หน้าหนาว อ่านอะไรดี : หนังสือน่าอ่านยามฤดูหนาว

       หน้าหนาว มาเยือนมีกิจกรรมทำกันรึยัง  ชวนอ่าน จะชวนทุกคนมาหากิจกรรมทำกันใน หน้าหนาว  ชวนมานอนอ่านหนังสือในหน้าหนาวนี้นอกจากได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ แล้ว ยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้เราอีกด้วย การนอนอ่านหนังสือโดยซุกใต้ผ้าห่ม หรือการนั่งอ่านหนังสือพร้อมมีชาร้อน ๆ  แสงแดดอ่อน ๆ ด้วยแล้ว อบอุ่นไปถึงไหนต่อไหนเลยทีเดียว การสร้างบรรยากาศอบอุ่นด้วยหนังสือที่เราอ่านนั้นจะต้องเลือกเนื้อหาที่อ่านแล้วอบอุ่นใจ  ถึงแม้บางเล่มจะพูดถึงความทรมานจากความหนาวที่ยาวนาน แต่ยังแฝงไปด้วยความอบอุ่นที่แฝงอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ หนังสือชุดนี้จะทำให้เราจะรับได้ถึงความหนาวจากบรรยากาศแต่มีความอบอุ่นจากเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือชุด “บ้านเล็กในป่าใหญ่”  มูมิน ฮาจิโกะ ล้วนแล้วทำให้สัมผัสถึงความหนาวเย็นของฤดูหนาวจากหิมะ และความหนาวรอบ ๆ ตัวที่เป็นช่วงหน้าหนาวที่ยาวนาน  แต่หากเราได้อ่านแล้วจะทำให้เราอ่านได้ยาว ๆ จนไม่อยากออกไปไหน อยากจะหาผ้าห่มอุ่น ๆ แล้วซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนอนอ่านไปทั้งหน้าหนาวเลยทีเดียว  

บ้านเล็กในป่าใหญ่

      บ้านเล็กในป่าใหญ่ เป็นหนังสือชุดที่ขาดไม่ได้สำหรับ หน้าหนาว ที่เราชวนคุณมาอ่านกับเรื่องราวละมุนหัวใจของพวกเขา  ที่เล่าเรื่องราวของของครอบครัวอิงกัลล์ส ท่ามกลางป่ากว้างในกระท่อมไม้ซุงหลังน้อยอันแสนสุขใน “บ้านเล็กในป่าใหญ่” หนังสือชุดนี้ถือเป็นวรรณกรรมเยาวชนสำคัญของอเมริกาและอาจจะของโลกด้วย เขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย สนุก ด้วยเรื่องราวของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่เติบโตขึ้นในรอยต่อประวัติศาสตร์ของคนอเมริกันยุคบุกเบิกดินแดนตะวันตก ที่ต้องต่อสู้กับอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่โรคภัยไข้เจ็บ การย้ายบ้านครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแสวงหา ‘โอกาส’ ที่ดีกว่า ผ่านการจับจองที่ดิน ภัยธรรมชาติอันโหดร้าย สัตว์ป่า แทรกไว้ด้วยเกร็ดการทำอาหาร ชีวิตทางสังคม ความรัก และความอบอุ่นในครอบครัว จึงกลายเป็นหนังสือ ‘อันเป็นที่รัก’ ของผู้คนมากมาย แนะนำให้อ่านเรียงเล่ม จะทำให้รู้เรื่องราวต่อเนื่องตั้งแต่เด็กจนโต และการอพยพจากทางตะวันออกมาทางตะวันตก และแต่ละเล่มเนื้อหาสมบูรณ์ และให้จบในตัว 

