You are currently viewing พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านนิทรรศการกลางแจ้งที่มากความรู้ มีความสนุกสนาน ตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สมบูรณ์แบบ จัดแสดงในบริเวณพื้นที่อุทยานพฤกษศาสตร์ ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับโดมกระบองเพชร   ท่ามกลางผืนป่า สภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัย โดยแบ่งออกเป็น

ทางเข้าพิพิธภัณฑ์ มีการจำลองการสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่  คือเทือกเขาบรรทัดและรูปปั้น สื่อถึงการดำรงชีวิตและเครื่องมือทำมาหากิน
ภายในพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงวัตถุเสมือนจริงของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ และการจำลองสภาพแวดล้อมแต่ละทับ โดยจะมี QR Code เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สแกนหาความรู้เพิ่มเติม โดยแบ่งองค์ความรู้เป็น 4 ด้าน
1. มานิ กลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้
ชนพื้นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย ซึ่งยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มโอเชียนิคนิกรอยด์ (Oceanic Negroid) และสืบเชื้อสายจากกลุ่มภาษาตระกูลออสโตร-เอเชียติค (Austroasiatic) โดยมีภาษาพูดของตนเองในกลุ่มภาษาอัสเลียน (Aslian) แม้ไม่มีภาษาเขียนก็ตาม
2. วิถีและการดำรงชีวิต
แสดงรูปแบบการเลือกที่ตั้งทับหรือ “ฮะยะ” บริเวณพื้นที่เนินเขาสลับภูเขา ซึ่งมีต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุม และอยู่ใกล้ลำธารหรือน้ำตก “ฮะยะ” มีลักษณะเป็นเพิงหมาแหงนแบบง่าย ๆ ใช้ไม้ไผ่ยกเป็น 4 เสา เป็นโครงสร้าง หลังคาด้านหน้าสูงพอเลยศีรษะ ด้านหลังสูงจากพื้นดินประมาณ 1 ศอก หรือไม่ต้องมีก็ได้ กว้างประมาณ 3 ศอก หลังคามุงด้วยใบไม้สาน เช่น ใบตองป่า ใบชิง ใบหลาโอน ใบปุด เป็นต้น สานอย่างละเอียด เพื่อคุ้มแดดและฝน ขนาดของ ฮะยะ มีทั้งเล็กและใหญ่ และมักจะหันหน้าเข้าหากัน เว้นทางเดินตรงกลางหรือลานเพื่อใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ 20-50 คน และมีการอพยพโยกย้ายที่อยู่อย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 10-15 วัน ทั้งนี้เป็นไปตามวิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ และแหล่งอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล
3. ภูมิปัญญาด้านสมุนไพร
ซึึ่งมานินั้น หลายคนรู้จักในชื่อของกลุ่มชนพื้นเมืองที่มีภูมิปัญญาด้านสมุนไพรที่สืบทอดกันมายาวนาน จนได้รับฉายาว่า “เจ้าแห่งสมุนไพร” พวกเขาใช้พืชพรรณธรรมชาติในการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย โดยสมุนไพรที่สำคัญ ได้แก่
หัวไพล ใช้ฝนทาแผล ลดการอักเสบ
เห็ดงู แก้พิษงูกัด
ไอ้เหล็ก ใช้บำรุงกำลัง
ไอ้แว้ง แก้ไข้และอาการเจ็บคอ
ภูมิปัญญาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ลึกซึ้ง และอาจเป็นแนวทางให้คนยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทยมากขึ้น
4. ความเชื่อและพิธีกรรม เกี่ยวข้องกับทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การเกิดจนถึงความตาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ แนวคิดที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติ มานิ บริเวณเทือกเขาบรรทัดไม่มีการนับถือศาสนาที่ชัดเจน จะให้ความเคารพต่อธรรมชาติที่อยู่รอบตัว มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อป่า ลำธาร ต้นไม้ พืช สัตว์ และธรรมชาติทั้งหมด เชื่อในวิถีปฏิบัติต่อธรรมชาติ แสดงออกโดยมีพิธีกรรมที่เคารพธรรมชาติ และมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ

มานิ ทับ

มานิ หรือ มันนิ แปลว่า มนุษย์  แต่มีชื่อเรียกขานต่างกันมากมาย เช่น  “เซมัง” “ซาไก” “โอรังอัสลี” และคำว่า “เงาะป่า” เป็นการเรียกของคนในสังคมภาคใต้และวรรณคดีพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 เรื่อง “สังข์ทอง” และรัชกาลที่ 5 เรื่อง “เงาะป่า”  ในขณะที่คนชนเผ่าเองชอบให้เรียกว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” มากกว่า เพราะ แปลว่า มนุษย์  ส่วนคำอื่น ๆ แปลว่า คนป่า คนเถื่อน ยกเว้นคำว่า “โอรังอัสลี” (اورڠأصل) ที่เป็นภาษามลายูแปลว่าชนพื้นเมือง มักเลือกทำเลที่อยู่อาศัยในภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาในเขตป่าไม้ที่อยู่ลึกห่างไกลจากชุมชนชาวบ้านทั่วไป มีลำธารหรือน้ำตกอยู่ใกล้ ๆ มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่า เผือก มัน และต้องเป็นบริเวณที่มีไม้ซาง (ไม้ไผ่) และปาล์มจั๋งอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งทับ เพราะใช้ประโยชน์ในการสร้างที่พักและอาวุธสำหรับล่าสัตว์  (ไม้ซาง เป็นไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่มีลำปล้องยาว มีหลายขนาดในกอเดียวกัน โดยขนาดใหญ่ไม่เกินแขนเด็กและขนาดเล็กเท่ากับหลอดดูดน้ำ) ซึ่งไม้ซางนี้ใช้สำหรับทำกระบอกตุ และลูกดอ ในการล่าสัตว์

ทับ มานิ

มานิ บนคาบสมุทรภาคใต้

กลุ่มคนที่อาศัยอยู่มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานในผืนป่าแหลมมลายู ตั้งแต่ภาคใต้ของไทยไปจนถึงประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์นับพันปี ที่ปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มคนยุคเริ่มแรกก่อนการลงหลักปักฐานสร้างบ้านเมือง และเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงรักษาองค์ความรู้ของการใช้ชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติในผืนป่าภาคใต้ของประเทศไทย มีวัฒนธรรมการเคลื่อนย้ายตามแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในผืนป่าดิบชื้นบริเวณเทือกเขาบรรทัด ในอดีตอาจมีการเคลื่อนย้ายไปจนถึงแนวเทือกเขาสันกาลาคีรีและประเทศมาเลเซีย แต่ปัจจุบันการเคลื่อนย้ายอยู่ภายในบริเวณที่จำกัด ค่อนข้างแคบตามข้อจำกัดทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและการลดลงของผืนป่า ตลอดจนความพยายามของภาครัฐในการหยุดการเคลื่อนย้าย สนับสนุนให้มีการตั้งหลักปักฐานถาวร จากการสำรวจล่าสุดในปี 2567 มีชุมชนตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดตรัง สตูล พัทลุง และสงขลา มีวิถีชีวิตพึ่งพาอยู่กับธรรมชาติ ความต้องการปัจจัยสี่ทั้งที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม อาหาร และยารักษาโรค ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าไม้เป็นความจำเป็นพื้นฐานสำหรับพวกเขาที่เกื้อกูลการดำรงชีวิต การใช้เงินตรา เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนภายในกลุ่มแทบจะไม่ปรากฎ ยกเว้นการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มคนภายนอก มักเลือกพื้นที่ทำเลตั้งถิ่นฐานในภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาในเขตป่าไม้ที่อยู่ลึกห่างไกลจากชุมชนชาวบ้านทั่วไป แต่ภูมิประเทศเหล่านั้นต้องมีองค์ประกอบของ ลำธารหรือน้ำตก อยู่ใกล้ ๆ มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่า พืชอาหารประเภทหัว เช่น เผือก มัน และต้องเป็นบริเวณที่มี ไม้ไผ่ และปาล์มจั๋ง อยู่ไม่ไกลนัก เพราะใช้ประโยชน์เป็นทั้งการสร้างที่พัก และอาวุธสำหรับล่าสัตว์ ที่เรียกว่า “ตุด” หรือ “บอเลา”
องค์ความรู้และภูมิปัญญา มีมากมาย เช่น เครื่องมือล่าสัตว์ บอเลา หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “กระบอกตุด” การสร้างที่อยู่อาศัยหรือทับ การทำเครื่องมือ เครื่องใช้ บิลาหรือลูกดอก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คู่กับบอเลา ซึ่งทำด้วยไม่ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไม้เทา มีองค์ความรู้ ความสามารถเฉพาะตัว เช่น หาหัวมัน ตามรอยสัตว์ หาแหล่งน้ำ เลือกพื้นที่ตั้งทับ และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้พืชสมุนไพรจากป่า งานจักสานภาชนะ จากพืชประจำถิ่น ช็อง ใช้เป็นภาชนะ สานด้วยมือ ปัจจุบัน “ช็อง” ถูกทำให้เป็นที่รู้จัก เพื่อสื่อสารคุณค่าของพี่น้องมันนิ และที่สำคัญเพื่อลดการใช้พลาสติก กลับมาใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

