Skip to content

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้ ช่วยให้อบอุ่นหัวใจ

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้ จริงหรือที่จะช่วยให้หายหนาวได้ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่การอ่านหนังสือที่เราเลือกมานั้น อาจจะช่วยให้นักอ่านทั้งหลายหายหนาวได้บ้าง ถึงแม้จะอ่านแล้วมีความรู้สึกหลากหลาย แต่สุดท้ายแล้วก็ส่งพลังให้เรารู้สึกอุ่นใจได้

และหากได้อ่านในช่วงหน้าหนาว ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้  เราอยาก ชวนอ่าน  เพราะเราได้คัดเลือกแล้วว่าเหมาะสำหรับการอ่านในช่วงเวลาที่ลมหนาวมาเยือน อ่านแล้วอบอุ่นใจ  ให้กำลังใจ ช่วยปลุกพลังของเราในวันที่อ่อนแรงให้มีพลังใจขึ้นมาต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายได้ มาลองสัมผัสเรื่องราวของหนังสือเหล่านี้กับสโลแกน ยามลมหนาวพัดผ่าน อ่านหนังสือ 10 เล่มนี้ กันดีกว่า 

เล่มที่ 1

ภาพจาก Lazada

ชีวิตเปี่ยมความหมายเมื่อฉันกลายเป็นนักพยากรณ์

"แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งโลกนี้ไม่มีใครเหมือนพวกเธออีกแล้ว เพราะเธอมีพรสวรรค์พิเศษศ พวกเธอแต่ละคนทำสิ่งที่มีแต่เธอเท่านั้นที่ทำได้ บางอย่างที่เธอทำได้ดีกว่าคนอื่น ภารกิจของพวกเธอในชีวิตนี้คือหาสิ่งนั้นให้เจอ"

นอร์เบิร์ต เซเลยก้า ชายสูงวัย อดีตนักบัญชีผู้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีอะไรโดดเด่น มีน่าจดจำ ไม่เคยมีใครรับฟังคำพูดหรือคำแนะนำของเขา เข้าใช้ชีวิตอย่างขัดสนในบ้านหลังเล็กและรับอาหารฟรีจากโบสถ์ มีเพียงสุนัขพันธุ์ชิวาวาตัวหนึ่งเป็นเพื่อน เขานึกถึงคำพูดของครูในสมัยเด็กๆ ว่า เขานั้นมีพรสวรรค์พิเศษ นึกสงสัยว่าอะไรคือพรสวรรค์พิเศษ ผ่านมา 73 ปี เขายังไม่เคยพบสิ่งพิเศษในตัวเองเลย จนมาวันหนึ่ง เขาจำต้องรับบทเป็นหมอดูไพ่ประจำเมือง ทำนายดวงชะตาให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยว ทำให้เขาค้นพบพรสวรรค์พิเศษในตัวเขาแล้ว

งานเขียนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ เป็นเรื่องราวที่อบอุ่นและกระตุ้นความคิด หนังสือเล่มนี้อ่านแล้ว เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านพบความหวัง ความหมายและพรสวรรค์ในตัวเอง ภายในเล่มยังมีคู่มือทำนายดวงชะตาโดย นอร์เบิร์ต ซี ด้วย

ในเล่มมีชื่อบทที่ใช้แทนไพ่ทำนาย พร้อมความหมายของไพ่ใบนั้น

  • หกดอกจิกความยากลำบากของคุณในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่มีทางจะคลี่คลายไปได้ อย่าหมดหวัง หนทางแก้ไขกำลังจะมา พึงระวังมูลเหตุจูงใจของผู้อื่น พาวดเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น
  • แหม่มข้าวหลามตัด — สตรีทรงเสน่ห์ผู้ที่ลึก ๆ แล้วจต้องการอำนวจควบคุม เธอมีอุบายบางอย่างอยูเสมอ หากเป็นหญิงสาวจะเป็นคนชอบให้ทำ หากเป็นหญิงชราจะเป็นจอมบงการ เธอเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งได้ แต่ระวังอยาตกอยู่ใต้อำนาจของเธอ
  • สิบโพแดง — คุณมีพรสวรรค์พิเศษเก็บซ่อนไว้ บางทีอาจซ่อนไว้แม้แต่ตัวคุณเอง
  • สี่ดอกจิก — ความนิยมชมชอบ คุณอาจไม่รู้ตัวว่าคนอื่นมองคุณอย่างไร คุณเป็นที่ชื่นชอบมากว่าที่คุณคาดคิด
  • สามโพดำ — ปัญหาสุขภาพ คุณอาจต้องไปพบหมอ
  • เก้าดอกจิก — นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และมุมานะ หากคุณอยากจะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย
  • สองโพดำ — เราทุกคนล้วนมีความทุกข์ระทมของตัวเอง จงใจดีต่อกัน
  • เจ็ดข้าวหลามตัด — ความสัมพันธ์ของคุณลึกซื้งยิ่งขึ้น และความผูกพันแข็งแกร่งกว่าเดิม ความเข้าใจนำมาซึ่งมิตรภาพ
  • หกโพดำ — ความโศกเศร้าปลดปล่อยความโศกเศร้าของคุณออกมาให้เต็มที่ด้วยการร้องไห้คร่ำครวญ จงใจดีกับตัวเอง ความโศกเศร้าเป็นงาานที่ยากลำบาก

เป็นเนื้อหาย่อ ๆ ที่ใช้ไพ่ทำนายเป็นเนื้อหาหลักแต่ละบท

และเมื่อคุณอ่านจบ ท้ายเล่มจะมีคู่มือทำนายดวงชะตาโดยนอร์เบิร์ต ซี ด้วยนะ หากคุณชอบด้านนี้ คุณอาจจะคิดว่าดวงชะตาเราไปด้านไหนน๊าตอนนี้

เล่มที่ 2

นักสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงในร้านกาแฟโม่โม่
ภาพจาก Wongthanong

เล่มนี้ feel good

นักสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงในร้านกาแฟโม่โม่

"มนุษย์มักคิดว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยชีวิตสัตว์ แต่่แท้จริงแล้ว สัตว์ต่างหากที่ช่วยชีวิตมนุษย์อยู่ตลอดเวลา "

นักสื่อสารกับสัตว์ทุกประเภทนั้น ประสานกันสองสื่อสารกันด้วยใจ … และที่คนสื่อสารกันไม่ได้ เพราะไม่อยากสื่อสาร และที่คนและสัตว์สื่อสารกันได้ ก็เพราะทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจที่จะรับฟังกัน 

 

ฟางหลิงกำลังอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต แฟนที่กำลังจะแต่งงานกันมีคนใหม่ งานที่ทำก็ถูกโจมตีว่าหลอกลวง ในวันที่ตัดสินใจจะไปกระโดดหน้าผา โชคชะตาเล่นตลกให้เธอได้เจอกับหมาสีดำตัวหนึ่ง หมาตัวนั้นทำให้เธอเปลี่ยนใจ และพามันกลับมาเลี้ยง ตั้งชื่อให้มันว่าโต้วโต้ว

ฟางหลิงตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อใต้ตึกที่เธอพัก เจ้าของร้านถึงแม้จะดูขี้เหนียวแต่ก็ใจดี เห็นว่าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวทำงานกะดึกดูอันตราย จึงอนุญาตให้พาโต้วโต้วมาทำงานด้วยได้ เธอเริ่มจดบันทึกจำนวนวันที่เหมือนได้เกิดใหม่

ระหว่างที่ทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ ตกดึกเข้ากะ พาหมาไปเดินเล่นสวนสาธารณะ เฝ้าดูผู้คนที่เข้าออกร้านสะดวกซื้อ เฝ้าดูโต้วโต้วที่ชอบไปอยู่โซนนั่งกิน รอคอยว่าใครสักคนจะให้ขนมมัน ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งขอร้องให้เธอรับงานสื่อสารกับสัตว์เลี้ยง เธอที่มีแผลใจเคยถูกนักข่าวนิสัยไม่ดีเขียนใส่ร้ายว่าหลอกลวงลังเลใจว่าจะรับงานดีหรือเปล่า แต่เมื่อมองจำนวนเงินที่มีก็จำใจต้องรับงาน

งานสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงตอนแรกเรานึกว่าดูจากท่าทางสัตว์อะไรทำนองนั้น แต่มันคือการสื่อสารด้วยจิตใจ ไม่ต้องนำสัตว์มาก็ได้ ขอแค่เพียงมีรูปถ่ายสัตว์ตัวนั้นกำลังจ้องมองมาที่กล้องก็สื่อสารได้ นอกจากสื่อสารเป็นคำพูดสัตว์ก็ยังส่งภาพ รสชาติ กลิ่น ให้ฟางหลิงรับรู้ได้ด้วย

เท่าที่อ่านจนจบพบว่าไม่ใช่เรื่องทำนองอบอุ่นใจมีความสุข คนมักมาจ้างฟางหลิงให้บอกสัตว์เลี้ยงของตนให้ทำโน่นทำนี่ แต่สัตว์มันมีความตรงไปตรงมา มันอยากทำอะไรก็ทำ และไม่เข้าใจเรื่องยากๆ ตอนที่ฟางหลิงสื่อสารกับหมาตัวนึงของเพื่อน เพื่อนคนนี้แฟนเขาไปมีคนใหม่ หมาของเธอก็อยู่บ้านแฟน อยากได้หมาคืนมา ก็ให้ถามว่าถ้ารับกลับมาจะมีความสุขมั้ย หมาก็ไม่เข้าใจถามว่าอยู่ด้วยกันสามคนไม่ได้เหรอ หรือตอนที่นกแก้วตัวนึงร้องหนวกหูทั้งวันจนคนเลี้ยงไม่ได้นอน มันบอกว่าก็แค่ร้องเพลงเท่านั้นเอง ไม่ชอบไม่ร้องก็ได้

โทนเรื่องค่อนข้างเศร้าหม่นๆ จากตัวฟางหลิงที่ผิดหวังมาหลายเรื่อง มีอารมณ์ฉุนเฉียวตลอดเวลา ตอนสื่อสารก็มีเรื่องดราม่าของครอบครัวคนเลี้ยงเยอะ การสื่อสารกับสัตว์ก็คือการแก้ปัญหาครอบครัวคนอื่นนั่นแหละ คนเป็นปัญหามากกว่าสัตว์ซะอีก คนมักคิดว่าการดูแลสัตว์คือการช่วยเหลือพวกมัน แต่ที่ถูกช่วยจริงๆ คือคนต่างหาก

ในเรื่องมีตัวละครน่าสนใจอย่างเสี่ยวเหมิงชายหนุ่มที่ชอบมานั่งที่โซนนั่งกิน มักให้ขนมโต้วโต้วกิน ตอนหลังได้มาช่วยงานฟางหลิง เจ้าของร้านเฉิงเสี้ยวจิงขี้เหนียวแต่ใจดี เจ้าของร้านกาแฟโม่โม่ที่ฟางหลิงไปนั่งทำงาน ร้านกาแฟนี้มีบรรยากาศน่านั่งมาก อ้ายหลิงเพื่อนสมัยเรียนที่ห่างเหินกันได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง สีเปรอะหมาบาดเจ็บที่ได้เจอภายหลังที่หน้าร้าน ตอนใกล้จบมีเรื่องสืบสวนเล็กๆ พอให้ตื่นเต้นด้วย

เล่มที่ 3

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้
ภาพจาก AmarinBooks

คาเฟ่มื้อค่ำยาม 23 นาฬิกา

สภาพจิตที่อ่อนล้ามักแสดงออกมาให้เห็นผ่านสภาพร่างกาย
ชาร์ล

คาเฟ่แห่งนี้ ชื่อว่า “มากันมาลัม” ซึ่งแปลว่า “มื้อค่ำ” เป็นคาเฟ่ลับซ่อนตัวอยู่ในตรอกคับแคบหลังย่านร้านค้า 

จากคำข้างต้น แม้ไม่อาจขจัดปัญหา แต่อาหารอร่อยและดีต่อร่างกาย จะช่วยบรรเทาความทุกข์ได้เสมอ ซึ่ง “ชาร์ล” จึงลงมือปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อช่วยปรับสมดุลท้้งร่างกายและจิตใจให้ลูกค้ากลับมาเป็นคนใหม่เหมือนได้ “Commingout”

ทุกๆ ปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ ในท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นต้องเผชิญและหาวิธีผ่านพ้นมันไปให้ได้ ความเคยชินต่างๆ จะทำให้มุมมองการมองปัญหาและการหาวิธีแก้ไขดูเหมือนจะยาก และไม่สามารถทำได้ แต่หากตั้งสติให้ดีๆ ถอยออกมาจากปัญหา และเปลี่ยนมุมมอง คิด วิเคราะห์ พิจารณาให้ดีๆ ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ การยอมละวางตัวตน ยอมละวางความยึดมั่นถือมั่น และมองให้เห็นความจริงว่า สิ่งที่กำลังยึด สิ่งที่กำลังกังวลไม่ได้สำคัญกับชีวิตอย่างที่เคยคิด ถอยได้ หยุดได้ เหนื่อยก็พัก แล้วค่อยก้าวเดินต่อ การเปลี่ยนเส้นทางก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากทางเดิมมีแต่อุปสรรคและยากที่จะไปต่อ ถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นอีกหลายๆ ทางให้เลือกเดินต่อได้ ในทุกๆ วิกฤตปัญหาย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ หากไม่ปิดหู ปิดตาตัวเองด้วยภาพลวงตา