          เมื่อเราอ่านหนังสือชุดนี้ จะทำให้เราทรา่บถึงการดำเนินชีวิตของชาวอเมริกันในช่วงที่ผ่านมา ที่ได้บอกเล่าถึงการต่อสู้กับธรรมชาติและความลำบากยากแค้นมาด้วยความมานะอดทนเพียงไร ก่อนที่บ้านเมืองของเขาจะเจริญรุ่งเรืองจะเป็นประเทศมหาอำนาจในปัจจุบันนี้ และชั่วระยะเวลาเพียง 80 ปีเศษเท่านั้นเอง รัฐวิสคอนซิน Wisconsin ที่เคยเป็นป่าเปลี่ยวเป็นดินแดนของสิงสาราสัตว์ ได้กลับกลายเป็นบ้านเมืองซึ่งพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายที่เกิดจากอำนาจของวิทยาศาสตร์

เล่ม 1 : บ้านเล็กในป่าใหญ่

Little House in the Big Woods

บ้านเล็กในป่าใหญ่ เป็นเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ ที่มีพ่อ แม่ พี่เมรี่ ลอร่า และน้องแครี่ มีบ้านเล็กสีเทาทำด้วยไม้ซุงทั้งต้น ตั้งอยู่ในป่าใหญ่ของรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา รอบบ้านมีแต่ต้นไม้ใหญ่ ไกลออกไปก็ยิ่งมีต้นไม้หนาแน่น คนที่เดินทางไปทางทิศเหนือ เดินไปตลอดทั้งวันหรือทั้งอาทิตย์แม้จนตลอดเดือน ก็ยังไม่พ้นเขตป่า เขาจะไม่พบอะไรเลย ไม่มีบ้าน ไม่มีถนน ไม่มีผู้คน มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ป่า การใช้ชีวิตในบ้านเล็ก มีสัตว์ป่าเป็นอาหาร ฤดูหนาว ที่มีหิมะสูงเป็นเมตร แต่ครอบครัวนี้มีความสุขมากมายในบ้านเล็กนี้

เล่ม 2 : บ้านเล็กในทุ่งกว้าง

Little House on the Prairie

เล่าถึงครอบครัวของลอร่า ที่อพยพออกมาจากป่าใหญ่ ไปอยู่ในทุ่งกว้างดินแดนของพวกอินเดียแดง ที่รัฐแคนซัส พ่อบอกว่าในป่าใหญ่ มีคนอพยพมาอยู่มากเกินไปแล้ว แต่ชีวิตใหม่ในทุ่งกว้าง มีเรื่องราวมากมายในคืนอันเงียบสงัดของทุ่งกว้าง ภายใต้ความกลัวก็มีความรัก ความอบอุ่นของครอบครัวได้อย่างน่าประทับใจ ครอบครัวของลอร่าใช้ชีวิตในทุ่งกว้าง ได้ปีเดียวก็อพยพกันต่อ

เล่ม 3 : เด็กชายชาวนา

Farmer Boy

เป็นเรื่องของแอลแมนโซ ไวเดอร์ในวัยเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในรัฐนิวยอกร์ก เป็นชีวิตที่สนุกสนานและยากลำบากไปด้วย แอลแมนโซไปเรียนหนังสือ แล้วต้องช่วยพ่อปลูกข้าว ปลูกพืชผัก เลี้ยงวัว เลี้ยงแกะ ไปทำงานรับจ้าง แต่ก็มีเวลาที่จะเล่นสนุกกับเพื่อน เรื่องราวของเด็กชายกับพี่ชายอีก 3 คน มีเรื่องราวที่น่าประทับใจของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียง เด็กชายแอลแมนโซ คือสามีของลอร่า

