ระบบศาลของประเทศไทยที่ควรรู้ไว้
ประเทศเอกราชในโลกใบนี้ทุกประเทศจะต้องมี ศาล สำหรับเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นคดีสู่ศาล ประเทศไทยของเราก็เฉกเช่นเดียวกัน
ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ไทยเราก็มีศาลแล้ว ดังเห็นได้จากลายจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่บัญญัติถึงคุณสมบัติของตุลาการซึ่งมีใจความว่า “ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุนผิแลผิดแผก แสก-ว้าง กันสวนดูแท้แล้วจึงแล่งความแก่มันด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน” คำว่า ศาล นี้ ปทานุกรมแปลไว้ว่า ที่ชำระความ
รัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย ฉบับพุทธศักราช 2560 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ ได้แบ่งศาลของประเทศออกเป็น 3 ประเภท คือ
1) ศาลยุติธรรม
2) ศาลปกครอง
3) ศาลทหาร
ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ แยกไปไว้ต่างหากว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
การแบ่งศาลออกเป็น 3 ประเภทดังกล่าวแสดงว่าระบบศาลของประเทศไทยเป็นระบบศาลคู่ แยกเป็นอิสระจากกัน มีผู้พิพากษาหรือตุลาการของแต่ละศาลโดยเฉพาะ ไม่อาจย้ายจากศาลดังกล่าวศาลหนึ่งไปดำรงตำแหน่งในอีกศาลหนึ่งได้
ขอบเขตอำนาจของแต่ละศาล
– ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่น ศาลยุติธรรม มี 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
– ศาลปกครอง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ศาลปกครองสูงสุด กับ ศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งได้แก่ ศาลปกครองกลาง และ ศาลปกครองในภูมิภาค
– ศาลทหาร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลทหารแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารกลาง และศาลทหารสูงสุด
– ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ที่มิใช่คดีพิพาทกันอย่างที่ศาลยุติธรรม ศาลปกครองหรือศาลทหารมีเขตอำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญมีเพียงศาลเดียวและชั้นเดียวไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา