Skip to content

ประเพณี สารทเดือนสิบ ที่นครศรีธรรมราช

สารทเดือนสิบ ประเพณีอันเก่าแก่และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช  เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่และมีการสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาลของจังหวัดนครศรีธรรมราช  และปัจจุบันก็ยังคงสืบสานประเพณีนีัอยู่อย่างต่อเนื่อง  สารทเดือนสิบ  ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือนสิบ (ประมาณปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม) เรื่องราวรายละเอียดอะไรบ้าง มาอ่านกันค่ะ

ประวัติความเป็นมา

ประเพณีสารทเดือนสิบ สันนิษฐานว่าเป็นประเพณีที่รับมาจากอินเดียเหมือนกับประเพณีอื่น ๆ อีกหลายประเพณีที่ชาวนครศรีธรรมราชรับมา ทั้งนี้เพราะว่าชาวนครศรีธรรมราชติดต่อกับอินเดียมานานก่อนดินแดนส่วนอื่น  ๆ ของประเทศไทย วัฒนธรรมและอารยธรรมของอินเดียส่วนใหญ่จึงถ่ายทอดมายังเมืองนครศรีธรรมราชเป็นแห่งแรก แล้วค่อย ๆ ถ่ายทอดไปยังเมืองอื่น ๆ และภูมิภาคอื่น ๆ ในประเทศไทย

ต้นกำเนิดของการทำบุญศราทธ์ ในเทศกาล “สารท” เดือนสิบก็คือการทำบุญให้ญาติ บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วในวันสิ้นเดือนสิบ คือแรม 15 ค่ำ การทำบุญสารทเดือนสิบนี้มีต้นกำเนิดมาจากธรรมเนียมพราหมณ์ในอินเดีย ซึ่งมีมาก่อนพุทธกาล คือเมื่อมารดา บิดา หรือปู่ย่าตายายตายไปก็ตั้งพิธีทำบุญ “ศราทธ์” ให้ โดยเอาช่วงวันสิ้นเดือนสิบ ในพิธีจะมีพราหมณ์เข้ารับเลี้ยง รับแจกของไทยทาน เราได้รู้เรื่องนี้ดีจากพุทธประวัติครั้งมัชฌิมโพธิกาลกล่าวไว้ว่า พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นมคธทรงทำพิธีนี้ตามธรรมเนียมพราหมณ์มาตลอด แต่เป็นการทำแบบเดิมเหมือนเซ่นไหว้ เซ่นผีบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย ไม่มีการอุทิศ ไม่มีการอนุโมทนา เป็นเพียงทำทานกับพราหมณ์เฉย ๆ ต่อมาภายหลัง ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังทำพิธีแบบพราหมณ์ แต่นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์มารับภัตตาหาร ถวายไทยทานแทนการเชิญพราหมณ์ (สารนครศรีธรรมราช) 

ความหมายของสารทเดือนสิบ

ขอบคุณภาพจาก Chaiyun Damkaew

คำว่า สารท  เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า สรท  [สะระ-]  หมายถึง ฤดูใบไม้ร่วง, ฤดูสารท. (ป.; ส. ศรท). (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน, 2554, น. 59) ซึ่งตรงกับคำว่า ศรท ในภาษาสันสกฤต 

ดังนั้น สารท จึงเป็นคำของอินเดีย โดยใช้เรียกฤดูใบไม้ร่วง หรือ Autumn ในภาษาอังกฤษ

รวมถึงเทศกาลทําบุญในวันสิ้นเดือนสิบ ด้วยการนําพืชพรรณธัญญาหารแรกเก็บเกี่ยวมาปรุงเป็นข้าวทิพย์และข้าวมธุปายาสถวายพระสงฆ์ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, 2546ม น. 1096, 1183)

”สารท” ยังหมายถึง การทําบุญตามกาล (พระมหาสันติ อุนจะนํา, 2541, น. 5051)