เล่ม 4 : บ้านเล็กริมห้วย

On the Banks of Plum Creek

ผู้เขียนได้เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่แสนสุขของเธอ ในช่วงที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ริมห้วยร่วมกับครอบครัว “บ้านเล็กริมห้วย” ของเธอ เป็นบ้านที่มีเพื่อนบ้านเป็นธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งป่าไม้ ทุ่งหญ้า แม่น้ำ สัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ บ้าน ซึ่งเรื่องราวในเล่มนี้ ลอร่าได้เล่าถึงความยากแค้นแสนเข็นของครอบครัวเธอที่มีต่อการเพาะปลูกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาถึง 2 ปี หลังจากอพยพมาอยู่ที่ “มินเนโซตา” ซึ่งจากความแร้นแค้นในครั้งนี้ ทำให้พ่อของเธอตัดสินใจพาครอบครัวย้ายไปอยู่ต่างแดนอีกครั้ง ซึ่งดินแดนแห่งใหม่นั้นเอง เป็นที่ ๆ พวกเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมอีกหลายอย่าง ทั้งต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด การต้องและต้องอยู่กับธรรมชาติด้วยความเข้าใจและเป็นหนึ่งเดียว การผจญภัยของลอร่าและน้อง ๆ ของเธอ ปัญหาที่ต้องแก้ไขไม่เว้นแต่วัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น พวกเขาผ่านมันไปได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความรักของทุกคนภายในครอบครัว ซึ่งนอกจากการได้เห็นวิถีชีวิตของครอบครัว “อิงกัลส์ล” แล้ว เนื้อหาในเรื่องยังซ่อนกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และสังคมประจำวันของอเมริกาในยุคนั้นไว้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เล่ม 5 : ริมทะเลสาบสีเงิน

By the Shores of Silver Lake

เรื่องเริ่มต้นในวันที่สมาชิกในบ้านป่วยเป็นไข้อีดำอีแดงเกือบทุกคน คือแม่ แมรี่ น้องแครี่ และมีน้องเกรซ น้องคนสุดท้องเพิ่มมาอีกคน เหลือเพียงลอร่ากับพ่อที่เป็นกำลังหลักของบ้าน ไข้อีดำอีแดงนี้ทำให้ตาของแมรี่บอดไป แถมเธอยังต้องโกนผมจนเหมือนเด็กผู้ชายด้วย  เป็นการเปิดเรื่องที่ช่างสลดหดหู่เหลือเกิน

ครอบครัวอิงกัลล์ส เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ยิ่งอ่านเราก็ยิ่งผูกพันกับตัวละครในครอบครัวนี้ ได้แต่ช่วยลุ้นในใจว่า เมื่อไรพวกเขาจะได้พบเจอกับสิ่งที่ดีๆ บ้างสักที

แล้ววันหนึ่ง อาดอเซียก็มาเยี่ยมถึงบ้าน (อาดอเซียเคยปรากฏตัวในเล่มแรกก่อนการอพยพครั้งแรก) อาไฮ สามีของอาดอเซียเป็นผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟทางภาคตะวันออก และตอนนี้สามีของเธอต้องการคนดี ๆ ไปเป็นพนักงานพัสดุเก็บรักษาข้าวของ  ทำบัญฐี ทำทะเบียนลงเวลาทำงานของคนงาน เขากำลังต้องการคนไปช่วยงาน เงินเดือนดีมาก และพ่อตกลงรับงงานนี้  ครอบครัวอิงกัลล์ส จะต้องย้ายบ้านอีกครั้ง! และการเดินทางครั้งนี้จะต้องเดินทางด้วยรถไฟ ลอร่าตี่นเต้นมาก

การอพยพโยกย้ายในครั้งนี้ แตกต่างกว่าครั้งอื่นๆ อยู่หน่อยตรงที่พ่อจะต้องขับเกวียนขนของไปก่อนรอบหนึ่ง จากนั้นแม่และลูกๆ ที่เหลือจะซื้อตั๋วรถไฟขึ้นตามไป มันเป็นการนั่งรถไฟครั้งแรกของเด็กๆ ทุกคน แต่มันกลายเป็นความน่ากลัวมากกว่าตื่นเต้น และเป็นประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางของลอร่า เพราะไม่มีอะไรที่น่าประหลาดใจไปกว่ารถไฟอีกแล้ว 

ในตอนนี้ ความโชคร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว การเดินทางครั้งนี้คือความหวังอันใหม่ และเราทุกคน รวมไปถึงคนอ่าน ก็ได้แต่หวังว่ามันคงเป็นการอพยพครั้งสุดท้ายของครอบครัวนี้เสียที