ทับ

ฮายะ (ภาษามานิ) หรือ ทับ คือบ้านนั่นเอง สร้างด้วยไม้ไผ่และใบไม้ตระกูลปาล์มเรียกว่า มีลักษณะเป็นเพิงหมาแหงน ใช้ไม้ไผ่ยก 4 เสา เป็นโครงสร้าง หลังคาด้านหน้าสูงพอเลยศีรษะ ด้านหลังสูงจากพื้นดินประมาณ 1 ศอก หรือไม่ต้องมีก็ได้ กว้างประมาณ 3 ศอก หลังคามุงด้วยใบไม้สาน จำพวก ใบตองป่า ใบชิง ใบหลาโอน ใบปุด  สานอย่างละเอียดเพื่อคุ้มแดดและฝน ขนาดของฮายะมีทั้งเล็กและใหญ่ และมักจะหันหน้าเข้าหากัน เว้นทางเดินตรงกลาง หรือลานเพื่อใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง  สำหรับอาศัยหลับนอนและพร้อมเคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหาร แต่ละทับจะอยู่กันเป็นกลุ่ม ประมาณ 20-30 คน
วิสา เสกธีระ และ เกรียงไกร เกิดศิริ ได้แบ่งประเภทของทับในบทความเรื่อง “ทับ…เพิงพักพิงในพงไพรของชาวมันนิ ดังนี้
1. ทับที่มีระนาบหลังคาระนาบเดียวแบบเพิงหมาแหงน
2. ทับแบบหลังคาเพิงหมาแหงนยกสูง
3. ทับแบบเพิงหมาแหงนมีกันสาดด้านหน้า
4. ทับแบบหลังคาจั่ว พบที่หมู่บ้านเก่าของชาวมันนิกลุ่มวัง สายทอง จังหวัดสตูล
5. ทับยาวสำหรับอยู่อาศัยได้หลายคน
6. ทับแบบสามเหลี่ยมหน้าจั่ว
7. ทับผสมกระท่อม

ทับ

มานิ กับภูมิปัญญาจากธรรมชาติ

บอเลา มานิ
ลูกดอก มานิ

บอเลา หรือ “กระบอกตุด”

อาวุธคู่กายในการหาของป่า ล่าสัตว์เป็นอาหาร  ดังนั้น บอเลา จึงเป็นอาวุธที่สำคัญสำหรับล่าสัตว์ ถือเป็นอาวุธที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “กระบอกตุด” เป็นเครื่องมือที่ทำด้วยไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าไม้ไผ่หลอดหรือไม้ไผ่ซาง บอเลาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ บอเลาชั้นนอก กับบอเลาชั้นใน บอเลาชั้นนอกเป็นกระบอกไม้ไผ่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวงในประมาณ 2.5 เซนติเมตร ที่ต่อเข้ากันจำนวน 2-3 ท่อน ตามความยาวของไม้ที่นำมาใช้จนได้ความยาวประมาณ 2.5 เมตร การต่อไม้ไผ่ให้ยาวขึ้นนี้ เพื่อช่วยเพิ่มแรงส่งให้ลูกดอกไปได้ไกลยิ่งขึ้น ระหว่างข้อต่อของไม้ไผ่แต่ละท่อนนั้นจะใช้ยางจากต้นจันหานมาเชื่อมต่อไม้ไผ่โดยใช้ไฟลนให้ติดกันจึงจะได้บอเลายาวตามที่ต้องการ  ส่วนบอเลาชั้นใน ทำจากไม้ไผ่ประเภทเดียวกันแต่ใช้ขนาดเล็กกว่า ความยาวจะต้องเท่ากับบอเลาชั้นนอก การใช้งานจะต้องเอาบอเลาชั้นในนี้สอดเข้าไปไว้ในบอเลาชั้นนอก และเมื่อสอดบอเลาเข้าไปแล้วบริเวณปลายสุดของด้านที่จะใช้เป่า ต้องใช้ไม้ไผ่ที่ขัดเกลาให้เรียบสวมทับอีกชั้น แล้วเชื่อมให้ติดกันเพื่อให้ริมฝีปากแนบกันสนิทในขณะที่เป่า เมื่อนำไปใช้งานและได้สัตว์ที่มีขนกลับมา เช่น หมี ลิง ค่าง เป็นต้น เคล็ดลับน่าจะอยู่ที่การนำขนมาถูกับบอเลาเพื่อให้มีกลิ่นสาบของสัตว์ ทำให้สัตว์ไม่ตื่นตกใจในขณะใช้งานและตุดสัตว์ได้ง่ายขึ้น

 

บิลา หรือ “ลูกดอกอาบยาพิษ” 

อุปกรณ์ที่ใช้คู่กับบอเลา บิลาหรือลูกดอก ใช้คู่กับบอเลา ทำจากหมากเจหรือไผ่ซางและทางระกำ บิลามีขนาดยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 – 2 มิลลิเมตร เสี้ยมปลายให้แหลม วัดจากส่วนปลายสุดเข้ามาประมาณ 3 เซนติเมตร จะต้องเหลาปลายให้คอดกิ่ว เมื่อเป่าถูกสัตว์จะได้หักติดอยู่ในตัวสัตว์ทันที และปลายอีกข้างหนึ่งของบิลานี้ก็เสี้ยมให้แหลมเช่นกันเพื่อนำไม้ระกำที่แต่งเป็นรูปกรวยติดไว้ สำหรับปลายแหลมของบิลาจะต้องชุบปลายลูกดอกนั้นด้วยยาพิษเรียกว่า “อิโป๊ะ” ทำมาจากยางของต้นไม้บางชนิด โดยเฉพาะยางน่อง (ด็อก) เป็นส่วนผสมสำคัญ มาเคี่ยวรวมกันจนมีลักษณะเหนียวข้นสีดำ เมื่อชุบปลายบิลากับอิโป๊ะเรียบร้อยแล้วจะนำมาใส่ไว้ใน “ฮอลลี่” ทำจากหลอดไม้ไผ่ขนาดเล็ก นำฮอลลี่แต่ละอันมาผูกด้วยหวายและม้วนเก็บใส่ไว้ในกระบอกสำหรับใส่ลูกดอก เรียกว่า “มะนึก” ทำจากไม้ไผ่ป่า โดยจะนำขุยเต่าร้างใส่ไว้ในมะนึกด้วย ไว้ใช้เวลาเป่าบอเลาจะนำขุยเต่าร้างยัดในปากกระบอก เพื่อให้ลูกดอกแน่นและสามารถเป่าได้ไกล กระบอกมะนึกจะมัดด้วยหวายเพื่อสะพายไว้กับตัว