นอกจากนี้“สารท” (Sard) ในภาษาบาลี หมายถึง การประกอบพิธีเพื่อญาติที่ล่วงลับ หมายถึงการประกอบพิธีศพเพื่อแสดงความเคารพต่อวิญญาณที่ล่วงลับโดยบรรดาญาติ ๆ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอาหารและของที่มอบให้แก่พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี (PaliEnglish Dictionary,  2005, p. 1097) 
ฤดูสารทเป็นฤดูเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาติที่อยู่ในดินแดนถัดเขตร้อนขึ้นไป ส่วนของวันเทศกาลสารทของไทยไม่ใช่เป็นฤดูใบไม้ร่วง หรือเป็นฤดูพืชพันธุ์ธัญชาติและผลไม้สุกเพราะข้าวยังไม่สุก ผลไม้ก็มีบางชนิดเท่านั้นที่สุกในฤดูนี้  แต่ในประเทศที่อยู่ถัดจากเขตร้อนขึ้นไปแล้ว ฤดูสารทนี้เป็นที่ยินดีปรีดาในหมู่ประชาชนของเขา เพราะพืชพันธุ์ธัญญาหารและต้นไม้ที่ปลูกไว้กำลังให้ผลเป็นครั้งแรก เขาจึงถือเป็นเทศกาลที่ควรรื่นเริงยินดี ทำพิธีตามคติความเชื่อถือและนำผลไม้ที่เก็บเกี่ยวได้ไปทำขนมเซ่นพลี บูชาผีปู่ย่าตายาย หรือเทพเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อขอบคุณที่ดลบันดาลให้ตนเก็บเกี่ยวพืชผลได้ 

การเกิดประเพณีสารทเดือนสิบ

             ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องเปรต มีการนับถือกันอย่างแพร่หลายในอินเดียและเป็นความเชื่อที่มีมานานแล้วครั้งมีพระพุทธศาสนาแล้ว พุทธศาสนาจึงรับเอาเรื่องเก่าแก่สืบเนื่องกันมามาช้านานนี้มาปฏิบัติในศาสนาด้วย แต่แก้เป็นว่า ผู้ไปเกิดในดินแดนแห่งเปรต เป็นเพราะบาปกรรมที่ตนได้ก่อไว้ อาจจะผ่อนผลนั้นให้เบาลงได้ ถ้าหากว่าลูกหลานญาติมิตรทำบุญอุทิศข้าวปลาอาหารและปัจจัยอื่น ๆ ไปให้ ดังนั้นในการทำบุญเลี้ยงพระที่เรียกว่า ปุพพเปตพลี (คือพิธีเซ่นบรรพบุรุษที่ตายไปเป็นเปรต) หรือการทำบุญเป็นทุกษิณานุปทาน (คือทำบุญอุทิศไปให้) คงจะมีความคลี่คลายใจจากเรื่องพิธีศราทธ์ หรือพิธีเลี้ยงพราหมณ์ของชาวอินเดียดั้งเดิมนั่นเอง 

             ประเพณีสารทเดือนสิบของเมืองนครศรีธรรมราช คงจะเกิดขึ้นตามพระพุทธานุญาตของพระพุทธองค์  และด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกันกับที่ชาวอินเดียมีประเพณีเปตพลี เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบุพการีนั่นเอง และเหตุผลสำคัญที่เทศกาลการทำบุญของชาวนครศรีธรรมราชมีหลายประการ (ปรีชา  นุ่นสุข, 2540)