เมืองที่ครอบครัวอิงกัลล์สย้ายมาจับจองถือครองนี้เป็นเมืองที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นใหม่ เมื่อทางรถไฟสร้างผ่าน เมืองก็จะถือกำเนิดขึ้นเมืองแห่งนี้นั้นยังไม่ถูกตั้งชื่อ แต่ถูกกะการณ์กันว่า มันจะมีชื่อว่าเมืองเดอสเม็ต การเริ่มต้นของครอบครัวอิงกัลล์ส ก็เป็นการเริ่มต้นไปพร้อมๆ กับอีกหลายครอบครัวที่พากันอพยพมาจับจองพื้นที่ในเมืองใหม่นี้ด้วย

เล่ม 6 : ฤดูหนาวอันแสนนาน

The Long Winter

บรรยายความรู้สึกในฤดูหนาวอันยาวนาน นานเหลือเกิน นานจนรู้สึกได้ว่าจะไม่มีจบสิ้นและรู้สึกง่วงซึมไม่เคยจริง ๆ เลย เป็นคำบรรยายของหนังสือเล่มนี้ ที่บรรยายถึงความรู้สึกของฤดูหนาว  และปีนี้เป็นปีแรกที่ทุกคนได้มาอยู่ที่ทุ่งกว้างกลางที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัว พวกเขามีเวลาเตรียมการไม่นานนักก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ยังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เต็มที่ บ้านก็ยังสร้างเอาไว้ไม่แข็งแรงพอ แต่แล้วปีแรก ก็กลายเป็นปีที่มีฤดูหนาวยาวนานกว่าปีอื่นๆ เป็นปีที่มีฤดูหนาวที่โหดร้ายทารุณที่สุดในรอบ 21 ปี มันเป็นฤดูหนาวที่ยาวนานและสร้างความทรมานได้ดีจริงๆ

แต่ครอบครัวนี้ก็รอดพ้นมันมาได้ สมาชิกของคนในเมืองนี้ที่เพิ่งมาตั้งรกรากกันที่เมืองใหม่ (แผ่นดินดาโกต้า) ส่วนมากจะเป็นคนโสด หรือพี่น้อง หรือคู่สามีภรรยาแต่งงานใหม่ แบบที่เป็นครอบครัวใหญ่แบบครอบครัวอิงกัลล์สนี้มีไม่มาก ครอบครัวใหญ่ จึงเป็นครอบครัวที่ต้องบริหารทรัพยากรที่่มีอยู่จำกัด ให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันแสนนานนี้ไปให้ได้ โชคดีที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขาจะต้องพลิกแพลงกันทุกวิธี เพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้ท่ามกลางพายุหิมะและฤดูหนาวอันยาวนาน

เล่ม 7 : เมืองเล็กในทุ่งกว้าง

Little Town on the Prairie

พบกับเรื่องราวของ “ลอร่า อิงกัลล์ส” เด็กหญิงตัวน้อย ที่เติบโตขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของเธอลงในหนังสือกระท่อมน้อย ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1870 กลางป่าลึกแห่งมลรัฐวิสคอนซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเต็มไปด้วยฝูงสุนัขป่า เสือดำ และหมี และที่ตรงนั้นเอง หนูน้อยลอร่าได้อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ แมรี่ พี่สาว และแครี่ น้องสาววัยแบเบาะของเธอ ในกระท่อมไม้ซุงหลังน้อย ที่อบอุ่นสบาย พ่อเข้าป่าล่าสัตว์ ส่วนแม่ทำเนยและชีส รับประทานกันเอง ตลอดคืนอันยาวนาน แม้สายลมหนาว จะโบกโบย ส่งความรู้สึกเศร้าสร้อยเพียงใด พ่อก็ยังคงขับกล่อมด้วยบทเพลงจากไวโอลินตัวน้อย เพื่อให้ทุกคนอบอุ่นใจและมีความสุข

