บ้านเล็กในป่าใหญ่ หนังสือชุดละมุนหัวใจ เป็นเรื่องราวของของครอบครัวอิงกัลส์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางป่ากว้างในกระท่อมไม้ซุงหลังน้อยอันแสนสุขใน “บ้านเล็กในป่าใหญ่” อย่างมีความสุขและเต็มไปด้วยเรื่องราวอันอบอุ่น หนังสือชุดนี้ถือเป็นวรรณกรรมเยาวชนสำคัญของอเมริกาและอาจจะของโลกด้วย ภาษที่ใช้เขียนเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย สนุก ด้วยเรื่องราวของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เติบโตขึ้นในรอยต่อประวัติศาสตร์ของคนอเมริกันยุคบุกเบิกดินแดนตะวันตก และต้องต่อสู้กับอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่โรคภัยไข้เจ็บ การย้ายบ้านครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อแสวงหา ‘โอกาส’ ที่ดีกว่า ผ่านการจับจองที่ดิน ภัยธรรมชาติอันโหดร้าย สัตว์ป่า แทรกไว้ด้วยเกร็ดการทำอาหารเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอด การใช้ชีวิตทางสังคม ความรัก และความอบอุ่นในครอบครัว จึงกลายเป็นหนังสือ ‘อันเป็นที่รัก’ ของผู้คนมากมาย แนะนำให้อ่านเรียงเล่ม จะทำให้รู้เรื่องราวต่อเนื่องตั้งแต่เด็กจนโต และการอพยพจากทางตะวันออกมาทางตะวันตก และแต่ละเล่มเนื้อหาสมบูรณ์ และให้จบในตัว
บ้านเล็กในป่าใหญ่ เราจะ ชวนอ่าน หนังสือให้ครบทุกเล่ม เพราะเมื่อได้ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดของบ้านเล็กในป่าใหญ่แล้ว จะทำให้เราทราบถึงการดำเนินชีวิตของชาวอเมริกันในช่วงที่ผ่านมาจะได้รู้ว่าระหว่างปี 2473 ที่ได้ต่อสู้กับธรรมชาติและความลำบากยากแค้นมาด้วยความมานะอดทนเพียงไร ก่อนที่บ้านเมืองของเขาจะเจริญรุ่งเรืองจะเป็นประเทศมหาอำนาจในปัจจุบันนี้ และชั่วระยะเวลาเพียง 80 ปีเศษเท่านั้นเอง รัฐวิสคอนซิน Wisconsin ที่เคยเป็นป่าเปลี่ยวเป็นดินแดนของสิงสาราสัตว์ ได้กลับกลายเป็นบ้านเมืองซึ่งพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายที่เกิดจากอำนาจของวิทยาศาสตร์ การเล่าเรื่องราวนั้นจะเป็นการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการบุกเบิกอเมริกาโดยผ่านครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง ที่มีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ซึ่งก็คือตัวผู้เขียนเองได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหลาย ในเรื่องเราจะได้เห็นความวิริยะอุตสาหะ ความอดทน ความเพียรเป็นอย่างมากกว่าที่ครอบครัวเล็ก ๆ แห่งนี้ต้องย้ายบ้านครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดี และกว่าจะผ่านความยากลำบากมาได้ก็เป็นเวลาหลายปี ได้เห็นการเติบโตของอเมริกาว่ามีรากฐานอย่างไรกว่าจะมายิ่งใหญ่อย่างในวันนี้
หนังสือบ้านเล็กในป่าใหญ่ จึงเปรียบเสมือนบันทึกทางสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ลอราเล่าถึงอาหารการกิน การเดินทาง สภาพของป่า ดอกไม้ ต้นไม้ ให้รายละเอียดได้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่ลอราบรรยายเอาไว้ละเอียดจนเราแทบจะได้กลิ่นหอมตามไปด้วย ร้านอาหารในอเมริกาบางร้านถึงกับมีเมนูพิเศษ มีรายการอาหารแบบที่ลอรากล่าวไว้ในหนังสือ ให้ลูกค้าได้ลองรับประทานอาหารตามรอย บ้านเล็กในป่าใหญ่ กันเลยทีเดียว
นอกจากนี้หนังสือชุดนี้ยังสะท้อนให้เห็นความสุขในบ้านหลังเล็กที่ทำด้วยไม้ซุง ถึงแม้ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย แต่พวกเขาก็อยู่กันอย่างอบอุ่น เตรียมพร้อมรับมือกับทุกปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าปัญหาสภาพอากาศที่หนาวเย็น หิมะตกจนไม่สามารถออกไปล่าสัตว์หรือเพาะปลูกได้ พวกเขาก็ได้เตรียมพร้อมโดยแปรรูปอาหารเก็บไว้กินตลอดฤดูหนาว นับเป็นหนังสือแนวอบอุ่นใจที่ยังคงความคลาสิกได้อย่างยาวนาน หยิบมาอ่านเมื่อไหร่ก้อได้ เราจะได้ความรู้สึกเช่นเดิม
ลอราต้องเขียนตอนต่อออกมาอีกเจ็ดเล่ม
บ้านเล็กในป่าใหญ่ : อ่านหนังสือกัน 12 เล่ม 1 ชุด
เล่ม 1 : บ้านเล็กในป่าใหญ่
บ้านเล็กในป่าใหญ่ เป็นเรื่องเล่าในวัยเด็กของลอร่า ซึ่งเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีพ่อ แม่ พี่สาวชื่อว่าแมรี่ ลอร่าเป็นเด็กหญิงวัย 5 ขวบ และมีน้องชื่อ แครี่ และยังมีสุนัขชื่อแจ็คคอยเฝ้าหน้าประตูบ้าน เล่มนี้เป็นเรื่องเล่าวัยเด็กบ้านเล็กสีเทาทำด้วยไม้ซุงทั้งต้น อยู่ใกล้ป่า อยู่ในป่าใหญ่ของรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา รอบบ้านมีแต่ต้นไม้ใหญ่ ไกลออกไปก็ยิ่งมีต้นไม้หนาแน่น คนที่เดินทางไปทางทิศเหนือ เดินไปตลอดทั้งวันหรือทั้งอาทิตย์แม้จนตลอดเดือน ก็ยังไม่พ้นเขตป่า เขาจะไม่พบอะไรเลย ไม่มีบ้าน ไม่มีถนน ไม่มีผู้คน มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ป่า บ้านของเธอเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ใกล้ชายป่าใหญ่ พอตกกลางคืนก็มักจะมีเสียงสุนัขหอน ซึ่งลอร่ากลัวมาก แต่เธอรู้ว่าบ้านของเธอคือสถานที่ที่ปลอดภัย และบ้านของเธอมีห้องใต้หลังคา ซึ่งลอร่าชอบเข้าไปนั่งเล่นมาก ชั้นล่างมีห้องนอนสองห้อง หน้าบ้านมีต้นโอ๊คขนาดใหญ่ที่พ่อมักจะใช้แขวนสัตว์ที่พ่อล่ามาได้ ลอร่าชอบเนื้อกวางมากแต่แม่มักจะเอาไว้กินในฤดูหนาว การใช้ชีวิตในบ้านเล็กนั้นพ่อมักล่าสัตว์ในป่าเพื่อนำมาทำอาหาร และหาอาหารตุนไว้สำหรับฤดูหนาวด้วยการหมักเกลือ พ่อมักจะเข้าไปยิงสัตว์ในป่าไม่ว่าสัตว์อะไรก็ตามที่นำมาเป็นอาหารได้ หั่นเนื้อเป็นชิ้น ๆ โรยเกลือไปแขวนไว้ในปล่องไฟและจุดไฟรมไปที่เนื้อให้มีกลิ่นหอม และแสนอร่อยและไม่เน่าเสีย ไวสำหรับฤดูหนาว และบ้านของเธอมีแปลงผักไว้สำหรับฤดูร้อนด้วย มีทั้งมั่นฝรั่ง แครอท พริก ฟักทอง หัวหอม พ่อเลี้ยงหมูและปล่อยออกหากินในป่า และนำมาเป็นอาหารและที่เหลือนำมาทำเป็นไส้กรอก นำ้มันหมูและส่วนต่าง ๆ เก็บไว้สำหรับหน้าหนาว การใช้ชีวิตของครอบครัวนี้มีความสุขมากมายในบ้านเล็ก และมีกิจกรรมมากมายให้ทำ ลอร่ามีความสุข อบอุ่นมากที่ได้อยู่ในบ้านนี้กับครอบครัวในช่วงวัยเด็ก
เล่ม 2 : บ้านเล็กในทุ่งกว้าง
เล่าถึงครอบครัวของลอร่า ที่อพยพออกมาจากป่าใหญ่ ไปอยู่ในทุ่งกว้างดินแดนของพวกอินเดียแดง ที่รัฐแคนซัส พ่อบอกว่าในป่าใหญ่ และพ่อมักบอกว่าในป่าใหญ่มีคนอพยพมาอยู่มากเกินไปแล้ว แต่ชีวิตใหม่ในทุ่งกว้าง และมีเกวียนผ่านบ้านทุกวัน สัตว์ป่าไม่ได้อยู่ในที่มีคนอยู่มาก และที่นี่มีเรื่องราวมากมายในคืนอันเงียบสงัดของทุ่งกว้าง ในตอนกลางคืนในฤดูหนาวอันยืดยาวพ่อได้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้แม่ฟังและพ่อตัดสินใจอพยพไปทางตะวันตกในดินแดนใหม่ และขายบ้านหลังเล็ก ขายแม่วัว ลูกวัว พร้อมกับตัดต้นไม้มาทำเป้นเกวียนเพื่อใช้เดินทาง และออกเดินทางไปยังที่ใหม่ด้วยเกวียนท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ แต่มีความอบอุ่นระหว่างสมาชิกของครอบครัว การเดินทางที่ยาวไกล ต้องพักระหว่างทาง ข้ามลำห้วยหลายแห่งจนนับไม่ถ้วน ขึ้นสะพานไม้ยาวหลายหน ผ่านแม่น้ำมิสซูรี่ด้วยแพไม้ และลอยไปตามกระแสน้ำไปเรื่อย ๆ เจอภูเขาท่ามกลางสายฝนอันเปียกชื้น จนวันหนึ่งมีชายคนหนึ่งมาพบพ่อ และได้ลูกม้าอันแสนน่ารักสองตัวแต่ร่างกายแข็งแรง และแมรี่กับล่อร่าได้ตั้งชื่อว่า เพ็ตและแพ็ตตี้ และม้าทั้งสองก็เป็นกำลังสำคัญในการเดินทาง และได้ผ่านรัฐหอโอว่ารัฐมิซูรี่ และรัฐแคนซัส ระหว่างทางเดินก็เห็นเพียงทางเดินเรียบ และยอดหญ้าและแผ่นฟ้าเท่านั้นด้วยระยะทางอันยาวไกล การเดินทางยังคงผ่านไปเรื่อย ๆ พร้อมความเหนื่อยล้า ผ่านทางลาดชันและหน้าผา และซอกเขาแคบ ๆ และลงไปที่โล่งต่ำลงไป และเดินทางถึงลำห้วยที่มีน้ำเชี่ยวกรากและได้ลุยข้ามผ่านลำห้วยน้ำอย่างปลอดภัย และได้พักแรมในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ และพ่อตัดสินใจที่จะพักระยะยาวที่นี่ในทุ่งกว้าง ได้สร้างบ้าน สร้างคอกม้า และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ปีเดียวก็อพยพกันต่อ
เล่ม 3 : เด็กชายชาวนา
เป็นเรื่องราวของเด็กชายแอลแมนโซกับพี่ชายอีก 3 คน คืออลิซ และรอยัล ที่มีเรื่องราวที่น่าประทับใจของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียงของครอบครัวของเด็กชายแอลแมนโซ ซึ่งอนาคตคือสามีของลอร่า แอลแมนโซ ไวเดอร์ในวัยเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในรัฐนิวยอร์ก เป็นชีวิตที่สนุกสนานและมีความยากลำบากไปด้วย ในขณะนี้แอลแมนโซไปเรียนหนังสือก็ต้องช่วยพ่อปลูกข้าว ปลูกพืชผัก เลี้ยงวัว เลี้ยงแกะ ไปทำงานรับจ้างไปด้วย แต่ก็ยังมีเวลาที่จะเล่นสนุกกับเพื่อน
เล่ม 4 : บ้านเล็กริมห้วย
เล่าเรื่องครอบครัวของลอร่า ได้อพยพด้วยเกวียนอีกครั้งหนึ่ง มาที่มลรัฐมินนิโซตา เป็นการเดินทางไกลมิใช่น้อย และที่นั่นพ่อได้สร้างบ้านหลังใหม่เป็นบ้านใต้ดิน อยู่ติดริมห้วย พ่อบอกว่า ที่นี่เป็นอู่ข้าวสาลี ข้าวสาลียังไม่ทันเก็บเกี่ยว พ่อก็ไปเอาไม้กระดานมาจากในเมือง ค่อยชำระเงินเมื่อขายข้าว บ้านไม้สวยงามและดูแข็งแรง มีพื้นไม้เป็นกระดาน มีหน้าต่างเป็นกระจก และที่นี่เองที่ทำให้ลอร่าและแมรี่ ได้ไปโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ
เล่ม 5 : ริมทะเลสาบสีเงิน
เรื่องเริ่มต้นในวันที่สมาชิกในบ้านป่วยเป็นไข้อีดำอีแดงเกือบทุกคน คือแม่ แมรี่ น้องแครี่ และมีน้องเกรซ น้องคนสุดท้องเพิ่มมาอีกคน เหลือเพียงลอร่ากับพ่อที่เป็นกำลังหลักของบ้าน ไข้อีดำอีแดงนี้ทำให้ตาของแมรี่บอดไป แถมเธอยังต้องโกนผมจนเหมือนเด็กผู้ชายด้วย เป็นการเปิดเรื่องที่ช่างสลดหดหู่เหลือเกิน
ครอบครัวอิงกัลล์ส เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ยิ่งอ่าน เราก็ยิ่งผูกพันกับตัวละครในครอบครัวนี้ ได้แต่ช่วยลุ้นในใจว่า เมื่อไรพวกเขาจะได้พบเจอกับสิ่งที่ดีๆ บ้างสักที
แล้ววันหนึ่ง อาดอเซียก็มาเยี่ยมถึงบ้าน (อาดอเซียเคยปรากฏตัวในเล่มแรกก่อนการอพยพครั้งแรก) อาไฮ สามีของอาดอเซียเป็นผู้รับเหมาสร้างทางรถไฟ และตอนนี้เขากำลังต้องการคนไปช่วยงาน เงินเดือนดีมาก ติดอยู่แต่เพียงว่าครอบครัวอิงกัลล์ส จะต้องย้ายบ้านอีกครั้ง!
การอพยพโยกย้ายในครั้งนี้ แตกต่างกว่าครั้งอื่นๆ อยู่หน่อยตรงที่พ่อจะต้องขับเกวียนขนของไปก่อนรอบหนึ่ง จากนั้น แม่และลูกๆ ที่เหลือจะซื้อตั๋วรถไฟขึ้นตามไป มันเป็นการนั่งรถไฟครั้งแรกของเด็กๆ ทุกคน แต่มันกลายเป็นความน่ากลัวมากกว่าตื่นเต้น (รถไฟในยุคแรกเริ่มยังดูไม่ปลอดภัยเท่ากับในยุคนี้เท่าไรนัก)
เล่ม 6 : ฤดูหนาวอันแสนนาน
บรรยายความรู้สึกในฤดูหนาวอันยาวนาน และปีนี้เป็นปีแรกที่ทุกคนได้มาอยู่ที่ทุ่งกว้างกลางที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัว พวกเขามีเวลาเตรียมการไม่นานนักก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว ยังเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เต็มที่ บ้านก็ยังสร้างเอาไว้ไม่แข็งแรงพอ แต่แล้วปีแรก ก็กลายเป็นปีที่มีฤดูหนาวยาวนานกว่าปีอื่นๆ เป็นปีที่มีฤดูหนาวที่โหดร้ายทารุณที่สุดในรอบ 21 ปี มันเป็นฤดูหนาวที่ยาวนานและสร้างความทรมานได้ดีจริงๆ
แต่ครอบครัวนี้ก็รอดพ้นมันมาได้ สมาชิกของคนในเมืองนี้ที่เพิ่งมาตั้งรกรากกันที่เมืองใหม่ (แผ่นดินดาโกต้า) ส่วนมากจะเป็นคนโสด หรือพี่น้อง หรือคู่สามีภรรยาแต่งงานใหม่ แบบที่เป็นครอบครัวใหญ่แบบครอบครัวอิงกัลล์สนี้มีไม่มาก ครอบครัวใหญ่ จึงเป็นครอบครัวที่ต้องบริหารทรัพยากรที่่มีอยู่จำกัด ให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันแสนนานนี้ไปให้ได้ โชคดีที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขาจะต้องพลิกแพลงกันทุกวิธี เพื่อที่จะอยู่รอดให้ได้ท่ามกลางพายุหิมะและฤดูหนาวอันยาวนาน
เล่ม 7 : เมืองเล็กในทุ่งกว้าง
พบกับเรื่องราวของ “ลอร่า อิงกัลล์ส” เด็กหญิงตัวน้อย ที่เติบโตขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของเธอลงในหนังสือกระท่อมน้อย ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1870 กลางป่าลึกแห่งมลรัฐวิสคอนซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเต็มไปด้วยฝูงสุนัขป่า เสือดำ และหมี และที่ตรงนั้นเอง หนูน้อยลอร่าได้อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ แมรี่ พี่สาว และแครี่ น้องสาววัยแบเบาะของเธอ ในกระท่อมไม้ซุงหลังน้อย ที่อบอุ่นสบาย พ่อเข้าป่าล่าสัตว์ ส่วนแม่ทำเนยและชีส รับประทานกันเอง ตลอดคืนอันยาวนาน แม้สายลมหนาว จะโบกโบย ส่งความรู้สึกเศร้าสร้อยเพียงใด พ่อก็ยังคงขับกล่อมด้วยบทเพลงจากไวโอลินตัวน้อย เพื่อให้ทุกคนอบอุ่นใจและมีความสุข
เล่ม 8 : ปีทองอันแสนสุข
หนังสือเล่มสุดท้ายในชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ บรรยายเรื่องราวพัฒนาการความรักระหว่างลอร่าและอะแมนโซ่ที่ทำให้อมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง สนุกสนานไปกับความวุ่นวายเล็ก ๆ ในการจัดพิธีแต่งงานอย่างเร่งด่วน เรียนรู้วัฒนธรรมการออกเรือนของหนุ่มสาวอเมริกันในยุคบุกเบิกสร้างบ้านสร้างเมือง
……แล้วขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะตกลับขอบฟ้า พ่อก็เล่นเพลงเก่า ๆ ที่ลอร่าเคยได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ ซอดังเป็นเพลงซึ่งลอร่าเคยได้ฟังในป่าใหญ่ มลรัฐวิสคอนซิน แล้วก็ถึงทำนองที่พ่อเคยสีเล่นอยู่ข้างกองไฟกลางทุ่งกว้าง ที่แคนซัส มันทำเสียงโอดครวญเลียนเสียงนกไนติงเกลที่ร้องเพลงกลางแสงจันทร์อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเวอร์ดิกริส