มานิ ลูกหลุมพี
ผลและเมล็ดมะริง
มัน
สมุนไพรมานิ

มานิ เจ้าแห่งสมุนไพร

ภูมิปัญญาด้านสมุนไพรที่สืบทอดกันมายาวนาน จนได้รับฉายาว่า “เจ้าแห่งสมุนไพร” ชาวมานิใช้พืชพรรณธรรมชาติในการรักษาโรคและบำรุงร่างกาย โดยสมุนไพรที่สำคัญ ได้แก่ หัวไพล ใช้ฝนทาแผล ลดการอักเสบ เห็ดงู แก้พิษงูกัด ไอ้เหล็ก ใช้บำรุงกำลัง ไอ้แว้ง แก้ไข้และอาการเจ็บคอ ภูมิปัญญาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ลึกซึ้ง และอาจเป็นแนวทางให้คนยุคใหม่หันมาให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทยมากขึ้น
ไพบูลย์ ดวงจันทร์ ได้เขียนเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรของชาวมานิ ไว้ว่า ชาวมานิเป็นเจ้าแห่งสมุนไพร ความรู้ ความชำนาญเป็นพิเศษเกี่ยวกับยาสมุนพรและล้วนเป็นสมุนไพร่ที่มีคุณภาพดี ตัวอย่างตำรับยาสมุนไพรเช่น:
1. อัมม หรือ ยาคุมกำเนิด เป็นรากไม้แข็ง ๆ ให้ผู้หญิงรับประทานกับหมาก หรือแทะกินเฉย ๆ ก็ได้ มีสรรพคุณในทางคุมกำเนิด
2. ยาให้มีลูก มี 2 ขนาน ขนาดแรกเรียกว่า “มักม็อก” เป็นรากไม้แข็ง ๆ รอยตัดมีเส้นคล้ายหัวผักกาด ให้ภรรยารับประทานเมื่อมีประจำเดือน โดยต้มเอาน้ำรับประทาน หรือแทะรับประทาน ยานี้มีสรรพคุณคล้ายยาบำรุงโลหิต เมื่อหมดประจำเดือนให้รับประทานยาขนาดที่ 2 คือ “ยังอ็อน” เป็นรากไม้แข็ง ๆ เนื้อสีขาว เปลือกดำให้ภรรยารับประทานเมื่อหมดประจำเดือน และให้สามีรับประทานด้วย วิธีรับประทานก็เช่นเดียวกับยามักม็อก
3. เลอะเคอะ หรือ ยาแก้เมื่อย มีลักษณะคล้ายต้นฝรั่ง ใช้ต้มเอาน้ำนวดบริเวณที่ปวดเมื่อย ยานี้เชื่อว่าคนที่เป็นอัมพาตก็จะหาย
4. ลีวู หรือ ยาแก้เจ็บเส้น เป็นรากไม้คล้ายกระชาย ใช้ต้มเอาน้ำดื่มหลังอาหาร
นอกจากตำรับยาสมุนไพรดังกล่าวข้าวต้นยังมีสมุนไพรอีกมากมายหลากหลายชนิดที่ชาวมานิ นำมารักษาโรค เช่น กระทือป่า, กฤษณา, กำแพงเจ็ดชั้น, กำลังหนุมาน, ข่อยน้ำ, ขมิ้นเครือ, คนทีเขมา, คนทีสอ, ค้อนตีมา, คุย, โคลงเคลงขนต่อม, ชะโอน, ขันรูจี, เทพทาโร, เนระพูสีไทย, บอนส้ม, ปลาไหลเผือก, บุดคางคก, พญาสัตบรรณ, พาโหมต้น, พริกนก, พีพวนน้อย, ไพล, มะหาด, ไมยราบ, ยอป่า, ย่านนมควาย, ร่อง, ราชครูดำ, ว่านเพชรหึง, ว่านสากเหล็ก, สะค้าน, สะบ้าลิง, สาบเสือ, หญ้าหนูต้น, หมากหมก, หัสคุณ, หูหมีขน,อ้ายบ่าว, เอื้องไหมนาง, ไอสากเหล็ก, ไฮยาฟันกราม เป็นต้น

มานิ
มานิ ทับ4

แหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองพระราชดำริ ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อพ.สธ. โดยมุ่งศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ และเผยแพร่ผ่านนิทรรศการและสื่อการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจและจิตสำนึกเกี่ยวกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความสัมพันธ์กับระบบนิเวศป่าไม้ โดยการนำเสนอผ่าน “พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” เน้นการบูรณาการข้อมูลวัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผ่านการจัดแสดงเชิงประสบการณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายและสร้างสรรค์ พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (Maniq Ethic Museum) เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคใต้ ในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความผูกพันอยู่กับป่า การใช้ชีวิตจึงอิงกับระบบนิเวศในป่า ไม่ว่าวิธีการทำมาหากินเพื่อยังชีพโดยการล่าสัตว์ เก็บของป่า การใช้สมุนไพรในการดูแลรักษาสุขภาพ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม ภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกัน

อันที่จริงแล้วผมเชื่อว่าแต่ก่อนนั้นในนครนี้ก็มีพี่น้องมานิอยู่อาศัยก่อนที่จะค่อย ๆ ถอยออกไปทางร่อนพิบูลย์ พัทลุง-ตรัง จนถึงสตูล ทางเทือกบันทัดอย่างเช่นสายสกุล สุชา ชูแก้ว ที่แผ่ไปทั่วทางนั้น ผมก็ว่าน่ามีเลือดมานิอยู่นะครับ  คำว่ามานินี้ ผมไม่ทราบคำแปล แต่ #โอรังอัสลิ ที่ทางมลายูเรียกพี่น้องนั้นชี้ชัด เพราะแปลตรงคำได้ว่า #มนุษย์ผู้มาอยู่ก่อน สอดคล้องกับงานการศึกษาทางมานุษยวิทยา พันธุกรรม ดึกดำบรรพ์วิทยา และโบราณคดี ที่บ่งว่าผู้คนในย่านคาบสมุทรและหมู่เกาะแห่งแผ่นดิน #สุวรรณภูมิ นี้ มีทั้ง #เนกริโต และ #ออสโตรเอเซียติก รวมทั้ง #ออสโตรนีเซีย
ก่อนที่จะมี อารยัน ทมิฬ สิงหล รวมทั้งไทยกะได มองโกลอย และโพลีเนเซีย ตาม ๆ กันมาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ (บัญชา พงษ์พานิช, 2568)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ชนเผ่าพื้นเมืองมานิ. https://mani.thaiipportal.info/
ชนเผ่าพื้นเมืองมานิ โดย โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนเป่าพื้นเมืองในประเทศไทย. 
บุญเสริม ฤทธาภิรมย์. (2557). เงาะภาคใต้ของไทยเป็นเผ่าเซมัง ไม่ใช่ซาไก. วิทยาลัยชุมชนสตูล จังหวัดสตูล.
บัญชา  พงษ์พานิช. 2568, 29 ตุลาคม).
กับพี่น้องมานิที่วลัยลักษณ์ With OrangAsliMani AtWalailak (20251029_2 เพื่อแผ่นดินเกิด). facebook. https://www.facebook.com/photo?fbid=1941640636731049&set=pcb.1941647730063673
พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  Maniq Ethic Museum.  สืบค้นจาก https://botany.wu.ac.th/?page_id=49297
พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์มานิ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านนิทรรศการกลางแจ้งที่มากล้นด้วยความรู้คู่ความสนุกสนาน. 
ไพบูลย์ ดวงจันทร์. (2523).ซาไก เจ้าแห่งขุนเขาและสมุนไพร. (พิมพ์ครั้งที่ 2)
สิริพร สมบูรณ์บูรณะ.  (2558). รายงานวิจัยเรื่อง “กลุ่มชาติพันธุ์ กรณีกลุ่มซาไกหรือมานิในภาคใต้ : จังหวัดพัทลุง ตรังและสตูล” 

เสียงแห่งมานิ : สำรวจร่องรอยภาษาที่ไม่มีตัวอักษร. สืบค้นจาก https://botany.wu.ac.th/?p=49995

ภาพจาก: 

1. รู้จัก “มานิ” แห่งเทือกเขาบรรทัด คนอยู่ป่าอย่าเรียกเขาว่า “ซาไก”. MGR Online. https://mgronline.com/travel/photo-gallery/9610000050670
2. 1.มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). ชนเผ่าพื้นเมืองมานิ. https://mani.thaiipportal.info/
3. ภาษามานิ (ซาไก). วารสารวัฒนธรรม, 56(4), 70.-77

Kritsana Satapong

บรรณารักษ์ งานสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.