หนังสือประกอบการเรียน GEN64-131 ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2 (Thai Civilization and Global Citizen)

คำอธิบายรายวิชา

วิชานี้ศึกษาแนวคิดและกระบวนการพัฒนาวิถีความเป็นไทยทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจากอดีตถึงปัจจุบันที่ก่อให้เกิดความศิวิไลซ์ของความเป็นไทยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของสังคม รวมทั้งการศึกษาพัฒนาการของสังคมโลกที่มุ่งเน้นคุณค่าของสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  โดยเฉพาะการเคารพความแตกต่าง ความหลากหลายทางสังคม การยึดหลักธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยอธิบายให้เห็นถึงการเชื่อมโยงของวิถีสังคมไทยกับความเป็นพลเมืองโลก

หนังสือประกอบรายวิชา ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2 ซึ่งเป็นหนังสือเพิ่มเติมจากชุดเดิม จะมีทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับประเทศไทย และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องประเทศอื่น ๆ ในแง่มุมหลากหลาย

รายชื่อหนังสือ ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

รายการหนังสือชุด ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

แนวรบด้านตะวันตก สมรภูมิครองยุโรปของนาซีเยอรมัน

CallnumberFic. ก641ห 2564
Authorการ์เซีย มาร์เกซ, กาเบรียล, ค.ศ. 1927-2014
Titleหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว / กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ; ชนฤดี ปลื้มปวารณ์ แปลจากต้นฉบับภาษาสเปน
Published[กรุงเทพฯ] : บทจร, 2564
Detail476 หน้า ; 21 ซม
Subject
Subject
Subject
Added Authorชนฤดี ปลื้มปวารณ์

       สมรภูมิในแนวรบด้านตะวันตก หรือการรบในดินแดนของยุโรปที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศเยอรมนีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการรบที่ยาวนานกว่า 5 ปี เป็นความพ่ายแพ้ของอาณาจักรไรช์ที่ 3 ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

“มีนาคม ค.ศ. 1938 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผนวกออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดอาณาจักรใหม่ของนาซีเยอรมันนั่นคือ “อาณาจักรไรช์ที่ 3” นั่นเอง ” (หน้า 13)

       ผู้เขียนนำเสนอสมรภูมิในแนวรบด้านตะวันตกอย่างละเอียด ทั้งจากมุมมองของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายนาซีเยอรมันเพื่อให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นภาพรวมของการรบจากความรับรู้ของกำลังพลทั้ง 2 ฝ่าย อันจะทำให้เข้าใจถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในแต่ละสมรภูมิได้เป็นอย่างดี สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างรอยบาดแผลและความทรงจำให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้แพ้และผู้ชนะต่างก็บอบช้ำทั้งที่สงครามเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ คนเพียงคนเดียว แต่ไฟสงครามกลับลุกลามเผาผลาญข้ามทวีปจนกลายเป็นสงครามแห่งมวลมนุษยชาติไปในที่สุด  นอกจากนี้ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวเข้าใจถึงแก่นแท้ของเหตุการณ์ เลือกประเด็นสำคัญมาอธิบาย ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีภาพประกอบ อ่านเข้าใจง่าย เล่าเรื่องได้สนุก อ่านจบ สงครามยุติ หายเหนื่อย แนะนำให้อ่าน แล้วคุณจะรู้จัก เข้าใจ ยุทธวิธีทางการรบโดยละเอียด

      “ยุทธวิธี “การเข้าตีลวง”(Faked Attack) เพื่อสร้างความสับสนให้กับข้าศึก โดยการเข้าตีลวงนั้นจะเกิดขึ้น ณ จุดที่ข้าศึกคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าอาจจะเกิดการโจมตี ส่วนการเข้าตีจริงจะเกิดขึ้นในจุดที่ข้าศึกไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งการเข้าตีลวงนอกจากจะมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับข้าศึกแล้ว ยังทำให้ข้าศึกต้องถอนกำลังจากจุดที่เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อมาเสริมแนวรลด้านที่เป็นเป้าหมายลวง อันจะส่งผลให้แนวตั้งรับของข้าศึกที่เป็นเป้าหมายหลักมีความอ่อนแอ” (หน้า 19)

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberD757 ศ3น 2565
Authorศนิโรจน์ ธรรมยศ
Titleแนวรบด้านตะวันตก สมรภูมิครองยุโรปของนาซีเยอรมัน = Western Battlefront The European Theatre of Nazi German in WW2 / ศนิโรจน์ ธรรมยศ
Publishedกรุงเพทฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2565
Detail387 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Subject
Subject
Subject

สิ้นฝันเมื่อวันวาน : นักศึกษากับสงครามปฏิวัติไทย

  • “ชีวิตของความเป็นคนในยุคแห่งเดือนตุลานั้นผูกพันอยู่กับอุดมการณ์ชุดใหญ่ที่สุดคือการปฏิวัติ การจบลงของสงครามปฏิวัติในชนบทไทยที่มีอาการ “ป่าแตก” และตามด้วยวัน “เสียงปืนดับ” เป็นจุดจบของสงครามเย็นในไทยจึงเป็นการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ในยุคสมัยหนึ่งและของคนรุ่นหนึ่ง” -สุรชาติ บำรุงสุข-

รวมบทความของผู้เขียนที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ นำเสนอมุมมองสงครามการปฏิวัติ ความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในไทยและในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในอีกด้านต้องการที่จะนำเสนอถึงความเป็น “เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519” และความเป็น “คนเดือนตุลาฯ” เนื้อหาภายในเล่มเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองจาก ตุลาคม 2516 – ตุลาคม 2519 สามปีของการต่อสู้ของขบวนนิสิตนักศึกษาไทย ควบคู่ไปกับสงครามอินโดจีนที่แทรกอยู่ในเนื้อหาเป็นระยะ

  • “สหรัฐเปิดการโจมตีทางอากาศ … ต่อเป้าหมายในเวียดนามทั้งเหนือและใต้ ในลาว และในกัมพูชา” (หน้า 51)

การปฏิวัติไทยก่อตัวขึ้นครั้งแรกในวันที่ 7 สิงหาคม 2508 และจากกลางปี 2526 เป็นต้นมานักวิชาการอเมริกันประเมินว่า “พคท. เป็นเพียงปัญหากวนใจ มิได้เป็นภัยคุกคามเช่นเดิมอีกต่อไป” สงครามปฏิวัติไทยเดินมาถึงจุดสิ้นสุด 

  •  “ชีวิตของรัฐไทยโชคดีที่ไม่เคยผ่านขั้นตอนของการแพ้สงคราม ผู้คนในสังคมจังไม่เคยมีประสบการณ์ที่อยู่ในสภาวะของการเป็นผู้แพ้ ไทยเป็นหนึ่งในตัวแบบของรัฐที่ชนะสงครามคอมมิวนิสต์ แต่ในอีกด้านหนึ่งผู้คนอีกส่วนกลับมีบาดแผลของความเป็นผู้แพ้สงคราม!” (หน้า 30)
  • จากจุดเริ่มต้นของปฐมบทแห่งสงครามปฏิวัติไทยที่เริ่มในปี 2508 สงครามค่อย ๆ ปิดฉากลง และจบลงในปี 2526 … จากปี 2519 ต่อเนื่องเข้าปี 2520 หลายฝ่ายเกรงกันว่าโดมิโนจะล้มลงที่กรุงเทพฯ แต่กลับกลายเป็นว่า โดมิโนไทย เข้มแข็งอย่างมากจวบจนสิ้นสุดยุคของสงครามเย็น ดังนั้นจึงเป็นคำถามเหมือนครั้งหนึ่งที่อังกฤษชนะสงครามก่อความไม่สงบในมลายา ที่เรียกว่า อะไรคือปัจจัยแห่งชัยชนะ (หน้า 41)

อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เลิกรบ เลิกสงคราม เราได้บทเรียนอะไรบ้างนอกจากการสูญเสีย ปัจจุบันสังคมเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ต้องไม่ลืมว่าตัวชี้วัดทั้งหมดต้องเป็นระบบ เปลี่ยนเฉพาะการปกครองเปลี่ยนได้หรือไม่ การสูญเสีย ความเสียหาย ความบอบช้ำที่ทิ้งร่องรอยไว้ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นหลังเสมอ..

  • “การปฏิวัติจะพาสังคมเราให้ก้าวไปข้างหน้าดังที่วาดฝันไว้ แต่แล้วเรื่องนี้กลับกลายเป็น หนังตลกร้าย ที่จบแบบหักมุมอย่างที่ไม่คาดคิด เลิกรบ เลิกสงคราม!” (หน้า 14)
  • “สิ่งที่เราเป็นพยายามไม่ใช่แต่เพียงเห็นการสิ้นสุดของสงครามเย็นหรือเห็นการเดินผ่านของระยะเวลาในประวัติศาสตร์ในยุคหลังสงครามเท่านั้น หากแต่ยังเห็นถึงสิ่งที่เป็นเสมือนการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์อีกด้วย” ฟรานซิส ฟูกูยามา (หน้า 115)
  • “สงครามปฏิบัติในสังคมไทยจบไปนานมากแล้ว … จนเรื่องราวที่เหลืออาจจะกลายเป็นเพียง ตำนาน …” (หน้า 1)

ในเล่ม

  • สงครามและการปฏิวัติในเดือนตุลา
  • รัฐและสงครามปฏิวัติไทย
  • สงครามระหว่างพรรคพี่น้อง
  • ปฐมฤกษ์แห่งสงคราม!
  • สงครามต้านปฏิวัติของรัฐไทย
  • สงครามของจักรวรรดินิยม
  • ความผันแปรของสงคราม
  • วอชิงตันถอน ไซง่อนแตก กรุงเทพกลัว!
  • ไทยต้องไม่เป็นเวียดนาม
  • สงครามไทย-พรรคจีน
  • การเมืองนำการทหาร
  • สิ้นสงคราม สิ้นอุดมการณ์?
  • การเมืองนำการทหาร ประชาธิปไตยนำเผด็จการ
  • สงครามจบ ประวัติศาสตร์จบ

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS575 ส7ส 2563
Authorสุรชาติ บำรุงสุข
Titleสิ้นฝันเมื่อวันวาน : นักศึกษากับสงครามปฏิวัติไทย / สุรชาติ บำรุงสุข
Editionพิมพ์ครั้งแรก
Publishedกรุงเทพฯ : นิสิตสามย่าน, 2563
Detailvi, 128 หน้า ; 19 ซม
Table of contentสงครามและการปฏิวัติในเดือนตุลา — รัฐและสงครามปฏิวัติไทย — สงครามระหว่างพรรคพี่น้อง — ปฐมฤกษ์แห่งสงคราม — สงครามต้านปฏิวัติของรัฐไทย — สงครามของจักรวรรดินิยม — ความผันแปรของสงคราม — วอชิงตันถอน ไซง่อนแตก กรุงเทพกลัว! — ไทยต้องไม่เป็นเวียดนาม — สงครามไทย-พรรคจีน — การเมืองนำการทหาร– สิ้นสงคราม สิ้นอุดมการณ์? — การเมืองนำการทหาร ประชาธิปไตยนำเผด็จการ — สงครามจบ ประวัติศาสตร์จบ
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ

มนุษย์อยู่ที่ไหนก็คือมนุษย์

  • ผู้เขียน ภรณ์ทิพย์ มั่นคง หรือ กอฟ อดีตผู้ต้องหาคดี 112 จากการทำละครเวทีเมื่อปี 2556 ที่ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำกว่า 2 ปี
  • หน้าปกเป็นรูปกระดาษของพระคัมภีร์ที่เธอแอบฉีกมาเขียนบันทึกระหว่างติดคุก 
  • ตรงกลางเล่ม แทรกบันทึกที่ Scan จากฉบับจริง
  • ผู้เขียนเล่าเรื่องของตัวเองไปพร้อม ๆ กับเรื่องของคนอื่น ๆ

เหมือนอ่านไดอารี่ อ่านไปเรื่อย ๆ พร้อมกับเอาใจช่วยลุ้นให้เธอมีความสุขในชีวิต วันต่อวันที่ถูกจองจำ ต้องเผชิญอะไรบ้าง ที่กระแทกใจแบบสุด ๆ ไปเลยคือการเอาบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของผู้เขียน ในเศษกระดาษเท่าที่จะหาได้ Scan แทรกกลางเล่ม เห็นได้ชัดเพราะสีแดงของขอบกระดาษและชนิดกระดาษที่หนากว่าปกติ แนะนำให้ทำใจก่อนที่จะเปิดอ่าน หรือเว้นไว้อ่านตอนที่แน่ใจแล้วว่าเข้มแข็งพอ อ่านแล้วสะอึกเลย ตัวหนังสืออัดแน่น เขียนบนพื้นที่ว่างของเศษกระดาษย้ำว่าพื้นที่ว่าง ไม่มีระยะห่างระหว่างบรรทัด เหมือนหน้าปกของหนังสือ อ่านแล้วจุกจนต้องหยุด

 “เมื่อเราสูญเสียอิสรภาพเราก็แค่สูญเสียอิสรภาพเท่านั้นเองเราไม่ได้เสียปัญญาและศรัทธาต่อเพื่อนมนุษย์สักหน่อยเราไม่ได้เสียทักษะใดที่เราสั่งสมมาสักหน่อย…”

เป็นบันทึกเหตุการณ์ บันทึกชีวิตในทัณฑสถานหญิงกลางตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าไปสู่แดนแรกรับจนถึงวันที่ได้รับการปล่อยตัว ภาษาและการเล่าเรื่องของผู้เขียนมีมิติ มีอารมณ์หลากหลาย อ่าน ๆ ไปบางทีอาจจะเผลอยิ้มไปกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นใน ทึ่งไปกับวิธีการเอาตัวรอด เอาใจช่วยไปกับภารกิจต่าง ๆ ของผู้เขียนและผองเพื่อน เรียกได้ว่าหนังสือเปิดเผยมุมที่ไม่เคยได้อ่าน และไม่ค่อยเห็นสื่อใดนำเสนอออกมา การเล่าเรื่องและการดำเนินเรื่องมีความเป็นวรรณกรรมสูง และในแง่ของบันทึกประสบการณ์ที่ให้ทั้งข้อมูล บันเทิง (หรือเปล่า) ที่สำคัญสะท้อนสังคมได้อย่างเข้มข้น แนะนำให้อ่าน

“บางทีจักรวาลก็สั่งให้เรากลับไปอยู่ในที่เก่า ๆ ที่ ๆ เราเกลียดเพื่อที่จะให้เรามั่นใจในตัวเองว่าสามารถออกมาจากตรงนั้นได้จริง ๆ และสามารถปฏิเสธสิ่งไม่ดีที่มันเข้ามาหาเราได้ และเลือกสิ่งใหม่ได้จริง ๆ มันคือการทดสอบที่ท้าทายมากเลยนะกับการเอาชนะใจของตัวเองให้ได้…” (มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละปกหน้า)

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHV9800.55 ภ43ม 2564
Authorภรณ์ทิพย์ มั่นคง
Titleมันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ / ภรณ์ทิพย์ มั่นคง
Editionพิมพ์ครั้งที่ 4
Publishedกรุงเทพฯ : อ่าน, 2564
Detail(8), 852 หน้า : ภาพประกอบ ; 17 ซม
Table of contentภาค 1 : ดินสอเขียนคิ้ว — ภาค 2 : ปากกาเจล — ภาค 3 : กระดาษปะเก็น — ภาค 4 : ลิควิด
Abstractคุณเคยคิดไหมว่าวันหนึ่งอาจโดนจับแล้วยัดเข้าคุก ประกันตัวไม่ได้ หลักทรัพย์ไม่พอ หรือตำรวจคัดค้านการประกัน กระทั่งศาลหมดเวลาทำการ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สมมติว่าคุณไม่ได้ประกันตัวก็แล้วกันนะ เราจะบอกว่าตอนนั้นเราร้องไห้ขี้มูกโป่งเลย แน่ล่ะ ก็โดนจับน่ะ โดนจับเหมือนอย่างที่พ่อแม่ขู่สมัยเด็กๆ ว่า “ถ้าดื้อจะให้ตำรวจมาจับ” แต่คราวนี้มันโดนจริงๆ ไง
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

สัจนิยมมหัศจรรย์ : ในงานของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ โทนี มอร์ริสัน และวรรณกรรมไทย

      เป็นการนำงานวิจัยสองชิ้นมาปรับปรุงแก้ไขและรวบรวมไว้ด้วยกันเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้สนใจวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ คำว่า “สัจนิยมมหัศจรรย์” (magic realism) คือการหลอมรวมของวรรณกรรมสองประเภท คำว่า realism นั้นอ้างอิงถึงวรรณกรรมแนวสัจนิยมที่มุ่งถ่ายสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตและสังคมโดยยึดหลักความเหมือนจริงและความสมจริงตั้งอยู่บนหลักของเหตุและผลตามแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ในแนวปฏิฐานนิยม ส่วนคำว่า “magic” นั้นอ้างอิงไปถึงวรรณกรรมในแนวแฟนตาซีเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เหนือจริง มักพบได้โดยทั่วไปในงานวรรณกรรมพื้นบ้านหรือตำนานท้องถิ่น