ทำให้หวนนึกถึงวันเวลาในบ้านโพรงดินริมลำห้วยพลัมครีกและตอนค่ำในฤดูหนาวที่ในบ้านใหม่ซึ่งพ่อสร้างขึ้นที่นั่น แล้วซอก็ครวญเพลง ที่พ่อเคยเล่นในตอนคริสต์มาสที่ริมทะเลสาบสีเงิน และฤดูใบไม้ผลิหลังฤดูหนาวครั้งที่นานแสนนานครั้งนั้น ครั้นแล้วซอก็บรรเลงทำนองที่แสนจะไพเราะและเสียงลึกทุ้ม ๆ ของพ่อก็ประสานขึ้นมาเป็นเพลงรัก…
เล่ม 9 : สี่ปีแรก
เล่าเรื่องราวถึงความลำบากของลอร่ากับแอลแมนโซ ไวล์เดอร์ ในปีแรกๆ ของชีวิตสมรส และมีเรื่องการเกิดของโร้ส บุตรสาวของลอร่ากับแอลแมนโซ “คุณลองพยายามดูสักสามปีเป็นยังไง พอถึงตอนนั้นแล้ว ถ้าผมทำงานไม่ได้ผล ผมจะเลิกทำนา ไปทำงานอะไรก็ได้ที่คุณอยากให้ผมทำ ผมสัญญาว่าพอครบสามปีแล้วและผมทำไม่สำเร็จจนคุณไม่อยากจะให้ทำต่อไปอีกผมจะทิ้งไร่ทิ้งนาไปทำงานอื่น ลอร่ายอมตกลงว่าจะลองพยายามดูสามปี เธอชอบม้าและชอบอิสระ ชอบความกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งกว้างซึ่งมีสายลมพัดต้นหญ้าสูง ๆ ในหนองให้โบกยวบยาบ ๆ อยู่ตลอดเวลา ที่ดินสองแปล แปลงละร้อยหกสิบเอเคอร์ ซึ่งดินดำดีมีโอชะอุดมสมบูรณ์ก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาทั้งสอง เพราะแมนลี่ได้พิสูจน์ให้เห็นความเข้มแข็งอดทนของเขาแล้ว”
เล่ม 10 : ตามทางสู่เหย้า
เล่าเรื่องราวในชีวิตของลอร่าและครอบครัวของเธอ ในขณะที่ครอบครัวของเธอเริ่มสร้างบ้านใหม่ หลังจากที่พวกเขาได้ชำระหนี้สินที่จำนองที่ดินเขาไว้เรียบร้อยแล้ว “…เมื่อชำระหนี้สินที่จำนองที่ดินเขาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็อีกราวสองสามปีเท่านั้นเอง แม่บอก และเมื่อสวนผลไม้ออกลูก และถ้าผลไม้ได้ราคาดี ถึงตอนนั้นเราก็คงจะล้อมรั้วรอบที่ดีของเราด้วยลวดหนาม แล้วสร้างโรงนาใหม่ขึ้นตอนนั้นเราก็คงจะมีวัวมีม้าหลายตัวแล้ว และหลังจากนั้นเราจึงจะสร้างบ้านใหม่ แม่ตื่นจากฝันด้วยอาการสะดุ้ง แล้วร้องต๊ายตาย! เป็นเวลาทำงานตอนเย็นแล้ว! เมื่อฉันโปรยข้าวโพดให้ไก่ ตักน้ำจากน้ำพุมาเติมอ่างน้ำของมันทุกใบแล้ว ฉันก็เที่ยวไปหาไข่ แม่ไก่ที่กำลังกกไข่ เอาไข่ซ่อนไว้ตามกองหญ้าแห้งบ้าง ในกองฟางบ้างและแม้แต่ในกองหญ้ารก ๆ ก็ยังมี ฉันได้ยินเสียงแม่ผิวปากอยู่ในกระท่อมขณะที่แม่ทำอาหารเย็น…”
เล่ม 11 : ชีวิตต้องสู้
ในเล่ม ชีวิตต้องสู้ จะเป็นช่วงของครอบครัวนักบุกเบิก ถิ่นอินเดียนแดง ขอเกวียนประทุนให้พวกเขาสักเล่ม พวกเขาก็พร้อมที่จะเดินทาง! ริมฝั่งพลัมครี้ก หนึ่งปีในเบอร์โอ๊ก ไปตะวันตกอีกครั้ง ดินแดนดาโคตา เด็กสาวแห่งท้องทุ่ง การสอนหนังสือ ความรัก และการแต่งงาน และพวกเราอยากเห็นโลกกว้าง!