  • ประการแรก  ตามความเชื่อทางพุทธศาสนาเชื่อว่าในปลายเดือนสิบนั้น ปูย่าตายายและญาติพี่น้องซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะคนที่มีบาปมากจะตกนรกซึ่งเรียกว่า เปรต (คือ ผู้ตายล่วงหน้าไปก่อน) จะได้รับการปล่อยตัวจากพญายม เพื่อให้ขึ้นมาพบญาติพี่น้องและลูกหลานของตนในเมืองมนุษย์ในวันแรมค่ำหนึ่ง เดือนสิบ และให้กลับลงไปอยู่ในนรกดังเดิม ในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ดังนั้นในโอกาสที่ญาติพี่น้องที่ตกนรกได้ขึ้นมาเยี่ยมเยี่ยนนี่เอง ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงพยายามที่จะหาอาหารต่าง ๆ ไปทำบุญตามวัดต่าง ๆ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับขึ้นมาจากนรก ทั้งนี้เพราะกลัวว่าญาติมิตรของตนที่ขึ้นมาจากนรกจะอดหยากหิวโหย โดยมีการทำบุญในวันแรกที่ผู้ล่วงลับขึ้นมาจากนรก คือ วันแรมค่ำหนึ่ง เดือนสิบ ซึ่งชาวนครศรีธรรมราชบางท้องที่เรียกวันนี้ว่า วันหฺมฺรับเล็ก ครั้นถึงกำหนดวันที่ผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นจะต้องกลับลงไปอยู่ในนรกดังเดิม (คือวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ) จะมีการจัดทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเป็นการส่งผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง ชาวนครศรีธรรมราชบางท้องถิ่นเรียกวันนี้ว่า วันหฺมฺรับใหญ่
  • ประการที่สอง ในปลายเดือนสิบอันเป็นเทศกาลสารทนั้น เป็นระยะที่พืชพันธุ์ต่าง ๆ กำลังให้ผล ดังนั้นชาวเมืองส่วนใหญ่ซึ่งมีอาชีพทางการเกษตร จะชื่นชมกับผลิตผลที่ตนสู้ลงทุนลงแรงมานานหลายเดือน  การแสดงออกซึ่งความชื่นชมที่นิยมกระทำกันคือ จัดทำบุญตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมา ในงานบุญนี้ชาวบ้านจะนำพืชผลมาถวายพระสงฆ์
  • ประการที่สาม เพื่อเป็นการแสดงความสนุกสนานประจำปีร่วมกัน ซึ่งชาวนครศรีธรรมราชนิยมชมชอบการละเล่นพื้นบ้าน งานรื่นเริง และงานสนุกสนาน จึงถือโอกาสให้มีความรื่นเริงสนุกสนานไปด้วย                          

วันรับตายาย

          ประเพณี สารทเดือนสิบ จะเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ ตามปฏิทินจันทรคติ ถือเป็นวัน “รับตายาย”  ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นของประเพณีสารทเดือนสิบ พุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติเพียงแต่จัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดเป็นการรับ หรือการต้อนรับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับกลับสู่โลกมนุษย์เท่านั้น บางพื้นที่จะเรียกวันดังกล่าวนี้ว่า “วันหมฺรับเล็ก” และเรียกวันส่งตายายในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ว่า “วันหมฺรับใหญ่” 

ขอบคุณภาพจาก Chaiyun Damkaew
ขนมพอง
ขนมพอง
ขนมลา
ขนมลา
ขนมบ้า
ขนมดีซำ
ขนมไข่ปลา (ขนมกง)
ลาลอยมัน
ขอบคุณภาพจาก FB: เที่ยวแบบกรู

การส่งตายาย

          เมื่อใกล้ถึงวันส่งตายาย ซึ่งเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษประมาณ 1 – 3 วัน พุทธศาสนิกชนจะเตรียมจัดหาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อจัดหมฺรับ บางบ้านจะทำขนมพอง ขนมลาและขนมอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในการจัดหมฺรับ ซึ่งการจะหาของได้ง่ายที่สุด คือการไปซื้อในตลาด โอกาสบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะนำสิ่งของที่ต้องใช้มาวางขายกันอย่างคึกคัก ตลาดจึงเนื่องแน่นไปด้วยขนมที่ใช้จัด หฺมฺรับ  ในตลาดสดต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจะหอมกลิ่นขนมเดือนสิบไปทั้งตลาดเลยทีเดียว  วันนี้เองชาวนครศรีธรรมราชจะเรียกกันว่า “วันจ่าย” โดยมากจะตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือนสิบ

การจัดหฺมฺรับ

           คำว่า หฺมฺรับ เป็นคำภาษาถิ่นใต้ มาจากคำว่า สำรับ ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นคำมาจากภาษาเขมร  ของหรือคนที่รวมกันเข้าได้ไม่ผิดหมู่ผิดพวกเป็นชุดเป็นวงเป็นต้น เช่น ไพ่ 2 สำรับ พระพิธีธรรม 1 สำรับ มี 4 รูป นักสวดคฤหัสถ์ 1 สำรับ มี 4 คน, ภาชนะเช่นถาดเป็นต้นใส่ถ้วยชามพร้อมบรรจุอาหารคาวหรือหวานเป็นชุด เช่น สำรับคาว สำรับหวาน (พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน, 2554, น. 199)  
          สิ่งอันเป็นหัวใจของ หฺมฺรับ คือ ขนม 5 อย่าง อันเป็นเอกลักษณ์ของประเพณีสารทเดือนสิบของชาวนครศรีธรรมราชโดยเฉพาะ ได้แก่ 
ขนมพอง ซึ่งมีความฟ่องลอยมุ่งหมายจะอุทิศให้เป็นแพสำหรับบุรพชนใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติของพุทธศาสนา
ขนมลา
เป็นแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม
ขนมกง (ขนมไข่ปลา) เป็นเครื่องประดับ
ขนมดีซำ เป็นเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย
ขนมบ้า สำหรับบุรพชนได้ใช้เล่นสะบ้าต้อนรับสงกรานต์ (สมร  พูนพนัง, 2547, น. 6)
แล
ะมีผู้เฒ่าบางคนกล่าวไว้ว่าขนมที่เป็นหัวใจของหฺมฺรับ นั้นมี 6 อย่าง โดยเพิ่ม ลาลอยมัน (ขนมรังนก) ซึ่งใช้ต่างฟูกหมอนเข้าไปหนึ่งอย่าง ถึงจะเป็นห้าหรือหกอย่าง เราจะเห็นว่าขนมที่เป็นหัวใจของหฺมฺรับนั้น เป็นขนมแห้งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ๆ โดยไม่บูดเน่าทั้งสิ้น 

สารทเดือนสิบ

         การจัดหฺมฺรับ เป็นการเตรียมเสบียงอาหารบรรจุในภาชนะ เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในช่วงเทศกาลเดือนสิบ เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน หรือญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้นำกลับไปใช้สอยในนรกภูมิ  หลังจากถูกปล่อยตัวมาอยู่ในเมืองมนุษย์ช่วงเวลาหนึ่ง และต้องถึงเวลากลับไปใช้กรรมตามเดิม ฉะนั้นบรรดาลูกหลาน ก็จะต้องจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ อาหาร ฯลฯ มิให้ขาดตกบกพร่อง แล้วบรรจงจัดลงภาชนะ ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้ให้สวยงาม เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุด ให้บรรพบุรุษ ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความผูกพัน และความกตัญญู

        การยกหฺมฺรับ จะยกไปวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ชาวเมืองจะชวนกันไปวัด โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยม การไปวัดในวันนี้เพื่อนำหฺมฺรับที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว หรือจะนำของไปจัดไว้ก่อนก็ได้ แล้วทำการยกหฺมฺรับไปวัดด้วย  และการจัดหฺมฺรับจะจัดให้สวยงามหรือตกแต่งอย่างไรก็ได้ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของ นอกจากจะมีการยกหฺมฺรับแล้วยังนำอาหารไปถวายพระสงฆ์ด้วย และเรียกวันนี้ว่า วันหฺมฺรับใหญ่ หรือวันหลองหฺมฺรับ นอกจากยกหฺมฺรับแล้ว  จะมีการนำอาหารคาวหวานไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดครั้งใหญ่ ทำพิธีบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลให้บรรพชน และตั้งเปรตเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้วิญญาณที่ไม่มีลูกหลานมาทำบุญให้ ขณะเดียวกัน ก็ทำพิธีฉลองสมโภชหฺมฺรับที่ยกมาด้วย