เรื่องบางเรื่อง ปัญหาบางปัญหากว่าจะแก้ไขได้ ต้องใช้สารพัดวิธีจึงจะทราบสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ความเข้าใจ ความอ่อนโยนจะช่วยเปิดใจ ทำให้เรียนรู้และทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ซึ่งไม่สามารถจะตัดสินได้จากมุมมองของตัวเอง แต่ละคนมีจุดอ่อนไหว มีปมในใจที่ต่างกัน จะเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึก และจิตใจ การตัดสินไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ความเข้าใจ ความใส่ใจต่างหากที่จะช่วยคลี่คลาย ทำให้ปัญหาถูกขจัดไปได้

วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทุกคนในสังคมต่างแก่งแย่งแข่งขันกัน ความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบ กลายเป็นการกระทำปกติ ผู้กระทำไม่ได้รู้สึกผิด ส่งผลให้บางครั้งเกิดความขัดแย้งกับสำนึกส่วนดีในจิตใจ ความสับสนในสิ่งที่เห็น กับสิ่งที่ถูกปลูกฝัง ความแปลกแยกกับสังคม ความบีบคั้นกดดัน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หากต้านกระแสสังคมไม่ยอมโอนอ่อนตามกระแส ยืนหยัด ยึดมั่นในความดี มั่นคงในความซื่อสัตย์ คนๆ นั้นอาจกลายเป็นแกะดำ และไม่ถูกยอมรับในสังคม การจะมั่นคงในจุดยืน ยึดมั่นใจความดีงามตามสามัญสำนึกในจิตใจ กลายเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความเข้มแข็ง และต้องกล้าที่จะยืนหยัด เพื่อรักษาสำนึกดีงามที่มีเอาไว้ให้ได้

ชีวิตที่แสนวุ่นวายในเมืองใหญ่ ความเครียดความกดดัน ที่ต้องแบกรับส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ ขาดความสมดุล คาเฟ่ “มากันมาลัม” คือสถานที่พักใจ มีเจ้าของร้านใจดี มีอาหารอร่อยๆ ไว้คอยเยียวยาจิตใจ ร่างกาย และความรู้สึก เป็นที่พักพิงที่สงบ ช่วยให้ผ่อนคลาย หายเหนื่อย และพร้อมที่จะออกไปเผชิญปัญหาต่อไป คาเฟ่แห่งนี้ช่วยเยียวยาและปลอบประโลมจิตใจทุกๆ คนที่ผ่านเข้ามา ช่วยเติมพลังให้มีแรงกาย แรงใจ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

เล่มที่ 4

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้
ภาพจาก Piccolo_books

ร้านชำอิงอิง ที่พักพิงสำหรับผู้อ่อนล้า

ชีวิตก็เป็นเรื่องซับซ้อนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร อย่าพยายามจัดการให้มันเรียบง่ายเลย

สุดท้ายแล้วไม่ว่าชีวิตจะต้องพบเจอกับอุปสรรคหรือความล้มเหลวเพียงใด “ครอบครัว” ยังคงเป็น “บ้าน” กลับมาพักใจได้เสมอ

หลิวสือซาน  เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของยายที่เป็นเจ้าของร้านชำ ชีวิตในแต่ละวันก็มีแต่เรื่องเดิมๆ จนเขาอยากจะหนีออกไปจากที่นี่ เพราะคิดว่าโลกภายนอกน่าจะดีกว่าโลกที่เขากำลังเผชิญอยู่ แต่ในท้ายที่สุดวันหนึ่งก็ถูกยายพาตัวกลับมาจนได้ ทำให้ต้องยอมรับความจริงว่า สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะหนียังไง ก็ไม่สามารถหนีพ้น สิ่งที่ทำได้ก็แค่ทำใจยอมรับกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า ปรับตัว ปรับใจ มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

หลิวสือซานโหยหาแม่ พยายามสร้างภาพของแม่ขึ้นมา แต่เขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่ เพราะแม่จากไปตั้งแต่เขายังเล็กๆ ทิ้งให้เขาอยู่กับยาย ภาพแม่ในหัวของหลิวสือซาน จึงมีแต่ภาพในจินตนาการที่หลิวสือซานไม่เคยได้สัมผัสในชีวิตจริง 

การพยายามเติมเต็มช่องโหว่ภายในใจในเรื่องของแม่ ทำให้หลิวสือซานโหยหาความรักเพื่อมาเติมเต็มช่องว่างนี้ พยายามทำทุกอย่างเพื่อถมช่องว่างนี้ให้เต็ม แต่ไม่เคยมีวันไหนที่หลิวสือซานจะทำได้สำเร็จ ช่องว่างที่มีภายในใจ ไม่เคยถูกถมจนเต็มได้เลย ท้ายที่สุดหลิวสือซานต้องยอมรับในความเป็นจริง และมีชีวิตต่อไปให้ได้ใช้ชีวิตต่อไปให้ได้

ทุกช่วงชีวิตของหลิวสือซาน ผูกพันธ์และยึดติดกับยายอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ เศร้า เหงา ว้าเหว่ ทุกช่วงเวลาก็ผูกพันธ์กับยาย หลิวสือซานคือโลกทั้งใบของยายและยายคือโลกทั้งใบของหลิวสือซานเช่นกัน ต่างคนต่างพึ่งพิงกัน และยึดเหนี่ยวกัน 

หลิวสือซานพยายามดิ้นรน ขยันและตั้งใจเรียน แม้จะมีอุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่เพื่อเป้าหมายที่ต้องการมีงานดีๆ ทำ มีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น เขาจึงไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรค หรือมีปัญหาใดๆ ก็พร้อมที่จะก้าวผ่านไป ถึงแม้สุดท้ายได้ค้นพบว่า หลายๆ อย่างไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ความพยายามไม่ได้นำมาซึ่งผลสำเร็จที่หอมหวานดังที่คาดหวังเอาไว้ก็ตาม สิ่งที่หลิวสือซานทำได้ดีที่สุดคือ ยอมรับและใช้ชีวิตต่อไป 