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberPN56.M24 ช75ส 2559
Authorชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
Titleสัจนิยมมหัศจรรย์ : ในงานของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ, โทนี มอร์ริสัน และวรรณกรรมไทย / ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : อ่าน, 2559
Detail(8), 212 หน้า : ภาพประกอบ ; 24 ซม
Table of contentบทที่ 1 ความเป็นมาของวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ — บทที่ 2 นิยามและลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ — บทที่ 3 กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ กับการสร้างอัตลักษณ์วรรณกรรมละตินอเมริกัน — บทที่ 4 โทนี มอร์ริสัน สัจนิยมมหัศจรรย์กับอัตลักษณ์แอฟริกันอเมริกัน — บทที่ 5 ความเป็นมาของสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมไทย — บทที่ 6 สัจนิยมมหัศจรรย์ในฐานะวรรณกรรมทางเลือกของไทย — บทที่ 7 สัจนิยมมหัศจรรย์ : จากยุโรปสู่ไทยผ่านละตินอเมริกา
Table of contentความเป็นมาของวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ — นิยามและลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ — กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ กับการสร้างอัตลักษณ์วรรณกรรมละตินอเมริกัน — โทนี มอร์ริสัน สัจนิยมมหัศจรรย์กับอัตลักษณ์แอฟริกันอเมริกัน — ความเป็นมาของสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมไทย — สัจนิยมมหัศจรรย์ในฐานะวรรณกรรมทางเลือกของไทย — สัจนิยมมหัศจรรย์ : จากยุโรปสู่ไทยผ่านละตินอเมริกา
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

สตรีในกระจก: ภาพสะท้อนห้วงคำนึง และเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ

   รวมเรื่องสั้นของนักเขียนอังกฤษ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้นทั้งหมด 5 เรื่อง

  • สตรีในกระจก: ภาพสะท้อนห้วงคำนึง
  • สมาคม
  • รอยเปื้อนบนผนัง
  • ในสวนผลไม้
  • แลพพินและแลพพินโนว่า

เรื่องสั้นทั้ง 5 เรื่อง สะท้อนมุมมองของสตรีชาวอังกฤษในสมัยคริสตศตวรรตที่ 20 ต่อสภาพสังคม สถานะของผู้หญิง ความคิด ความรู้สึก ชีวิตสมรสที่ต้องเกี่ยวข้องกับครอบครัวฝ่ายสามี และความร่วงโรยของวัยตามวัน คำและวิธีการเชียน เรียงลำดับเหตุการณ์ ความสำคัญ มีทั้งเสียดสี เยาะเย้ย เหตุการณ์ธรรมดาที่เล่าแต่สามารถตรึงให้อ่านได้จนจบ แก่นสำคัญของเล่มนี้คือการวิพากษ์มุมมอง สะท้อนค่านิยมของสังคม ที่กดสถานะและบทบาทของสตรีอย่างท้าทายและกล้าหาญ

สตรีในกระจก เรื่องสั้นเรื่องแรกและเป็นชื่อเรื่องของเล่ม ภาพที่เห็นในกระจก สะท้อนสิ่งแวดล้อมรอบตัวของอิซาเบลลา ความเป็นตัวตนของเธอทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน  ผู้แต่งเก็บรายละเอียดชนิดที่เรียกว่าแน่นเอียด ขยายให้เห็นชีวิตที่ล้อมรอบด้วยวัตถุหรูหราแต่โดดเดี่ยว เหงา อ้างว้างของผู้หญิงคนหนึ่ง และสุดท้ายวัตถุเหล่านั้นคือพยานหลักฐานของความล้มเหลวในชีวิต 

เรื่องสั้นน่าสนใจทุกเรื่อง เป็นหนังสือแปลที่อ่านง่าย เข้าใจในทุกตัวอักษรมีภาพสิทธิและความเท่าเทียมของผู้หญิงในสังคมสมัยใหม่ บทบาทของสถาบันครอบครัว และภาพชีวิตสมรสอันไม่สมบูรณ์อยู่ข้างในนั้น

“ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนผลิตงานสร้างสรรค์เลยสักคนเดียว … ไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้เลยว่า เคยมีผู้หญิงที่เขียนหนังสือได้ดี หรือจะมีผู้หญิงที่เขียนหนังสือได้ดีในอนาคต” (หน้า 33)

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberFic. ว744ส 2561
Authorวูล์ฟ, เวอร์จิเนีย
Titleสตรีในกระจก : ภาพสะท้อนห้วงคำนึง และเรื่องสั้นคัดสรรอื่น ๆ = The lady in the looking-glass : a reflection and other selected stories / Virginia Woolf เขียน ; นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน แปล
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์, 2561
Detail76 หน้า ; 19 ซม
Subject
Subject
Added Authorนราวัลลภ์ ปฐมวัฒน
Added AuthorWoolf, Virginia

คู่มือเผด็จการ

      คู่มือเผด็จการ : ลัทธิบูชาตัวบุคคลในศตวรรษที่ 20″ ของ “ฟรังค์ ดีเคิทเทอร์” เล่าเรื่องราวของ 8 จอมเผด็จการโลก “มุสโสลินี ฮิตเลอร์ สตาลิน เหมา คิมอิลซุง ดูวาลีเย เชาเชสกู เมนกิสตู” ทั้งแปดมีนิสัยต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการขึ้นสู่อำนาจ หนังสือเรียงลำดับเหตุการณ์ตามช่วงเวลาของประว้ติศาสตร์ พาไปรู้จักกลเม็ดที่คนกลุ่มหนึ่งใช้เพื่อให้ตนและครอบครัวได้สืบทอดอำนาจ ซึ่งบางกรณีอาจยาวนานหลายชั่วรุ่น ทั้งชักใย ทำตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง กลั่นแกล้ง สร้างศัตรูร่วม ปิดปากผู้เห็นต่าง สร้างหน่วยสืบราชการลับ สอดส่องกิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ เวียนวนในลักษณะนี้เปลี่ยนแต่สถานที่และตัวละคร  “มีหลากหลายกลยุทธ์ที่ผู้นำเผด็จการใช้กรุยทางขึ้นสู่อำนาจและกำจัดคู่แข่ง มีการกวาดล้างนองเลือด มีการยักย้ายจัดการ แบ่งแยกแล้วปกครองแค่บางส่วนแต่ในระยะยาว การสร้างลัทธิบูชาบุคคลดูจะเป็นสิ่งที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด ลัทธินี้จะใช้ทั้งมิตรและศัตรูให้เป็นประโยชน์ บังคับให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันภายใต้ผู้นำคนเดียวกัน” (หน้า 15)

หนังสือเล่มนี้จะเผยให้เห็นบทเรียนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และทุกข์ยากของผู้ที่อยู่ภายใต้ระบบดังกล่าว  

“สมาชิกที่เคยวิพากษ์วิจารณ์สตาลินแม้เพียงครั้งเดียวก็ถูกโยนเข้าคุก เดือนสิงหาคม ปี 1935 ซิโนเวียฟกับคาเมเนฟเป็นสองคนแรกที่ดโนเล่นงาน พวกเขาถูกนำไปไต่สวนและประหารชีวิต” (หน้า 135)

“ตลอดทศวรรษที่ 30 ผู้คนหลายล้านชีวิตอดอยาก ถูกจำคุกหรือประหาร … ประชาชนอยู่ในความหวาดกลัว ชาวบ้านดูชมชี่นและเรียกสตาลินอย่างเสียดสีบ่อยครั้งว่า ‘สหายตัวซวย’ เกือบทุกรายต่างบอบช้ำกับการปกครองอย่างอำมหิต” (หน้า 149)

แต่ก็ยังชี้ให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่จีรัง แม้แต่อำนาจเผด็จการ!

“หนึ่งเดือนหลังพิธีศพสตาลิน ชื่อของเขาก็หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์” (หน้า 157)

“ลงจากอำนาจในปี 1986 ฝูงชนที่โกรธาก็เข้าทำลายที่พักสุดท้ายของปาป้าด็อคจนย่อยยับ” (หน้า 264)

“… รูปปั้นเลนินกองไว้กับพื้นรายล้อมด้วยวัชพืชและถังน้ำมันที่ว่างเปล่า … แน่นอนว่าเขาไม่ใช่รายแรกที่ต้องไปหลังจากกำแงเบอร์ลินถูกทลายลง ” (หน้า 325)

บทส่งท้ายเป็นบทที่สรุปเรื่องราวของจอมเผด็จการทั้งแปดแบบย่อ ๆ ให้อ่านซ้ำเพื่อทบทวนความเข้าใจอีกรอบ และบทเชิงอรรถ อยากจะบอกว่า เป็นหนังสือที่มีบรรณานุกรมมากที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา มีเชิงอรรถแยกเป็นหนึ่งบท และอ้างอิงย่อยเป็นแต่ละบทตั้งแต่บทนำ จบที่คำตาม ไปทำความรู้จักจอมเผด็จการโลกทั้งแปดที่ทิ้งร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์โลกกัน “How to be a Dictator = คู่มือเผด็จการ”

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberJC495 ด6ค 2565
Authorดีเคิทเทอร์, ฟรังค์
Titleคู่มือเผด็จการ ลัทธิบูชาตัวบุคคลในศตวรรษที่ 20 = How to be a dictator: the cult of personality in the twentieth century / ฟรังค์ ดีเคิทเทอร์ เขียน ; กิตติชาติ บุณยะภักดิ์ แปล
Publishedกรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2565
Detail411 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of content1. Mussolini : มุสโสลินี — 2. Hitler : ฮิตเลอร์ — 3. Stalin : สตาลิน — 4. Mao : เหมา — 5. Kim Il-sung : คิม อิลซุง — 6. Duvalier : ดูวาลีเย — 7. Ceausescu : เชาเชสกู — 8. Mengistu : เมนกิสตู
Subject
Subject
Subject
Subject
Added Authorกิตติชาติ บุณยะภักดิ์
Added AuthorDikötter, Frank. How to be a dictator: the cult of personality in the twentieth century

สยาม เยนเติลแมน

     ปรับปรุงมาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวรรณคดีและวรรณคดีเปรียบเทียบ บัณฑิตวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “สุภาพบุรุษ” ในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวกับวรรณกรรมศรีบูรพา

     ผู้เขียนกล่าวถึงประเด็นเกี่ยวกับความเป็นชายที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งคือความเป็นชายแบบสุภาพบุรุษ อาจารย์ที่ปรึกษาได้ให้แนวทางไปศึกษาต่อว่าความเป็นชายแบบสุภาพบุรุษเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญคือความเป็นชายแบบสุภาพบุรุษถูกนำเสนอจากชนชั้นสูง ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHQ1090.7.T5 ส5ส 2563
Authorสหะโรจน์ กิตติมหาเจริญ
Titleสยาม เยนเติลแมน / สหะโรจน์ กิตติมหาเจริญ
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2563
Detail(12), 307 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of contentทำไมจึงต้องศึกษา “สุภาพบุรุษ” — กว่าจะมาเป็น “สุภาพบุรุษ” — จากชายยุค “โบราณนานมา” สู่ชายยุค “สุภาพบุรุษ” — “สุภาพบุรุษ” กับความเป็นชาย — “สุภาพบุรุษ” กับความเป็นชนชั้น — “สุภาพบุรุษ” กับความเป็นชาติ — หลักในการเป็น “สุภาพบุรุษ” — ส่งท้ายความเป็นชายแบบ “สุภาพบุรุษ”
Abstractหนังสือ “สยาม เยนเติลแมน” เล่มนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่า “สุภาพบุรุษ” จากพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ “สุภาพบุรุษ” จากวรรณกรรมของศรีบูรพานั้น มีความแตกต่างกันหรือไม่ และมีการประกอบสร้าง การนำเสนออย่างไร รวมทั้งตอบคำถามที่ว่าความเป็นชายแบบสุภาพบุรุษ มีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทยด้วยหรือไม่ ผ่านการวิเคราะห์พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับวรรณกรรมของศรีบูรพา ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแทน (representation) ของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