เล่ม 8 : ปีทองอันแสนสุข

These Happy Golden Years

หนังสือเล่มสุดท้ายในชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ บรรยายเรื่องราวพัฒนาการความรักระหว่างลอร่าและอะแมนโซ่ที่ทำให้อมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง สนุกสนานไปกับความวุ่นวายเล็ก ๆ ในการจัดพิธีแต่งงานอย่างเร่งด่วน เรียนรู้วัฒนธรรมการออกเรือนของหนุ่มสาวอเมริกันในยุคบุกเบิกสร้างบ้านสร้างเมือง

    ……แล้วขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะตกลับขอบฟ้า พ่อก็เล่นเพลงเก่า ๆ ที่ลอร่าเคยได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ ซอดังเป็นเพลงซึ่งลอร่าเคยได้ฟังในป่าใหญ่ มลรัฐวิสคอนซิน แล้วก็ถึงทำนองที่พ่อเคยสีเล่นอยู่ข้างกองไฟกลางทุ่งกว้าง ที่แคนซัส มันทำเสียงโอดครวญเลียนเสียงนกไนติงเกลที่ร้องเพลงกลางแสงจันทร์อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเวอร์ดิกริส ทำให้หวนนึกถึงวันเวลาในบ้านโพรงดินริมลำห้วยพลัมครีกและตอนค่ำในฤดูหนาวที่ในบ้านใหม่ซึ่งพ่อสร้างขึ้นที่นั่น แล้วซอก็ครวญเพลง ที่พ่อเคยเล่นในตอนคริสต์มาสที่ริมทะเลสาบสีเงิน และฤดูใบไม้ผลิหลังฤดูหนาวครั้งที่นานแสนนานครั้งนั้น ครั้นแล้วซอก็บรรเลงทำนองที่แสนจะไพเราะและเสียงลึกทุ้ม ๆ ของพ่อก็ประสานขึ้นมาเป็นเพลงรัก…

เล่ม 9 : สี่ปีแรก

The First Four Years

เล่าเรื่องราวถึงความลำบากของลอร่ากับแอลแมนโซ ไวล์เดอร์ ในปีแรกๆ ของชีวิตสมรส และมีเรื่องการเกิดของโร้ส บุตรสาวของลอร่ากับแอลแมนโซ “คุณลองพยายามดูสักสามปีเป็นยังไง พอถึงตอนนั้นแล้ว ถ้าผมทำงานไม่ได้ผล ผมจะเลิกทำนา ไปทำงานอะไรก็ได้ที่คุณอยากให้ผมทำ ผมสัญญาว่าพอครบสามปีแล้วและผมทำไม่สำเร็จจนคุณไม่อยากจะให้ทำต่อไปอีกผมจะทิ้งไร่ทิ้งนาไปทำงานอื่น ลอร่ายอมตกลงว่าจะลองพยายามดูสามปี เธอชอบม้าและชอบอิสระ ชอบความกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งกว้างซึ่งมีสายลมพัดต้นหญ้าสูง ๆ ในหนองให้โบกยวบยาบ ๆ อยู่ตลอดเวลา ที่ดินสองแปล แปลงละร้อยหกสิบเอเคอร์ ซึ่งดินดำดีมีโอชะอุดมสมบูรณ์ก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาทั้งสอง เพราะแมนลี่ได้พิสูจน์ให้เห็นความเข้มแข็งอดทนของเขาแล้ว”