หลิวสือซานค้นพบว่า ทุกๆ คนที่อยู่รอบข้างตัวเอง ต่างก็มีเรื่องราว ความทุกข์ ความยากลำบากไม่เหมือนกัน หลายๆ เรื่องราวของคนรอบๆ ตัว ทำให้หลิวสือซานได้เข้าใจชีวิตมากขึ้น และก้าวออกจากความทุกข์ในโลกของตัวเอง สามารถปล่อยวางความทุกข์ และความเศร้าของตัวเองลงได้ แค่หลุดออกจากความคิดที่กักขังตัวเอง หลิวสือซานไม่ได้มีชีวิตที่แย่หรือมีปัญหาเพียงคนเดียว แต่คนอื่นรอบข้างก็มีปัญหาไม่ต่างกัน 

ถึงแม้ในวันที่หลิวสือซานผิดหวัง เศร้า เสียใจอย่างที่สุด ยายก็ยังเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้าง ไม่เคยทิ้งให้เขาโดดเดี่ยว คอยดูแล คอยห่วงใยอย่างสม่ำเสมอ หลิวสือซานกับยายมีสายใยที่ผูกยึดกันไว้ ไม่สามารถตัดขาดได้ ถึงแม้วันหนึ่งยายจะตายจากไป แต่ความรัก ความห่วงใย ความทรงจำดีๆ ที่ยายเคยมอบให้หลิวสือซาน ก็ยังคงสลักอยู่ในใจหลิวสือซานตลอดไป ยายรักหลิวสือซาน หลิวสือซานก็รักยาย แต่ความรักของทั้งคู่ไม่เคยสื่อสารผ่านคำพูด ทุกอย่างสื่อสารผ่านการกระทำ หลิวสือซานต้องผ่านเรื่องราว และเหตุการณ์ต่างๆ จึงจะเข้าใจความรัก และมองเห็นความรักของยายที่มีให้ตนเองอยู่เสมอ

แม้จะเคยอ่อนแอ แม้จะเคยสูญเสีย เศร้า หรือผิดหวัง แต่ในท้ายที่สุดหลิวสือซานก็สามารถกลับมายืนหยัด และก้าวเดินต่อไปได้อีกครั้ง ไม่ทำให้ยายผิดหวัง ที่คอยดูแล เลี้ยงดู เอาใจใส่มาตลอด การกระทำและความรักของยายไม่สูญเปล่า เพราะในที่สุดหลิวสือซานก็เข้าใจ และสามารถเติบโตได้ตามที่ยายคาดหวัง

ยายเองก็มีความทุกข์ มีความเศร้าของตัวเองที่บอกใครไม่ได้ แต่เพราะความรักที่มีต่อหลิวสือซานที่เป็นหลานคนเดียว ยายจึงได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะดูแลหลิวสือซานให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและมีชีวิตที่แข็งแกร่งเพื่อที่ว่าวันหนึ่งเมื่อยายจากไป หลิวสือซานก็จะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างที่ยายหมดห่วงและวางใจได้ 

เล่มที่ 5

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้

ร้านหนังสือฮยูนัมดงยินดีต้อนรับ

ชีวิตก็เป็นเรื่องซับซ้อนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร อย่าพยายามจัดการให้มันเรียบง่ายเลย

หนังสือเล่มนี้จะคอยแตะไหล่คุณที่ถึงแม้จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังคงกังวลอย่างแผ่วเบา เพื่อปลอบโยนและบอกให้คุณลองทบทวนดูอีกครั้งว่าสิ่งที่ต้องการในชีวิตแท้จริงแล้วคืออะไร

เรื่องราวของย็องจูกับร้านหนังสือของเธอ ร้านหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวความหลากหลายเอาไว้ นอกจากร้านหนังสือจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลากหลายของหนังสือ ก็ยังรวบรวมความหลากหลายของผู้อ่านเอาไว้ด้วย ทุกความสนใจ ทุกเรื่องราวมีร้านหนังสือแห่งนี้เป็นจุดนัดพบ ร้านหนังสือแห่งนี้ทำให้ย็องจูได้พบผู้อ่านที่หลากหลาย ได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากหนังสือที่มีชีวิตเหล่านั้น

มุมมองต่อเรื่องราวที่แตกต่างกัน สะท้อนออกมาเป็นการกระทำ มุมมองต่อร้านหนังสือก็เช่นกัน เพราะการยึดติดกับรูปลักษณ์เดิมๆ ความเชื่อเดิมๆ ร้านหนังสือจึงมีบรรยากาศและภาพลักษณ์โดยรวมที่ไม่แตกต่างกัน ร้านหนังสือของย็องจูก็เช่นกัน เพราะความชอบอ่านหนังสือ อยากมีชั้นหนังสือที่อัดแน่นจนเต็มพื้นที่ และในที่สุดก็กลายมาเป็นเจ้าของร้านหนังสือ ย็องจูตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ พยายามเป็นเจ้าของร้านที่ดี สร้างบรรยากาศที่ดีเพื่อดึงดูดนักอ่านให้เข้ามาใช้บริการ และพยายามปรับตัวเองให้กระตือรือร้น มีชีวิตชีวา เปลี่ยนแปลงตัวเองและจะไม่ต้องร้องไห้อีก ใช้ชีวิตให้มีความสุข ส่งต่อพลังบวกให้คนอื่นๆ ตั้งใจทำร้านหนังสือดีๆ ที่มีกาแฟอร่อยๆ 

ร้านหนังสือของย็องจูมีลักษณะพิเศษ เพราะหนังสือแต่ละเล่มจะมีกระดาษโน๊ตที่ย็องจูตั้งใจเขียนเสียงไว้ที่ตัวหนังสือ เป็นการสื่อสารความคิดระหว่างย็องจูกับผู้อ่าน และเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้อ่านอีกทางหนึ่ง ที่สามารถหยิบกระดาษโน๊ตมาอ่านและพิจารณาได้ว่าเนื้อหาตรงกับความสนใจ และจะหยิบมาอ่านต่อหรือจะวางกลับที่เดิม 

ในร้านของย็องจูมีหนังสือหลากหลายประเภท ย็องจูชอบอ่านหนังสือภายในร้าน หนังสือแต่ละเล่ม แต่ละประเภทก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ย็องจูชอบอ่านนิยาย เพราะทำให้เข้าใจตัวละคร และมีอารมณ์ร่วมตามเนื้อหา สิ่งสำคัญคือนิยายช่วยสะท้อนความเข้าใจต่อผู้คนรอบข้าง ทำให้ย็องจูเข้าใจผู้คนรอบข้างมากยิ่งขึ้น 