สงครามเย็น(ใน)ระหว่าง โบว์ขาว

      โลกทัศน์ ตัวตนของคนต่างรุ่น ต่างวัย ต่างวัฒนธรรม ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง มีเนื้อหา 6 บท ได้แก่ โลกที่ (ไม่อาจ) เปลี่ยนแปลงของผู้ใหญ่รุ่นสงครามเย็น, คนรุ่นโบว์ชาว เมื่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงปะทะกับโลกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จากการเมืองบนโลกออนไลน์สู่การเมืองบนท้องถนน การเติบโตและพัฒนาการการชุมนุมของคนรุ่นโบว์ขาว เรากำลังต่อสู้กันเพื่ออะไร : บทเรียนจากประเทศอื่นๆ และ (ใน) ระหว่างและโบว์ขาว : ความหวังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberJQ1745 ก3ส 2564
Authorกนกรัตน์ เลิศชูสกุล
Titleสงครามเย็น(ใน)ระหว่าง โบว์ขาว / กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2564
Detail344 หน้า : ภาพประกอบ ; 19 ซม
Table of contentโลกที่(ไม่อาจ)เปลี่ยนแปลงของผู้ใหญ่รุ่นสงครามเย็น — คนรุ่นโบว์ขาว เมื่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงปะทะกับโลกที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง — จากการเมืองบนโลกออนไลน์สู่การเมืองบนท้องถนน — การเติบโตและพัฒนาการการชุมนุมของคนรุ่นโบว์ขาว — เรากำลังต่อสู้กันเพื่ออะไร: บทเรียนจากประเทศอื่นๆ — (ใน)ระหว่างและโบว์ขาว: ความหวังในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

ประวัติศาสตร์เปอร์เซีย ยุคอะคีเมนิด

        เรื่องราวของจักรวรรดิอะคีเมนิดแห่งเปอร์เซียที่ยิ่งใหญ่ หลอมรวมผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันในช่วงรุ่งเรืองที่สุดนั้นครอบคลุมพื้นที่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาเหนือ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณร้อยละ 44 ของประชากรโลก นับเป็นสถิติที่สูงที่สุดที่ยังไม่มีจักรวรรดิใดในประวัติศาสตร์โลกเทียบเคียงได้

  1. อิหร่าน ดินแดนแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มมองว่า จักรวรรดิมีเดีย เป็นการรวบรวมชาวอิหร่านและสร้างรัฐอิหร่านเป็นครั้งแรก ก่อนที่พระเจ้าไซรัสมหาราชจะสถาปนาจักรวรรดิอะดีเมนิด อิหร่านเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอะคีเมนิด เรืองอำนาจอยู่กว่า 200 ปี จักรวรรดิอะคีเมนิดมีบทบาทสำคัญทางด้านการเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมในยุคหลังของโลกอีกด้วย คำว่าอิหร่าน (Iran) มาจากคำว่า เอราน (Eran) เป็นภาษาเปอร์เซีย หมายถึง กลุ่มคนที่มีความสามารถในการรวบรวมหรือรวมตัวกัน และหมายถึงชาวอิหร่านหรือผู้ที่มีเชื้อชาติอิหร่าน มีความเกี่ยวโยงกับคำว่า อารยัน (Aryan) เป็นภาษาพาร์เธียน อิหร่านเป็นที่รู้จักของโลกในนาม “เปอร์เซีย” เพราะนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกเรียกว่า เปอร์ซิส มีความหมายว่าดินแดนของชาวเปอร์เซีย
  • – มีอำนาจ เมื่อ 539 B.C. (ไซรัสทรงยกทัพเข้าโจมตีบาบิโลน)
  • มีอำนาจการการที่สามารถยึดครองกรุงบาบิโลน แห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมียได้
  • มีปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่า “อาเคมีเนส” (Achaemenes) แห่งราชวงศ์อาเคเมนิค (Achaemenid)
  • ศูนย์กลางอาณาจักร สมัยไซรัส – เอคบาทานา (Ecbatana) สร้างเมืองใหม่ที่ – เปอร์ซีโปลิส (persepolis) ต่อมาสมัยดาริอัส – สุสา(Susa)
  • ศูนย์กลางอาณาจักรเปอร์เซียในปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอิหร่าน
  • ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroaster) เป็นศาสนาของชาวเปอร์เซีย เป็นศาสนาประจำอาณาจักรเปอร์เซีย (คัมภีร์อาเวสตา (Avesta) ฝ่ายหนึ่งดีฝ่ายหนึ่งชั่ว พวกเขาเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความดีเป็นเทพผู้สูงสุด ชื่อออร์มาซด์ (Ormazd) เทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร และเชื่อว่ามีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์สอนว่า มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี)
  • มีการทำระบบนำน้ำเข้าสู่เมือง เป็นระบบชลประทานน้ำใต้ดินที่เรียกว่า”คานัต” (Qanat)
  • จักรวรรดิเปอร์เซียอ่อนแอ่ลงและที่สุดถูกจักรวรรดิกรีกสมัยอเล็กซานเดอร์มหาราชเข้าโจมตีและเป็นดินแดนส่วนหนึ่งสมัยนั้น
  1. พระเจ้าไซรัสมหาราช เอกกษัตริย์แห่งจักรวรรดิอะคีเมนิด กษัตริย์ที่ได้รบความเคารพเทิดทูนเป็นอย่างสูงจากชาวอิหร่าน แม้แต่ศัตรูอย่างชาวกรีกก็ยกย่องนับถือเป็นอย่างมาก พระเจ้าไซรัสมหาราช รวบรวมชนเผ่า แคว้น และอาณาจักรต่าง ๆ ที่อยู่ในเปอร์เซียให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ขยายไปจนครอบคลุมสามทวีป ยุโรป แอฟริกา และเอเซียนับเป็นรัฐมหาอำนาจรัฐแรกของโลก 
  • เป็นผู้สถาปนาอาณาจักรเปอร์เซีย
  • เป็นกษัตริย์ที่ตีบาบิโลนได้ ใน ก่อน ค.ศ. 539
  • เป็นผู้ที่ปลดปล่อยชาวยิวจากการถูกเป็นทาสที่บาบิโลนให้กลับดินแดนปาเลสไตน์หลังจากยึดครองกรุงบาบิโลนได้
  • เป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวไว้ในไบเบิ้ล
  • เป็นกษัตริย์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ดีมีขันติธรรม 
  • อนุญาตให้ดินแดนที่คนเองยึดครองสามารถรักษาประเพณีของตนเองได้ ไม่ต้องจ่ายส่วย ไม่จับมาเป็นเฉลย ไม่กดขี่ข่มเห่ง จ่ายค่าแรงงานแก่คนสร้างเมือง/วังด้วยค่าจ้าง 
  • ประชาชนในอาณาจักรที่ยึดครองที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติวัฒนธรรมยอมรับในตัวผู้นำและไม่ต่อต้าน
  1. เปอร์เซโปลิส นครหลวงที่มั่งคั่งที่สุดในปฐพี
  • เปอร์ซีโปลิส (Persepolis) ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus The Great) ผูู้ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาคิเมนิด (Achaemenid Empire) นครแห่งนี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครอง ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าดาริอุสมหาราช (Darius The Great) ผู้ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าเซอร์เซสมหาราช (Xerxes The Great) พระราชวังเปอร์ซีโปลิส (Persepolis Palace) ก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ์อาคิเมนิดแห่งเปอร์เซียตั้งแต่ในช่วงปีที่ 550 – 330 ก่อนคริสตกาล
  • พระราชวังเปอร์ซีโปลิส (Persepolis Palace) ได้ถูกทำลายด้วยการโจมตีของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปีที่ 330 ก่อนคริสตกาล หลังจากการที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพของพระเจ้าดาริอุสที่ 3 แห่งแผ่นดินเปอร์เซีย ที่ศึกกัวกาเมล่า (Guagamela) ในช่วงปีที่ 334 ก่อนคริสตกาล แต่เดิมทีพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ทรงเก็บรักษาเมืองนี้เอาไว้ หลังจากทรงพิชิตได้ ก็ด้วยเพราะความสวยงามของพระนครที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรการตา ดุจดั่งเทวสถานที่สร้างขึ้นโดยเหล่าเทพเจ้า อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการสะสมความรํ่ารวยในทางศิลปะมานับตั้งแต่สมัยของพระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ซึ่งเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาคิเมนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาราชวังแห่งอปาดาน่า (Apadana Palace) และในมหาศาลาท้องพระโรง (The Throne Hall) ซึ่งก็ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรโอฬารเพื่อเป็นที่ประทับออกว่าราชการของกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาคิเมนิด กษัตริย์ผู้ที่ซึ่งได้รับการประกาศขนานพระสมัญญานามจากเหล่าหัวเมืองประเทศราชทั้งปวงของจักรวรรดิ์ว่า “ราชาแห่งจอมราชันย์” (The King of Kings) ซึ่งได้สร้างขึ้นมาในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าดาริอุสมหาราช (Darius The Great) และได้ถูกทำให้ยิ่งใหญ่โอฬารมากกว่าเดิมในรัชสมัยของพระเจ้าดาริอุสที่ 3 (Darius III)
  • พระราชวังเปอร์ซีโปลิส (Persepolis Palace) ถูกเผาทำลายในคืนที่สาม หลังจากพระเจ้าอเล็ซานเดอร์มหาราชทรงพิชิตพระนครแห่งนี้ มีกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มทหารชาวกรีก) ได้ลอบเข้ามาขโมยสมบัติแห่งราชวงศ์ พร้อมได้ทำการวางเพลิงเผาพระราชวัง ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ ชาวกรีกถือว่าเป็นการล้างแค้นที่เมื่อครั้งหนึ่ง กองทัพเปอร์เซียของพระเจ้าเซอร์เซสมหาราช ได้กรีฑาทัพบุกยึดนครเอเธนส์และได้เผาทำลายเมือง พร้อมกับทำลายวิหารแห่งเทพีอาเธน่าแห่งเขาอะโครโพลิส ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของชาวเอเธนส์ ในสงครามเปอร์เซีย-กรีกครั้งที่ 2