เล่ม 10 : ตามทางสู่เหย้า

On the Way Home

เล่าเรื่องราวในชีวิตของลอร่าและครอบครัวของเธอ ในขณะที่ครอบครัวของเธอเริ่มสร้างบ้านใหม่หลังจากที่ได้ชำระหนี้สินที่จำนองที่ดินเขาไว้เรียบร้อยแล้ว แม่ว่า…เมื่อชำระหนี้สินที่จำนองที่ดินเขาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้เวลาอีกราวสองสามปีเท่านั้นเอง และเมื่อสวนผลไม้ออกลูก หากว่าผลไม้ได้ราคาดี ถึงตอนนั้นเราก็คงจะล้อมรั้วรอบที่ดีของเราด้วยลวดหนาม แล้วสร้างโรงนาใหม่ขึ้น  และในตอนนั้นเราก็คงจะมีวัวมีม้าหลายตัวแล้ว หลังจากนั้นเราจึงจะสร้างบ้านใหม่ แม่ตื่นจากฝันด้วยอาการสะดุ้ง แล้วร้องต๊ายตาย! เป็นเวลาทำงานตอนเย็นแล้ว! ที่แท้แม่ฝันไปนั่นเอง เมื่อฉันโปรยข้าวโพดให้ไก่ ตักน้ำจากน้ำพุมาเติมอ่างน้ำของมันทุกใบแล้ว ฉันก็เที่ยวไปหาไข่ แม่ไก่ที่กำลังกกไข่ เอาไข่ซ่อนไว้ตามกองหญ้าแห้งบ้าง ในกองฟางบ้างและแม้แต่ในกองหญ้ารก ๆ ก็ยังมี ฉันได้ยินเสียงแม่ผิวปากอยู่ในกระท่อมขณะที่แม่ทำอาหารเย็น…”

มาต่อด้วยหนังสือเกี่ยวกับตัวการ์ตูนโทรลที่ชื่อว่า มูมิน ที่เป็นตัวละครหลักในเรื่อง “The Moomins” วรรณกรรมเด็กของประเทศฟินแลนด์ เขียนโดย ทอเวย์ ยาร์นซัน (Tove Jansson) เป็นการ์ตูนคลาสสิคที่โปรดปราณของชาวฟินแลนด์ สวีเดน รัสเซียและประเทศใกล้เคียงอีกหลายประเทศ  และเป็นการ์ตูนที่สร้างความละมุนหัวใจได้ไม่แพ้กัน ด้วยเรื่องราวของพวกเขา ในดินแดนแห่งความหนาวเหน็บ

จุดกำเนิดของ “มูมิน” มาจากกำแพงห้องน้ำที่บ้านพักตากอากาศตั้งแต่ ทอเวย์ ยาร์นซัน ไปเมื่อตอนเธอยังเด็กๆ และในตอนนั้นเธอกำลังกำลังถกเถียงเรื่องปรัชญากับพี่ชายของเธออยู่ นับเป็นการสร้างสรรค์ผลงานครั้งแรกของเธอตั้งแต่ยังเล็ก หลังจากที่เธอได้เข้าเรียนเกี่ยวกับศิลปะที่ฟินแลนด์ เธอก็วาดรูปมูมินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมูมินปรากฏตัวสู่สายตาประชาชนครั้งแรกเมื่อปี 1938 บนนิตยสาร Garm นิตยสารของประเทศฟินแลนด์เพื่อตีพิมพ์ลงในวารสารต่อต้านฮิตเลอร์ของฟินแลนด์มาก่อนด้วย โดยขณะนั้น ทอเวย์ ยาร์นซัน มักจะวาดภาพมูมินให้มีหน้าตาใกล้เคียงกับโทรล ทั้งรูปร่างผอมและสีหน้าเต็มไปด้วยความน่ากลัว

หลายๆ คนต้องตอบอย่างมั่นใจว่ามูมินคือ “ฮิปโปโปเตมัส” แน่นอนเลยใ่ช่ไหม แต่จริงๆ แล้วมูมินคือตัว “โทรล” (Troll)  ที่น่ารัก ตะมุตะมิ เหลือเกิน นั่นก็เพราะว่า โทรลก็คือผู้พิทักษ์ป่าไม้และธรรมชาติ หากตัวเรามองว่าป่านั้นน่ากลัวและไม่เป็นมิตร ก็ไม่แปลกที่โทรลในจินตนาการของบางคนอาจจะดูดุร้าย แต่ถ้าเรามองว่าธรรมชาติและป่าไม้เป็นมิตรกับเรา โทรลก็จะออกมาน่ารักแบบมูมินนั่นแหล่ะ! 