การตั้งเปรด

       การตั้งเปรตนิยมตั้งกัน 2 แห่ง คือ ตั้งเปรตนอกวัด กับตั้งเปรตในวัด  การตั้งเปรดนอกวัดนั้น นอกจากนั้นมักจะมีการนำอาหารและขนมเดือนสืบอีกส่วนหนึงหรือเงินไปวางไว้ในที่ต่าง ๆ เช่น ตรงทางเข้าวัด ริมกำแพงวัด และโคนต้นไม้ เป็นต้น เพื่อแผ่ส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ปราศจากญาติหรือว่าวันนี้ญาติไม่ได้มาร่วมทำบุญและจัดหฺมฺรับมาวัด 

       การตั้งเปรตในวัด นิยมทำยกพื้นสูงขึ้น  ชาวบ้านจะนำขนมต่าง ๆ ไปวาง และยังนำเอาข้าว แกง ปลาเค็ม หมาก พลู ไปตั้งรวม ๆ กัน บนที่ตั้งเปรต มักจะตั้งไว้ใกล้ครัวฉันของพระ เพื่อจะได้เกิดความสะดวกตอนที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลแล้วพระจะสวดยะถาสัพพี (หมายถึง การอุทิศบุญให้คนตายและให้พรคนเป็น หรือพูดภาษาปากก็ว่า ยถา ให้ผี – สัพพี ให้คน) เพื่อให้ชาวบ้านได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้่ที่ล่วงลับไปแล้ว ปัจจุบันบางวัดทำเป็นศาลาถาวรก็มี บนหลาเปรตจะโยงสายสิญจน์โดยรอบและโยงไปถึงพระภิกษุสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์ โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อผู้ล่วงลับซึ่งนำมารวมกันในพิธีต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ จากนั้นพุทธศาสนิกชนจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญแก่ตายายผู้ล่วงลับ ช่วงพระสวดบทยะถาสัพพีไปถึงตอนที่จะจบในวรรคที่ว่า “สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทาโสตฺถิพะวันตุเต” พระจะชักสายสิญจน์ขึ้นเป็นสัญญาณ ชาวบ้านจะกรูกันไปแย่งชิงสิ่งของต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ทั้งหมด เรียกว่า “การชิงเปรต”

ภาพจาก Chaiyun Damkaew Photography

การชิงเปรด

          การชิงเปรต  จะเริ่มดำเนินหลังจากพระสวดบทยะถาสัพพีไปถึงตอนที่จะจบในวรรคที่ว่า “สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทาโสตฺถิพะวันตุเต” พระจะชักสายสิญจน์ขึ้นเป็นสัญญาณ หลังจากนั้นชาวบ้านจะกรูกันไปแย่งชิงสิ่งของต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ทั้งหมด บางคนหากระสอบ ถุงผ้ามาเตรียมไว้ก่อนแล้ว พอเห็นสัญญาณก็จะรีบขึ้นไปบนที่ตั้งเปรตไว้กวาดขนมต่าง ๆ ไว้ให้มากที่สุด แลัววิ่งหนีไปทันทีเพื่อไม่ให้ใครมาแย่งไปอีก การกระทำอย่างนี้ เรียกว่า “ชิงเปรต” คือไปชิงเอาของที่เขาตั้งให้เปรต ว่ากันว่าพวกเปรตทั้งหลายถ้าได้เห็นลูกหลานแย่งชิงของกันอย่างสนุกสนานแล้ว เปรตเหล่านั้นจะดีใจมาก จะกลับไปด้วยความสุข และการกรูเข้าไปแย่งอาหาร ถือว่าได้กุศลแรง หากต้องการเพิ่มความสนุกสนานในการชิงเปรต บางแห่งจะสร้างหลาเปรตให้สูง โดยมีเสาไม้ไผ่หรือไม้เหลาชะโอน หรือไม้หมากเพียงเสาเดียวแทนที่จะเป็นสี่เสาตามปกติ เสานี้จะขูดผิวจนลื่นแล้วทาน้ำมัน พอถึงตอนชิงเปรต ผู้คนตจะแย่งกันปีนขึ้นไป ขณะปีนป่ายจึงมักตกลงมาเพราะเสาลื่น หรือไม่ก็ถูกคนอื่่นดึงพลัดตกลงมา กว่าจะมีผู้ปีนไปถึงหลาเปรตได้ต้องใช้ความพยายามอยู่นานเป็นการเพิ่มความสนุกสนานขึ้นเป็นพิเศษ  บางพื้นที่ก็จะมาการโปรยทานด้วยเงินเหรียญ หรือเรียกว่า “กำพริก” แก่ผู้มาร่วมทำบุญอย่างสนุกสนานอีกด้วย
“พิธีชิงเปรต”เป็นการแสดงความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ส่วน หฺมฺรับ เป็นการจัดสํารับ อาหารไปให้เปรต คือขนมทั้ง 5 ชนิดนั้นมุ่งเน้นที่จะใช้แปรเปลี่ยนเป็นกระแสจิตของลูกหลานเพื่ออุทิศจิตวิญญานทั้งหลาย ตามจุดมุ่งหมาย  ด้วยขนม 5 ชนิดนั้นเปรียบได้กับปัจจัย 4 ในการดํารงชีวิต ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม หาพนะ เครื่องประดับ เบี้ยสำหรับใช้สอย และการละเล่น  พิธีชิงเปรตก็เปรียบเสมือนมาตราการทางสังคมให้มนุษย์ประพฤติดีปฏิบัติดี โดยผูกกับกรอบจริยธรรมอันดีจากความเชื่อเรื่องเปรต  ที่ตนเองต้องทุกข์ทรมานด้วยการกระทําเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่หรือในอดีตภพ  และในแง่ของความรู้สึกของลูกหลาน พิธีชิงเปรตทําให้เกิดความสุขกายสบายใจที่ได้แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่มีพระคุณของตนเอง ( เกษร ผลจำนงค์, 2560)