4.สงครามกรีก-เปอร์เซีย จุดเริ่มต้นของจุดจบของจักรวรรดิอะคีเมนิด

สงครามกรีก-เปอร์เซีย ครั้งที่ 1 (492 ปีก่อนคริสตกาล)

  • กษัตริย์ดาริอัสที่ 1 แห่งเปอร์เซีย ให้มาร์โดนิอุส (Madonius) ยกทัพข้ามช่องแคบเฮเลสปอนต์ผ่านแคว้นเทรซ (Thrace) ซึ่งเป็นชายฝั่งด้านเหนือของทะเลเอเจียน เพื่อเดินทางทัพเรือต่อไปยังคาบสมุทรกรีก แต่ถูกพายุใหญ่ ทำให้เรือเสียหายมากจนต้องยกทัพกลับ หลังจากนั้นกษัตริย์ดาริอัสที่ 1 ได้ส่งคณะฑูตไปยังรัฐต่าง ๆ ของกรีกเพื่อเจรจาให้ยอมส่งส่วยดินและน้ำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้และอยู่ใต้การปกครองของเปอร์เซีย ขณะนั้นนครรัฐหลายรัฐยอมส่งส่วย แต่มีบางรัฐไม่ยอม เช่น รัฐเอเธนส์ และ รัฐสปาร์ตาร์

สงครามกรีก-เปอร์เซีย ครั้งที่ 2 (490 ปีก่อนคริสตกาล) หรือ สงครามมาราธอน

  • กษัตริย์ดาริอัสที่ 1 รวบรวมกำลังพลเพื่อที่จะทำสงครามกับกรีกอีกครั้ง โดยมีทหารราบ 250,000 ทหารม้า 1,000 เรือมากกว่า 600 ลำ โดยเดินทัพเลียบชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียนเข้าสู่ทะเลเอเจียน และขั้นบกที่อ่าวมาราธอน (Marathon) แคว้นอัตติกา (Attica) การรบครั้งนี้ถึงกรีกมีกำลังน้อยกว่า แต่กรีกเป็นฝ่ายชนะ

สงครามกรีก-เปอร์เซีย ครั้งที่ 3 (481 ปีก่อนคริสตกาล)

