรุ่งเรืองมาก จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการประมงก่อให้เกิดการขยายตัวของกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจการโรงน้ำแข็ง ห้องเย็น อู่ต่อเรือ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทะเลที่สามารถดึงดูดแรงงานเข้ามาอาศัยในเมืองรวมถึงซอกซอยต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างท่าเรือที่กระจายตามทางเดินริมน้ำ ซอย และถนนสายหลักเพื่อรองรับการสัญจรอิสระในหลายช่วงเวลาจากความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง ร้านขายผ้า ร้านอาหาร ร้านน้ำชา และร้านค้าอื่น ๆ ที่หลากหลาย และได้สร้างชีวิตชีวาเมืองแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางมีชีวิตของย่านชุมชนตลาดในอดีตที่ผ่านมา 

ย่านชุมชนตลาดในอดีต ช่วงก่อน พ.ศ. 2538 มีความเจริญรุ่งเรืองมาก จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการประมงก่อให้เกิดการขยายตัวของกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจการโรงน้ำแข็ง ห้องเย็น อู่ต่อเรือ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทะเลที่สามารถดึงดูดแรงงานเข้ามาอาศัยในเมืองรวมถึงซอกซอยต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างท่าเรือที่กระจายตามทางเดินริมน้ำ ซอย และถนนสายหลักเพื่อรองรับการสัญจรอิสระในหลายช่วงเวลาจากความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง ร้านขายผ้า ร้านอาหาร ร้านน้ำชา และร้านค้าอื่น ๆ ที่หลากหลาย และได้สร้างชีวิตชีวาเมืองแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางมีชีวิตของย่านชุมชนตลาดในอดีตที่ผ่านมา 

             ด้วยเหตุผลของทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมกับการเป็นเมืองท่า เอื้ออำนวยต่อการคมนาคมทางน้ำ ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมาเส้นทางจราจรทางบกที่เข้ามาแทนที่ การเดินทางทางน้ำทำให้ผู้คนหันหลังให้กับแม่น้ำปากพนัง ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมแม่น้ำเริ่มลดลง บรรยากาศการค้าขายในตลาดเก่าเมืองปากพนังเริ่มซบเซา และต้องเกิดการแข่งขันกับตลาดนัดภายนอก ทำให้ร้านค้าภายในตลาดต้องหาทางปรับตัวและหาทางอนุรักษ์ตลาด และหาทางฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกคร้ัง (เทศบาลเมืองปากพนัง, 2554) จนกระทั่งท้องถิ่นมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี พ.ศ.2556 เป้าหมายคือการพัฒนาตลาดที่เริ่มซบเซาลงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญดังเช่นสถานที่อื่น ๆ ของปากพนัง เช่น แม่น้ำปากพนัง พระตำหนักประทับแรมเฉลิมพระเกียรติ ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ แหลมตะลุมพุก คอนโดบ้านรังนก สถานที่สำคัญทางศาสนา ตลอดจนอาคารไม้โบราณหรือสถาปัตยกรรมเก่าแก่

        ตลาดร้อยปีปากพนังมีสเน่ห์และเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นแหล่งสะท้อน วิถีชีวิตดั้งเดิมเช่นในอดีต ผ่านสถาปัตยกรรมบ้านไม้เก่า อาหารพื้นถิ่น เช่น อาหารทะเลสด ขนมลา อาหารหวานคาวขึ้นชื่อ รวมถึงสินค้าหัตถกรรมในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น ชมทัศนียภาพริมน้ำ ทำบุญไหว้พระ ล่องเรือ และเลือกซื้อของฝาก ซึ่งช่วยให้ชุมชนยังคงบรรยากาศแห่งความเป็น “เมืองเก่าเล่าเรื่อง”

        ดังนั้นเทศบาลเมืองปากพนังจึงได้ตระหนักถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของตลาด 100 ปีแห่งนี้ โดยได้กำหนดเป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดเก่าร้อยปีปากพนังเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยมีแผนพัฒนาและมีผู้นำชุมชนและประชาชนเป็นพลังขับเคลื่อน เน้นการสร้างความยั่งยืนที่ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ชาวบ้านมีสิทธิ์และบทบาทโดยตรงในการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่ของตนเอง เพราะการท่องเที่ยวที่แท้จริงจะเกิดคุณค่าก็ต่อเมื่อคนในชุมชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของและพร้อมที่จะรักษาทรัพยากร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของตนไว้ให้ดำรงอยู่ การมีส่วนร่วมเช่นนี้จะช่วยสร้างความหวงแหนและความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เป็นรากเหง้าของท้องถิ่น

        การพัฒนาตลาด 100 ปีปากพนัง หน่วยงานภาครัฐจึงต้องมองอย่างบูรณาการ ไม่เพียงสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคำนึงถึงสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เศรษฐกิจควรเติบโตบนฐานการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดหรือกระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะเดียวกันสังคมชุมชนต้องได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็ง รักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ส่วนวัฒนธรรมจำเป็นต้องอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหารพื้นบ้าน และสถาปัตยกรรมเก่าให้คงอยู่เพื่อสืบทอดถึงคนรุ่นหลัง ด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องมีการจัดการที่รอบคอบ โดยเฉพาะพื้นที่ริมน้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของปากพนัง ต้องลดผล
กระทบจากการท่องเที่ยวทั้งเรื่องขยะ มลพิษ และการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น

        ช่วงหลังมีการฟื้นฟูตลาดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้บรรยากาศเก่า ๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จุดสำคัญคือการให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและจัดการตลาดด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ทำให้นักท่องเที่ยวมาเยือน แต่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกผูกพันและอยากรักษาความเป็นตัวตนของตลาดไว้ ทั้งอาหารพื้นบ้าน ของดีท้องถิ่น ตลอดจนบ้านไม้เก่า ๆ ที่ยังคงอยู่ริมแม่น้ำ ดึงความเป็น 100 ปี ความเก่าแก่มาเป็นจุดขาย รักษาสถาปัตยกรรมอาคารที่เป็นเสน่ห์ของชุมชนเก่า เช่น ตึกชิโนโปรตุกีส อาคารไม้ ตลาดเก่า เป็นต้น กิจกรรมการนั่งเรือข้ามฟาก 1 บาทเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ เชื่อมโยงสิ่งที่จะแวะชมของทั้งสองฝั่งแล้วใช้การนั่งเรือเป็นกิจกรรมร่วมเข้าไป ในความเป็นย่านชุมชน

        การพัฒนาตลาดร้อยปีจึงไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงการรักษาวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ของผู้คน และสิ่งแวดล้อมด้วย เทศบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีบทบาทช่วยสนับสนุน ทั้งเรื่องการอบรม การประชาสัมพันธ์ และการดูแลพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ตลาด 100 ปี ปากพนังก็จะไม่ใช่แค่สถานที่เที่ยว แต่จะเป็นมรดกของชุมชนที่สืบต่อไปได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิง

ทัศนีย์ นาคเสนีย์ และคณะ (2566). คู่มือบริหารตลาด 100 ปี เมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช. น.1-11.
สัณหรัช วัฒนพานิช. (2559). แนวทางการพัฒนาชุมชนตลาดเก่าด้วยการท่องเที่ยวยั่งยืน กรณีศึกษา ชุมชนตลาดเก่าเสาธงทอง เทศบาลเมืองปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์).
สาลินี ไชยศรี. (2564). ารโหยหาอดีต กับการท่องเที่ยวชุมชน อำเภอปากพนัง จังหวัด นครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการสังคมมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 11(2), 71-72.

Views: 3

Comments

comments

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.

Scroll to Top