มุมมองความคิดของย็องจูเปลี่ยนแปลงเมื่อมาเปิดร้านหนังสือ เพราะเธอต้องแนะนำหนังสือให้กับลูกค้า เธอเริ่มเกิดความไม่แน่ใจ เพราะต้องแนะนำหนังสือให้ตรงกับความชอบ ความสนใจของลูกค้า ย็องจูต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ ต้องทำตัวเองให้มีมุมมองเป็นกลาง เพื่อแนะนำหนังสือที่เหมาะสมให้กับลูกค้า กล้าพูด กล้าคุย กล้าตั้งคำถามเพื่อที่จะได้ข้อมูลในการแนะนำหนังสือให้กับลูกค้า 

ในแต่ละวันชีวิตของย็องจูวนเวียนกับการจัดการร้านหนังสือ จากความชอบในการอ่านหนังสือ พัฒนามาเป็นเจ้าของร้านหนังสือ ย็องจูได้ค้นพบและต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายๆ เรื่อง เพื่อให้สามารถบริหารร้านหนังสือได้ดี และยังคงมีความสุขในการอยู่กับหนังสือต่อไปได้ ในการบริหารร้านหนังสือของย็องจู ได้มีการปรับเปลี่ยนจากรูปแบบเดิม มีการเพิ่มกิจกรรมในการเปลี่ยนร้านหนังสือให้เป็นพื้นที่ที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันตามเทรนด์ร้านหนังสือที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยให้สามารถดึงดูดลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ย็องจูเปิดพื้นที่ให้สามารถเข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ ในร้านหนังสือได้ ย็องจูต้องดำเนินการทุกๆ เรื่องด้วยตัวเอง ถึงแม้จะเหนื่อย แต่เธอก็พอใจกับผลตอบรับที่ดี และรายรับที่ช่วยให้หนังสืออยู่รอดต่อไปได้

ไม่เพียงแค่ย็องจูที่เป็นเจ้าของร้านหนังสือจะพยายามปรับเปลี่ยนในหลายๆ อย่างเพื่อให้ร้านหนังสือกลับมามีชีวิตชีวา และได้รับความนิยมจากลูกค้า มินจุนที่เป็นบาริสต้าประจำร้านก็พยายามปรับปรุงในส่วนของร้านกาแฟให้ดี พัฒนาการชง คัดสรรเมล็ดกาแฟ เพื่อดึงดูดลูกค้าในอีกทางหนึ่งด้วย 

การเปิดร้านหนังสือ ทำให้ย็องจูได้เจอผู้คนที่แตกต่างและหลากหลาย มินจุนก็เช่นเดียวกัน ทั้งคู่ต่างก็มีเรื่องราวของตัวเอง ย็องจูเปิดร้านหนังสือเพื่อเติมเต็มความฝันของตัวเอง มินจุนเป็นบาริสต้าและได้พบลูกค้าที่แตกต่างกัน การได้พูดคุยกับคนที่หลากหลาย ทำให้มินจุนได้เปลี่ยนมุมมอง และเปลี่ยนความคิดในหลายๆ เรื่อง 

การได้เจอลูกค้าที่หลากหลายและแตกต่าง สามารถทำให้ย็องจูได้สัมผัสกับความรู้สึกที่หลากหลาย ลูกค้าบางคนก็สร้างความประทับใจ สร้างความทรงจำที่ดีๆ แต่สำหรับลูกค้าบางคนกลับสร้างความรู้สึกห่อเหี่ยว และทำให้รู้สึกหมดพลัง โดยเฉพาะแม่ของเธอเอง ที่ทำให้เธอรู้สึกลำบากใจ เพราะเธอกับแม่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน

ย็องจูต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ เรื่อง การได้อยู่กับร้านหนังสือ เจอหนังสือเล่มใหม่ๆ เจอลูกค้าใหม่ๆ จากลูกค้ากลายเป็นคนรู้จัก บางคนก็กลายมาเป็นเพื่อน ย็องจูได้เรียนรู้ในหลายๆ เรื่องๆ ได้ปรับเปลี่ยนความคิดในหลายๆ เรื่อง ย็องจูได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจ เปลี่ยนแปลง และยอมรับแนวคิดใหม่ๆ กล้าพูด กล้าคุย กล้าเปิดใจยอมรับในสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น 

ย็องจูเองก็มีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ เธอเองก็มีความสับสนในตัวเอง เธอสับสนกับเป้าหมายของตัวเอง และยังคงค้นหาคำตอบให้ตัวเอง เธอหย่าร้างกับสามีท่ามกลางการคัดค้านของทุกๆ คนรอบตัว แม้แต่แม่ของเธอก็ไม่เห็นด้วย อดีตสามีของเธอก็ไม่เข้าใจ แต่ยอมรับในการตัดสินใจของเธอ แม้สิ่งที่เธอทำจะทำร้ายทั้งตัวเองและอดีตสามี เธอเองก็ยังไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจทำ และยังไม่สามารถมีความสุขกับปัจจุบันได้ เธอยังคงโทษตัวเอง และยังคงปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมให้โอกาสตัวเองในการเริ่มต้นใหม่และก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

เล่มที่ 6

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้
ภาพจาก Piccolo_books

ร้านร่มบริการกาแฟและรับจ้างสารพัด

การไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็คล้ายการหยิบร่มออกมากางกั้นความรู้สึกตัวเองเอาไว้ หากแต่มีความจริงที่ว่า... ไม่มีร่มคันไหนที่กันสายฝนได้ตลอดกาล

การไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็คล้ายการหยิบร่มออกมากางกั้นความรู้สึกตัวเองเอาไว้ หากแต่มีความจริงที่ว่า… ไม่มีร่มคันไหนที่กันสายฝนได้ตลอดกาล

นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ในช่วงปี 2020 ปีที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคมเนื่องจากไวรัสโคโรนากำลังระบาด ทำให้วิถีชีวิตการเข้าสังคมของคนเปลี่ยนไป แต่บางคนถือโอกาส เว้นระยะห่างทางความสัมพันธ์กับผู้อื่นไปพร้อมกัน เหมือนอามาเนะ มิสึนะ อายุ 26 ปี เป็นคนที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักถูกมองว่าเป็นคนเย็นชาอยู่เสมอ เธอสังกัดอยู่ที่ร้านร่ม ร้านกาแฟเล็กๆ ไร้ชื่อ ที่ซ่อนตัวอยู่ในท้องถิ่น และมีบริการรับจ้างอีก 3 งาน ได้แก่ งานแรก รับจ้างพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล งานที่สอง เป็นตัวแทนเยี่ยมไข้ และงานที่สาม คือการทำงานสารพัดที่พ่วงมากับงานที่หนึ่งและงานที่สอง หญิงสาวที่ไร้อารมณ์ร่วมกับผู้อื่น ใช้ชีวิตเหมือนทิ้งสังคมไว้ข้างหลังและเหมือนพยายามฆ่าตัวตายไปทีละนิด ด้วยการทำสิ่งแย่ๆ กับตัวเอง กลับเจอเหตุการณ์บางอย่างจากผู้ใข้บริการที่ร้านร่ม จนมีความคิดเกี่ยวกับชีวิตเปลี่ยนไป

เล่มที่ 7

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้

มีใครคนหนึ่งพร้อมจะนั่งข้างเธอเสมอ

การมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ตัดสิน อาจเป็นสิ่งที่ดีกว่าคำปลอบโยน

ในญี่ปุ่น มีปรัชญาหนึ่งที่ชื่อว่าา “คินสึงิ” ซึ่งเป็นหลักการของการซ่อมแซมสิ่งที่แตกกระจายให้กลับคืนมาสู่รุปร่างของสิ่งสิ่งนั้นอีกครั้ง เป็นการเปลี่ยนรอยร้าวให้กลายเป็นลวดลาย เช่นกันกับชีวิตของคนเมื่อแตกสลาย ใช่ว่าจะกลับมาสวยงามเหมือนเดิมไม่ได้ หากเรายอมรับและให้อภัย บาดแผลที่เกิดจากจการร่วงหล่นในครั้งก่อนได้

       เรื่องราวของสิบตัวละครที่ต่างที่มา แต่มีความผูกพันกัน อันเกิดจากช่วงเวลาของการสูญเสียและการจากลาเป็นจุดร่วม แต่แล้วแต่ละคนก็มีวิธีรับมือกับความเศร้าของตัวเองที่แตกต่่างกัน  บางคนรับมือกับความเศร้าและความสูญเสียด้วยการร้องเพลง บางคนเล่นดนครี บางคนทำอาหาร การเผชิญหน้ากับความเศร้าอย่างกล้าหาญ บางครั้งต่างคนต่างกันปลอบ ผลัดกันรับฟัง นั่งข้าง ๆ กอดคอกันร้องไห้ บางครั้งคำปลอบโยน อาจไม่เท่ากับการนั่งข้าง ๆ เพียงครั้งเดียว

         หนังสือเล่มนี้ ช่วยปลอบใจอย่างอ่อนโยน และมอบพลังบวกให้กับผู้ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย ผู้ที่มีจิตใจที่บุบสลายได้เป็นอย่างดี เหมือนมีใครคนหนึ่งมานั่งข้าง ๆ  และเมื่อเวลานั้นมาถึง คุณจะงดงามได้เองโดยไม่ต้องมีใครย้ำเตือน

       ที่นี่ คือ ‘โอแบร์จแอบบีย์โรด’ (Auberge)  ซึ่งเป็นคำที่ไว้เรียกซึ่งมีพ่วงอยู่ด้วย และที่นี่ก็เป็นร้านอาหารและที่พักที่เรียบง่าย ดึงดูดเหล่าคนผ่านทาง ให้ชวนแวะพักและทานอาหาร ที่แห่งนี้ มีเหล่าผู้คนที่มีเรื่องราวแห่งการสูญเสียมารวมตัวกัน  ดังนั้นจึงมีเรื่องราวของแต่ละคนก็จะร้อยเข้าหากัน  และจะทำให้ให้ทราบถึงที่มา ที่กว่าจะมีวันนี้ และมาผูกพันกับร้านแห่งนี้ ซึ่งทุกคนล้วนสูญเสียและเก็บซ่อนมันเอาไว้ ยิ้ม ร่าเริง รอวันที่จะระเบิดออกมา และที่นี่ก็จะเป็นสถานที่ที่ช่วยในการเยียวยาวความเศร้าของคนเหล่านี้ได้ในยามที่พบกกับความโศกเศร้าและการจากลา

เล่มที่ 8

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้
ภาพจาก Piccolo_books
ถ้าคุณกำลังเหนื่อยล้ากับสิ่งที่ทำอยู่และหาทางออกไม่พบเสียที ก็ขอให้มาเยือนร้านกาแฟแห่งนี้ ให้เราช่วยนำทางจนคุณค้นพบ “ความปรารถนาที่แท้จริง”

การไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นก็คล้ายการหยิบร่มออกมากางกั้นความรู้สึกตัวเองเอาไว้ หากแต่มีความจริงที่ว่า… ไม่มีร่มคันไหนที่กันสายฝนได้ตลอดกาล

นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ในช่วงปี 2020 ปีที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคมเนื่องจากไวรัสโคโรนากำลังระบาด ทำให้วิถีชีวิตการเข้าสังคมของคนเปลี่ยนไป แต่บางคนถือโอกาส เว้นระยะห่างทางความสัมพันธ์กับผู้อื่นไปพร้อมกัน เหมือนอามาเนะ มิสึนะ อายุ 26 ปี เป็นคนที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักถูกมองว่าเป็นคนเย็นชาอยู่เสมอ เธอสังกัดอยู่ที่ร้านร่ม ร้านกาแฟเล็กๆ ไร้ชื่อ ที่ซ่อนตัวอยู่ในท้องถิ่น และมีบริการรับจ้างอีก 3 งาน ได้แก่ งานแรก รับจ้างพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล งานที่สอง เป็นตัวแทนเยี่ยมไข้ และงานที่สาม คือการทำงานสารพัดที่พ่วงมากับงานที่หนึ่งและงานที่สอง หญิงสาวที่ไร้อารมณ์ร่วมกับผู้อื่น ใช้ชีวิตเหมือนทิ้งสังคมไว้ข้างหลังและเหมือนพยายามฆ่าตัวตายไปทีละนิด ด้วยการทำสิ่งแย่ๆ กับตัวเอง กลับเจอเหตุการณ์บางอย่างจากผู้ใข้บริการที่ร้านร่ม จนมีความคิดเกี่ยวกับชีวิตเปลี่ยนไป

เล่มที่ 9

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้
ภาพจาก Piccolo_books
“ทุกๆ สิ่งที่ได้มาล้วนมีค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย”

 ร้านอาหารเวทมนตร์ของคนอยากสมหวัง คือร้านอาหารที่จะทำให้ทุกความปรารถนาเป็นจริง ขอเพียงก้าวเข้ามา แจ้งความปรารถนา สั่งอาหาร กินอาหารให้หมดพร้อมกับความปรารถนาที่แรงกล้า หลังจากนี้ทุกอย่างก็จะสมดังปรารถนา

จิน หญิงสาวผู้ที่ประสบกับความล้มเหลว ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน เรื่องความรัก ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เข้าข้าง จินมีครอบครัวที่ห่างเหิน มีพ่อก็เหมือนไม่มี แต่จินมีแม่ที่รักจินมาก ทั้งๆ ที่มีครอบครัวแต่เหมือนไม่มี จนกระทั่งจินได้มาเจอกับแม่มด หลังจากร้านอาหารที่ทำกับแม่ประสบปัญหา แม่มดก็ก้าวเข้ามาในชีวิตของจิน 