สารทเดือนสิบ
ภาพจาก Chaiyun Damkaew Photography

ปัจจุบันการทำบุญประเพณีสารทเดือนสิบ ของชาวนครศรีธรรมราชยังคงถือปฏิบัติกันอย่างเหนียวแน่น ถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญที่สุดในรอบปี และยังคงดำรงตามแนวทางที่ปฏิบัติตามประเพณีที่เคยถือปฏิบัติกันมา และถือเป็นประเพณีที่มีผลด้านจิตใจของผู้ปฏิบัติที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว อันเป็นค่านิยมที่ดีงามยิ่งของชาวใต้และของคนไทยทั่วไป และเป็นการกลับบ้านมาเยี่ยมครอบครัว ได้พบเจอญาติพี่น้องเครือญาติ  โดยเฉพาะได้พบเจอกันในวันทำบุญทั้งวันรับและส่งตายาย สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมืองที่หลอมรวมเป็นสถาบันครอบครัวทั้งในครอบครัวตัวเองและเครือญาติให้ยังคงความมั่นคงยืนยาวสืบทอดกันไปเรื่อย ๆ  ถึงแม้ในปัจจุบันประเพณีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่เป็นเพียงข้อปลีกย่อยเท่านั้น และยังมีการจัดงานรื่นเริงประจำปีอย่างยิ่งใหญ่ เรียกว่า “งานเดือนสิบ” เป็นประจำทุกปี ตามสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งนับเป็นเทศกาลประจำปีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดงานหนึ่งของภาคใต้ 

คำสำคัญ

สารทเดือนสิบ หรือ ทําบุญเดือนสิบ  หมายถึง ประเพณีสําคัญอย่างหนึ่งที่ชาวภาคใต้ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน  ทั้งนี้เนื่องมาจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

ผีตายาย — บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว

ทำบุญตายาย หรือประเพณีรับส่งตายาย — เป็นการถือคติว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้วกลับมาเยี่ยมลูกหลานในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และกลับนรกตามเดิมในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 แต่มีบางแห่งถือว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เหล่านี้เป็นตายาย เมื่อท่านมาก็ทำบุญรับ เมื่อท่าน กลับก็ส่งกลับ จึงเรียกประเพณีดังกล่าวนี้ว่า ทำบุญตายาย