หนังสือเรื่อง The Moomins เป็นการเล่าถึงเรื่องราวอันเรียบง่ายของเหล่ามูมินที่อาศัยอยู่ในโลกในจินตนาการชื่อว่า “Moominvalley” ซึ่งทุกคนอาศัยอยู่กันอย่างสงบ และตัดขาดจากโลกมนุษย์อันวุ่นวาย ตัวละครหลักๆ ในหมู่บ้านมูมินมี 23 ตัว ส่วนของครอบครัวมูมินนั้นประกอบไปด้วย (Moominpappa), มูมินแมมมา  (Moominmamma) และ ตัวมูมิน ลูกชายคนเดียวของครอบครัว นอกจากนี้มูมินยังมีเพื่อนๆ ในเรื่อง คือ เฮมูลเลน (Hemulen) สนิฟ (Sniff) นางสาวสนอร์ค (The Snork maiden) สนัฟคิน (Snufkin) และ หนูนิด (Little My)
 
ครอบครัวมูมินอาศัยอยู่ในบ้านของมูมิน (The Moominhouse)  บ้านทรงกลมสูง รูปร่างคล้ายปล่องไฟของเตาผิง ตัวบ้านสีฟ้าและมีหลังคาสีแดง เชื่อกันว่าที่บ้านมูมินมีลักษณะเช่นนี้เพราะเจ้ามูมินทั้งหลายอาศัยอยู่ในปล่องไฟเตาผิงของ ทอเวย์ ยาร์นซัน นั่นเอง 
(ที่มา : https://minimore.com/b/minimore-fun/118)

เมืองมูมินกลางฤดูหนาว

เมืองมูมินกลางฤดูหนาว

Moominland Midwinter

เมื่อถึงฤดูหนาว ทุกชีวิตในเมืองมูมินต่างก็หลับใหล เป็นเวลาหลายเดือน ตามธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณตั้งแต่มีมูมินตัวแรกเกิดขึ้นในโลก แต่มูมินโทรลไม่ใช่อย่างนั้น  เขากลับตื่นขึ้นมาเฉยๆ กลางฤดูหนาวอันเป็นเวลาที่มูมินทุกตัวจะต้องจำศึล  เขาปลุกใครๆ แต่ก็ไม่มีใครตื่น มูมินจึงตัดสินใจออกไปข้างนอกคนเดียวและได้พบเห็นสิ่งซึ่งไม่มีมูมินตัวใดในโลกเคยได้เห็น และพวกมูมินไม่เคยรู้จัก ส่งผลให้เขากลัวและตื่นตระหนก นั่นคือโลกในฤดูหนาวซึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ เขามีเพื่อนที่คุ้นเคยจากโลกในฤดูร้อนเพียงคนเดียวคือ หนูมาย นอกนั้นล้วนเป็นเพื่อนใหม่มหัศจรรย์ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน รวมทั้ง –ทูทิกกี้– เป็นเพื่อนที่ทำให้มูมินก้าวผ่านความหนาวไปได้ เพราะทูทิกกี้เป็นผู้รอบรู้ เข้มแข็งแต่ทว่าโรแมนติก และละเอียดอ่อน  เขาได้เรียนรู้โลกเดิม ๆ ในแง่มุมใหม่ ๆ เข้าใจผู้อื่นและโลกที่แตกต่างมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเขากล้าหาญและเติบโตด้วยตัวเองในที่สุด 

พฤศจิกายนในหุบเขามูมิน

Moominvalley in November

วันหนึ่งในเดือนพฤศิจกายน จู่ๆ ผองเพื่อนทั้งหลายของครอบครัวมูมินที่อยู่ตามที่ต่างๆ ของตัวเอง ต่างก็รู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกเศร้าหมอง รู้สึกไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร รู้สึกไม่มีพลังสร้างสรรค์

แน่นอนว่าในภาวะแบบนี้ พวกเขาต้องนึกถึงครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ครอบครัวที่มีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ครอบครัวที่อบอุ่นเพราะมีคุณแม่มูมินที่เด็กทุกคนถวิลหา ครอบครัวที่แค่นั่งมองพวกเขาเราก็เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นมา 

มันราวกับว่า พวกเขาไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เป็นตัวของตัวเอง แล้วทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวก็ผ่านไปได้อย่างดี ครอบครัวมูมินเป็นอย่างนี้เสมอมา 