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้เจอกับแม่มด ชักนำจินให้ไปเจอกับเรื่องราวต่างๆ ทำให้จินมองทุกอย่างได้ชัดขึ้น ได้เข้าใจทุกอย่างดีขึ้น ทุกความสับสน ทุกความไม่แน่ใจ ในที่สุดจินก็ได้รู้ความจริงที่สงสัยมานาน

จินเจอกับเรื่องแย่ๆ มากมาย ในสมองอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้น จากผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก แต่กลับทำร้ายจิน หลอกลวง ทรยศ ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ 

เมื่อจินรู้ความจริงทุกอย่างและตัดสินใจที่จะกินอาหารของแม่มด เพื่อทำให้ความปรารถนาเป็นจริง แต่แม่มดพยายามห้าม และจินได้รู้ในที่สุดว่าตัวเองเป็นแม่มด และจินตัดสินใจที่จะรับสืบทอดการเป็นแม่มด

สิ่งที่จินเริ่มต้นในการจัดการชีวิตตัวเองคือ การแก้แค้นชายคนรักที่เคยทำร้ายตัวเอง การแก้แค้นของจิน ไม่ใช่การฆ่า หรือการทำร้าย แต่มันคือการให้อภัย ให้อภัยตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดในจิตใจ จินได้เข้าใจและเรียนรู้ว่า ถึงแม้คนที่เกลียดจะตายจากไป ก็ไม่ได้แก้ไข หรือทำให้อะไรดีขึ้น กลับกัน หากแก้แค้นด้วยจิตสำนึกแห่งมโนธรรม ความสุข และความสำนึกผิด ทำให้คนที่เกลียดต้องตกอยู่กับ 3 สิ่งนี้ นั่นจึงจะเป็นการทรมานที่ไม่มีวันสิ้นสุด จิตสำนึกแห่งมโนธรรมจะคอยย้ำเตือน และเฆี่ยนตีความรู้สึกทุกวินาที ยากจะหาความสุขในชีวิตได้ ความสุขจะทำให้คนที่มีแล้วไม่อยากสูญเสียมันไป หวงแหนและอยากกอดมันไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุรนทุรายกลัวว่าวันหนึ่งความสุขที่มีจะหายไป ความทรมานในจิตใจจะคอยกัดกร่อน แม้จะสุขแต่ก็สุขได้ไม่เต็มที่เพราะกลัวอนาคตข้างหน้าที่จะมาถึง กลัวว่าความสุขที่มีจะหายไป ความสำนึกผิดจะคอยย้ำเตือนตัวเอง อยากแก้ไข อยากลบเลือนจากความรู้สึก แต่ทำไม่ได้ ยิ่งมีครอบครัวที่ดีและอบอุ่น ยิ่งกลัวผลกรรมที่เคยทำจะย้อนกลับมา การแก้แค้นด้วย 3 สิ่งนี้ นับว่าโหดร้าย และเลือดเย็นที่สุด จินได้ปลดปล่อยตัวเองจากความทุกข์ ความเจ็บปวด และสามารถทำหน้าที่แม่มดต่อไปได้

เราทุกคนล้วนมีความเป็นแม่มดอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นจิน หรือใคร เพียงแต่เราไม่เคยดึงพลังที่แท้จริงของตัวเองออกมา ไม่ว่าจะทุกข์ ไม่ว่าจะแค้น มันคือความรู้สึกที่เราปล่อยวางไม่ได้ พยายามยึดถือมันเอาไว้ แต่หากวันหนึ่งเราเข้าใจว่า ทุกข์หรือสุขอยู่ที่เราจะเลือกปล่อยหรือยึดมันไว้ เราคือผู้ที่ทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น ทุกเรื่อง ทุกการกระทำ มีผลตอบกลับเสมอ ไม่ว่าใครจะทำอะไร สุดท้ายก็ต้องได้รับผลแห่งการกระทำเสมอ การแก้แค้นที่ดีที่สุดคือ การใช้ชีวิตให้มีความสุข ยิ่งยากแค่ไหน ยิ่งต้องปล่อยวางให้ได้ กว่าจะรู้ตัวเราก็เดินห่างจากความทุกข์เหล่านั้นมาไกล และทุกๆ เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นก็ไม่สามารถทำร้ายเราได้อีกแล้ว คนที่เคยทำร้ายเราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงในผลที่จะตามมา ผลจากสิ่งที่เคยกระทำในอดีต จะดีหรือร้ายก็ไม่สามารถหลีกหนีได้

เล่มที่ 10

ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้
ภาพจาก Piccolo_books
จะวันนี้หรือวันไหน แม่ก็ยังเป็นแม่คนเดิมของเธอเสมอ

ไม่มีปัญหาอะไรที่ผ่านไปไม่ได้ และไม่มีเรื่องราวใดๆ ที่ปล่อยวางไม่ได้

แพ็คยอนฮวาและซุนฮี คุณแม่กับลูกสาวที่ถูกคั่นกลางด้วยความไม่เข้าใจ ต่างคนต่างยืนอยู่ในมุมของตัวเอง มองทุกอย่างจากมุมของตัวเอง ยอนฮวาถูกแม่เลี้ยงดูมาแบบคาดหวัง และกดดดันอย่างไม่ตั้งใจ เพราะแม่เป็นห่วง และอยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่ดี แม่ของยอนฮวาพยายามทุ่มเททำทุกอย่าง แม้กระทั่งการหันหลังให้กับชีวิตและความฝันของตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกสาว ให้เติบโตมาอย่างดี และอยู่ได้อย่างมั่นคง 

ชีวิตของทั้งคู่ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ ปะปนทั้งสุข ทุกข์ ความรัก ความห่วงใย ความขัดแย้ง จนถึงวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เพราะยอนฮวาทนกับความกดดันในการทำงานไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาทบทวนและตั้งหลักชีวิตใหม่ ยอนฮวาทะเลาะกับแม่เพราะต่างมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน แม่ไม่เข้าใจการตัดสินใจของยอนฮวา ในขณะที่ยอนฮวาก็ไม่เข้าใจความคิดของแม่ 