เล่ม 12 : จดหมายจากลอร่า
เล่าเรื่องราวในชีวิตของลอร่าและครอบครัวของเธอ ในขณะที่ครอบครัวของเธอเริ่มสร้างบ้านใหม่ หลังจากที่พวกเขาได้ชำระหนี้สินที่จำนองที่ดินเขาไว้เรียบร้อยแล้ว “…เมื่อชำระหนี้สินที่จำนองที่ดินเขาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็อีกราวสองสามปีเท่านั้นเอง แม่บอก และเมื่อสวนผลไม้ออกลูก และถ้าผลไม้ได้ราคาดี ถึงตอนนั้นเราก็คงจะล้อมรั้วรอบที่ดีของเราด้วยลวดหนาม แล้วสร้างโรงนาใหม่ขึ้นตอนนั้นเราก็คงจะมีวัวมีม้าหลายตัวแล้ว และหลังจากนั้นเราจึงจะสร้างบ้านใหม่ แม่ตื่นจากฝันด้วยอาการสะดุ้ง แล้วร้องต๊ายตาย! เป็นเวลาทำงานตอนเย็นแล้ว! เมื่อฉันโปรยข้าวโพดให้ไก่ ตักน้ำจากน้ำพุมาเติมอ่างน้ำของมันทุกใบแล้ว ฉันก็เที่ยวไปหาไข่ แม่ไก่ที่กำลังกกไข่ เอาไข่ซ่อนไว้ตามกองหญ้าแห้งบ้าง ในกองฟางบ้างและแม้แต่ในกองหญ้ารก ๆ ก็ยังมี ฉันได้ยินเสียงแม่ผิวปากอยู่ในกระท่อมขณะที่แม่ทำอาหารเย็น…”
สำหรับ เล่ม ชีวิตต้องสู้ และ ซึ่งเป็นชีวประวัติของลอร่า อิงกัลส์ ไวล์เดอร์ ผู้เขียน และเล่ม จดหมายจากลอร่า เป็นเล่มพิเศษ
เมื่ออ่านจบลงทั้ง 10 เล่ม จะพบว่าเราได้รู้ชีวประวัติของ “ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์” ผู้เขียนหนังสือชุด “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ตั้งแต่เกิดจนตายไปแล้ว และหนังสือเล่มนี้ วิลเลียม แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญประวัติครอบครัวไวด์เดอร์ได้ค้นคว้าและเรียงเรียงขึ้นอย่างน่าอ่าน ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาให้เราได้ทบทวนอีกครั้ง
บ้านเล็กในป่าใหญ่ : วิเคราะห์วรรณกรรมอมตะ
บ้านเล็กในป่าใหญ่ : มาฝึกภาษาอังกฤษ โดยฟังหนังสือเสียง เรื่อง Little House in the Big Woods ได้ที่นี่
หนังสือชุด “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวของการผจญภัยในชีวิตชนบทเท่านั้น แต่ยังเป็นหนังสือที่อ่านแล้วรับความรู้สึกอบอุ่นใจกับเรื่องราวทั้ง 10 เล่มแล้ว เรายังได้ข้อคิดที่มีคุณค่าหลายอย่างที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านี้ที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งความอดทนและความพยายามอย่างมากในการใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากเพื่อความอยู่รอดของตัวละคร แต่ทุกคนในครอบครัวอิงกัลล์ก็ทำได้และสามารถฝ่าฟันความยากลำบากและอุปสรรคได้ทุกอย่าง เพราะถือว่าครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สามารถเป็นแรงผลักดันทำให้ต่อสู้ได้อย่างไม่ย่อท้อ และหลักสำคัญในการใช้ชีวิตอยู่รอดในป่าใหญ่คือการใช้ชีวิตแบบพอเพียง รู้จักประหยัดอดออม ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีความสุขกับสภาพแวดล้อมทีมี ที่เป็นอยู่ในแต่ละช่วงเวลา แต่ละสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ข้อคิดดีเหล่านี้ส่งพลังและรู้สึกอิ่มเอมมาถึงผู้อ่านได้อย่างล้นปรี่อีกด้วย หรือคุณว่าไม่จริง หากยังไม่ได้อ่านเต็ม หาอ่านได้ตามร้านหนังสือหรือห้องสมุด