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อใครสักคนและหลายคนเรียกร้องหาครอบครัวมูมินพวกเขาต่างเก็บข้าวของเร่งออกเดินทาง เพื่อจะพบว่า……

ครอบครัวมูมินหายตัวไปจากหุบเขา ขณะที่เพื่อนเก่าของพวกเขาพร้อมใจกันเดินทางมาหาถึงบ้าน 

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาผิดหวังแต่ยังเชื่อมั่นและทำดีที่สุดตามแบบของตัวเอง และบ้างก็แบบที่เชื่อว่าคุณแม่มูมินจะทำ ถ้าเธออยู่ที่นี่ 

ฮาจิโกะ

ฮาจิโกะ เป็นอีกเรื่องราวที่อบอุ่นใจในความรัก ความซื่อสัตย์ของเจ้าของและสัตว์เลี้ยงที่ไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไปขนาดไหน หนาวเหน็บยังไงเขาก็ยังคอยคุณอยู่ ไม่ยอมไปไหน สิ่งเดียวที่มาเปลี่ยนแปลงได้คือขีวิตของตัวเอง อ่านแล้วจะเปลี่ยนความหนาวเหน็บเป็นความอบอุ่นใจได้สำหรับ หน้าหนาวนี้ที่กำลังมาเยือน

ฮาจิโกะ

Hachiko

เมื่อศาสตราจารย์เอซาบูโร อูเอโนะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว รับสุนัขมาเลี้ยงตัวหนึ่ง มิตรภาพระหว่างเขากับฮาจิโกะก็ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นความผูกพัน ทุกวันฮาจิโกะจะเดินไปส่งศาสตราจารย์ที่สถานีรถไฟ ตกเย็นก็จะมารอรับเขากลับบ้านตรงเวลาไม่เคยขาด ทว่ากิจวัตรประจำวันของทั้งสองกลับมีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงไปในวันหนึ่ง

นี่คือเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันจางหายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

แล้วคุณจะได้รู้ว่าบางครั้งการรอคอยอาจมีความหมายสำหรับใครบางคนมากกว่าที่คุณคิด

และคุณจะรู้สึกอบอุ่นใจกับความรัก ความซื่อสัตย์ของฮาจิโกะที่มีต่อเจ้าของ คนที่เคยเลี้ยงสุนัขจะเข้าใจ ซาบซึ้งความรู้สึกในความผูกพันสัมผัสระหว่างคนกับสุนัขแบบไม่ต้องอธิบาย เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่ซื่อสัตย์ยาวนาน ซึ่งหาได้ยากยิ่งจากมนุษย์ด้วยกันเอง  เหมือนคำพูดที่ว่า Dog is man’s Best Friend

หนังสือน่าอ่านยาม หน้าหนาว มาเยือนที่เสนอในเพจนี้ เป็นเรื่องราวความอบอุ่นใจ ที่แม้บางเรื่องจะบอกเล่าเรื่องราวของความลำบากจากฤดูหนาว แต่ยังมีความอบอุ่นใจปะปนอยู่ในการบอกเล่าผ่านตัวอักษรทุกเรื่องราว

อยากจะชวนคุณมาสัมผัสความอบอุ่นผ่านเรื่องราวทั้งหลายที่มีบรรยากาศของ หน้าหนาว หยิบซักเล่มมาอ่าน พร้อมชาอุ่น ๆ  สักแก้ว ผ้าห่มหนา ๆ ซักผืน หรือแสงแดดอ่อน ๆ ในหน้าหนาวนี้ แค่นี้ก็สามารถใช้เวลาให้หมดวันไปได้อย่างเพลิดเพลินแล้ว

แล้วคุณหล่ะ อยากจะยืมหนังสือเหล่านี้มาอ่านในยามนี้หรือยัง หรือถ้ายังไม่ใช่หนังสือเหล่านี้แล้ว ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่น่าอ่านยามหน้าหนาวอีกมั๊ย แชร์กันได้

Facebook Comments

facebook comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Back To Top
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์