การอยู่ด้วยกันไม่ได้เป็นสิ่งประกันได้ว่าจะทำให้เข้าใจกัน เพราะการอยู่ด้วยกันแค่เพียงตัว แต่ความคิดและจิตใจไม่ได้ใกล้กัน สถานะก็ไม่ต่างกับผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกัน แค่อยู่ด้วยกัน แต่ไม่เคยใส่ใจกัน ไม่เคยรับรู้ในความคิดและความรู้สึกของกันและกัน เพราะยอนฮวาและแม่เป็นเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน มุมมองคนคนละแบบ ความคิดก็แตกต่างกัน ไม่เคยมีช่วงเวลาที่ได้คุย ได้ปรับความเข้าใจและความคิดให้เป็นแนวทางเดียวกัน ถึงแม้อยู่ร่วมกัน ตัวอยู่ใกล้กัน แต่ใจห่างไกลกัน ไม่เคยเชื่อมต่อถึงกัน ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างคนต่างยึดมั่นในมุมมองของตัวเอง และไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ถึงวันที่แม่ของยอนฮวาตัดสินใจละทิ้งชีวิตแบบเดิมๆ ทิ้งทุกอย่างให้ยอนฮวารับผิดชอบ รวมถึงการดูแลแชร์เฮาส์ และแม่ก็ตัดสินใจกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ จากเหตุการณ์นี้ทำให้ยอนฮวาเริ่มเข้าใจแม่มากขึ้น มุมมองที่มีต่อแม่เริ่มเปลี่ยนไป ในขณะที่แม่เองก็ได้เข้าใจมุมมองและชีวิตที่ยอนฮวาต้องเผชิญมากขึ้นเหมือนกัน ต่างคนต่างลดความร้อนแรงลง และเริ่มปรับตัวเข้าหากันใหม่ เพราะต่างคนต่างเปลี่ยนจุดยืน ยอนฮวาได้ลองไปยืนในจุดที่แม่เคยยืน แม่เองก็ได้เปลี่ยนไปยืนในจุดที่ยอนฮวาเคยยืน เมื่อต่างคนต่างได้เจอสถานการณ์ที่คล้ายกัน เริ่มมีเวลาได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาได้ทบทวนมากขึ้น มุมมองแนวคิดจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความขัดแย้งจึงค่อยๆ ลดลง ต่างฝ่ายต่างมีท่าทีที่อ่อนลง ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันมากขึ้น 

ในขณะที่ทุกๆ อย่างเริ่มดีขึ้น ยอนฮวาก็ได้รับรู้ว่าแม่เป็นมะเร็ง ในขณะที่แม่เองก็พยายามปิดบังไม่อยากให้ลูกรู้ เพราะไม่อยากให้ลูกไม่สบายใจ ต่างคนต่างพยายามปกปิดความกังวล ความเป็นห่วงของตัวเอง ทั้งๆ ที่รักและเป็นห่วงกัน แต่กลับไม่กล้ายอมรับความจริง ไม่กล้าพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เรื่องโชคร้ายยังไม่จบ เพราะแม่กำลังเผชิญกับโรคสมองเสื่อม ยอนฮวาถึงกับทำอะไรไม่ถูกด้วยความเป็นห่วง แต่ในเมื่อเรื่องราวทุกอย่างก็เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง และพยายามหาวิธีดูแลและรักษาแม่ให้ดีที่สุด ดึงสติ ดึงชีวิตให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ทุ่มเทเวลาและความคิด ความสนใจให้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถนอมรักษาสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่เอาไว้ แม้จะสูญเสียและทำสิ่งดีๆ หลายๆ อย่างหล่นหายไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังไม่สายเกินไป ยังมีเวลาให้ปรับและแก้ไขได้ 

ปมในใจของทั้งคู่ค่อยๆ ถูกคลี่คลาย ยิ่งเมื่อยอนฮวาได้กลับไปเจอยาย ก็ยิ่งเข้าใจแม่มากขึ้น ทำให้ทั้งสองตัดสินใจปรับตัวเข้าหากัน และปล่อยวางปัญหาและปมต่างๆ ยิ่งเมื่อยอนฮวามีลูกก็ยิ่งเข้าใจความรู้สึกของแม่มากขึ้น เข้าใจมุมมองและวิธีคิดของคนเป็นแม่ ว่ามีความรักและความเป็นห่วงลูก ถึงแม้ลูกจะโตจนดูแลตัวเองได้ และมีครอบครัวของตัวเอง แต่ความรัก ความห่วงใยของแม่ไม่เคยจะลดน้อยลง การแสดงออกของแม่อาจจะไม่ตรงใจลูก ความคิดของแม่อาจจะแปลกในสายตาของลูก แต่ถ้ามองให้ชัดถึงการกระทำ จะทำให้เข้าใจในความคิด และการกระทำของแม่มากขึ้น ใช้ใจ ใช้ความรู้สึกให้มากขึ้น ไม่ตัดสิน ไม่คาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างใจ แค่ทำความเข้าใจ และยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น ทั้งคู่ต่างได้เรียนรู้ รับและมอบบทเรียนให้แก่กันและกัน และได้เข้าใจว่า ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร ผ่านอะไรมา ท้ายที่สุดแล้วแค่ต่างยังคงมีกันและกันในชีวิต นี่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และสำคัญที่สุดแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรที่ผ่านไปไม่ได้ และไม่มีเรื่องราวใดๆ ที่ปล่อยวางไม่ได้ แค่ปล่อยวางการตัดสิน แค่เปลี่ยนมุมมองความคิด แค่ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีหรือแย่ หันกลับมาทำความเข้าใจ ยอมรับและปล่อยวาง ชีวิตก็สามารถไปต่อได้ ทุกๆ ความขัดแย้งสามารถแก้ไขได้เหมือนยอนฮวาและแม่ที่ท้ายที่สุดก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ส่งท้าย

หน้งสือท้้ง 10 เล่ม ถึงแม้ว่าเราจะอ่านเวลาไหนก็ได้ แต่การอ่านหนังสือในช่วงอากาศหนาว มีลมหนาวพัดผ่าน และเลือกหนังสือที่อ่านแล้วได้ความรู้สึกดีดี อ่านแล้วให้กำลังใจ อบอุ่นใจ เราก็จะมีความสุขมากขึ้นและอินไปกับอากาศหนาวนั้น ดังนั้น ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้ ก็อยู่ในเวลาที่เหมาะสมะที่เราจะเริ่มอ่านได้ ถึงแม้การอ่านหนังสือเหล่านี้ คุณจะมีความรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้า เหงา ท้อแท้  อ่อนล้า อ่อนแรงในการใช้ชีวิต แต่เราหวังว่าสุดท้ายแล้ว  หากคุณอ่านหนังสือทั้งหมดหรือบางเล่ม บทสรุปของการอ่านหนังสือก็จะใหัความรู้สึกดีดีกับผู้อ่าน กับหนังสือชุดนี้ ยามลมหนาวพัดผ่านอ่านหนังสือ 10 เล่มนี้ 

Facebook Comments

facebook comments