หฺมฺรับ — เป็นคำภาษาถิ่นใต้ มาจากคำว่า สำรับ ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นคำมาจากภาษาเขมร  หมายถึง ของหรือคนที่รวมกันเข้าได้ไม่ผิดหมู่ผิดพวกเป็นชุด เป็นวงเป็นต้น เช่น ไพ่ 2 สำรับ พระพิธีธรรม 1 สำรับ มี 4 รูป นักสวดคฤหัสถ์ 1 สำรับ มี 4 คน, ภาชนะเช่นถาดเป็นต้นใส่ถ้วยชามพร้อมบรรจุอาหารคาวหรือหวานเป็นชุด เช่น สำรับคาว สำรับหวาน

ตั้งเปรต — คือการยกหฺมฺรับและถวายภัตตาหารพระภิกษุสงฆ์แล้วจะมีการตั้งเปรต แต่เดิมกระทำโดยเอาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ตรงทางเข้าวัดบ้าง ริมกำแพงวัดบ้าง หรือตามโคนต้นไม้บ้าง เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อมาในระยะหลังมีการสร้างร้านขึ้นสูงพอสมควรเรียกว่า “หลาเปรต” แล้วนำอาหารที่จะตั้งเปรตไปไว้บนหลาเปรตนั้น อาหารเหล่านี้จัดชนิดที่บรรพบุรุษชอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ขนม 5 อย่าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการทำบุญสารทเดือนสิบดังกล่าวแล้ว เมื่อตั้งอาหารบนหลาเปรตแล้วก็จะนำสายสิญจน์ที่พระสงฆ์จับเพื่อสวดบังสุกุลมาผูกไว้ เพื่อแผ่ส่วนกุศลไปยังผู้ล่วงลับไปแล้ว

ชิงเปรต — เป็นประเพณีเนื่องในเทศกาลวันสารทเดือนสิบของ ชาวภาคใต้  โดยทําร้านจัดหฺมฺรับ อาหารคาวหวาน ไปวางเพื่ออุทิศส่วนกุศลส่งไปให่เปรตชน (ปู่ ย่า ตา ยายและบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล่ว) หลังจากวางหฺมฺรับไว้บนร่านเปรตแล้ว  พวกลูกหลานที่ยังมีชีวิตก็จะเข้าแย่งอาหารนั้นแทนจึงเรียกว่า “ชิงเปรต”

หลาเปรต — หลา เป็นภาษาถิ่นใต้ หมายถึง ศาลา ดังนั้น “หลาเปรต” จึงหมายถึงศาลาที่ใช้สำหรับตั้งเปรต

เอกสารอ้างอิง

เกษร ผลจำนงค์. (2560). สารทเดือนสิบเมืองคอนฯ กุศโลบายที่แฝงมากับประเพณี ตัวอย่างคติความเชื่อภาคใต้ว่าด้วยประเพณีสารทเดือนสิบ ที่ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับภาษาไทย สาขาสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ และศิลปะ, 37(2), 233-248.
สำนักพิมพ์สารคดี. นครศรีธรรมราช. (2537). ด่านสุทธาการพิมพ์.

เทพ  เดชสุวรรณ. (2544). ชิงเปรต. วารสารลุ่มน้ำปากพนัง, 3(27), 21-22.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2559). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. ราชบัณฑิตยสถาน.
สมร พูนพนัง. (2547). ประเพณีเดือนสืบเมืองนครศรีธรรมราช. 
สารหอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช, 9(3), 4-7.
สมัย สุทธิธรรม.(2539). นครศรีธรรมราช. โอเดียนสโตร์.
ภูวนารถ สังข์เงิน. (ม.ป.ป.). สารทเดือนสิบ (ตอนที่ 1). สำนักวรรณกรมและประวัติศาสตร์. https://www.finearts.go.th/literatureandhistory/view/22363-สารทเดือนสิบ–ตอนที่-๑-
ภาพประกอบจาก เพจ Nakhon Si Thammarat นครศรีธรรมราช และ Chaiyun Damkaew Photography

Facebook Comments

facebook comments