  • หลังจากกษัตริย์ดาริอัสที่ 1 สิ้นพระชนม์ในปี 486 ก่อนคริสตกาล เจ้าชายเซอร์ซิส พระโอรสก็สืบราชสมบัติต่อเป็นกษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 (Xerxes 1) กษัตริย์เซอร์ซิสที่ 1 ต้องการเดินทัพทางบกขึ้นเหนือ จึงสั่งให้ทำสะพานข้ามช่องแคบเฮเลสปอนส์แล้วเดินทัพอ้อมมาตามชายฝั่งทะเลเข้าสู่คาบสมุทรกรีก โดยมีกองทัพเรือเดินทางเลียบชายฝั่งมาด้วย ว่ากันว่าการยกทัพมาครั้งนี้มีกำลังพลถึง 2,300,000 คน
  • การรบที่ช่องเขาเทอร์โมพิเล ลีโอไนดัส (ในหนัง 300 ภาคแรกเป็นเรื่องของคนคนนี้) ได้นำทหารสปาร์ตา 300 คนต้านทัพของเปอร์เซียบริเวณช่องเขาเทอร์โมพิเล ลีโอไนดัสและทหารสปาร์ตาทั้ง 300 คน ได้ทำการสู่รบอย่างกล้าหาญและพลีชีพที่ช่องเขานี้ เมื่อรบชนะฝ่ายเปอร์เซียก็มุ่งหน้าสู่เอเธนส์
  • การรบทางเรือที่ซาลามิส เธมิสโตคลิส (Themistocles) (ในหนัง 300: Rise of an Empire เป็นเรื่องของคนคนนี้ เป็นแม่ทัพเรือชาวกรีก) เธมิสโตคลิส ได้ให้เหตุผลต่อสภาว่าอนาคตของเอเธนส์ขึ้นอยู่กับอำนาจทางทะเล เขาสามารถโน้มนาวให้ประชาชนในรัฐเอเธนส์เห็นชอบในการนำเงินมาใช้ในการสร้างกองทัพเรือให้แข็งแกร่ง ในการสู่รบทางเรือที่ ซาลามิส เธมิสโตคลิส เป็นฝ่ายชนะ เมื่อแพ้สงครามกษัตริย์เ์ซอร์เซสที่ 1 รวบรวมกำลังพลที่เหลืออยู่และกลับเปอร์เซีย แต่ได้วางกำลังพล 120,000 คน ไว้ที่คาบสมุทรกรีก และมอบหมายให้มาร์โดนิอุส (Mardonius) บุตรเขยทำหน้าที่เป็นแม่ทัพ เมื่อมาร์โดนิอุสได้เป็นแม่ทัพก็ได้นำทัพบุกกรีก อีกครั้งและถูกสังหารในการรบ กองทัพเปอร์เซียขาดผู้นำจึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

หลังจากได้รับชัยชนะจากสงครามจากเปอร์เซียแล้ว ก็เกิดสงครามภายในระหว่างรัฐของกรีกอีกหลายครั้ง จนในที่สุดกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย (359– 336 ปีก่อนคริสตกาล) (คนนี้เป็นพ่อของอเล็กซานเดอร์มหาราช) ซึ่งเป็นอาณาจักรทางภาคเหนือของกรีก ได้ใช้กำลังผสมระหว่างทหารม้าของขุนนางกับทหารราบฟาลังห์ (เป็นทหารที่ใช้โล่กับหอกยาวเวลารบจะเรียงแถวหน้ากระดาน) เข้ามาแทรกแซงและครอบครอง หลังจากนั้นไปก็จะเป็นเรื่องราวของอเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 ปีก่อนคริสตกาล) ที่จะขยายอาณาเขตไปจนถึงอินเดีย

       เปอร์เซียมีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่หลายพันปี จักรวรรดิเปอร์เซียรุ่งเรืองและทรงอิทธิพลที่สุดก็คือในยุคอะคีเมนิด อยากจะบอกว่าถ้าหยิบขึ้นอ่านแล้วจะวางไม่ลง แต่ต้องอ่านแบบช้า ๆ อ่านทุกตัวอักษร ท้ายเล่มมีตัวช่วย ภาคผนวกจะเรียงลำดับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลา เพื่อผู้อ่านจะได้อ่านและเข้าใจเนื้อหาภายในเล่มได้มากยิ่งขึ้น

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS272 ช6ป 2565
Authorชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล
Titleประวัติศาสตร์เปอร์เซีย : ยุคอะคีเมนิด / ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล
Publishedกรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป, 2565
Detail272 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of content1. อิหร่าน ดินแดนแห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย — 2. พระเจ้าไซรัสมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งจักรวรรดิอะคีเมนิด — 3. เปอร์เซโปลิส นครหลวงที่มั่งคั่งที่สุดในปฐพี — 4. สงครามกรีก – เปอร์เซีย — 5. พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จอมราชันผู้พิชิตจักรวรรดิอะคีเมนิค — 6. วีรสตรีแห่งเปอร์เซีย — 7. ซาราธุสตราและศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนาแห่งจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณที่ยิ่งใหญ่ — 8. เฟอร์โดวซี และชาห์นาเมห์ มหากาพย์ที่ฟื้นชีพให้ภาษาและอัตลักษณ์เปอร์เซีย — 9. สัตว์ในตำนานเปอร์เซีย
Subject

หญิงสาวผู้ชิมอาหารให้ฮิตเลอร์

      หญิงสาวผู้ชิมอาหารให้ฮิตเลอร์ เป็นนวนิยายที่ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ มาร์กอท เวิล์ค (Margot Wölk) ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอกับหญิงสาวอีก 14 คนทำหน้าที่เป็นคนชิมอาหารให้ฮิตเลอร์เพื่อให้แน่ใจว่าในอาหารไม่มียาพิษ ในบรรดาหญิงสาวทั้ง 15 คนนั้น เวิล์คเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากสงคราม เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2014 ในวัย 96 ปี นวนิยายเรื่องนี้ได้เล่าเรื่องผ่านตัวเอกของเรื่องคือ โรซา เซาเออร์ ตัวละครเอกของเรื่อง เป็นหญิงสาวชาวเบอร์ลิน สงครามทำให้เธอต้องทิ้งเมืองหลวงไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของสามีในหมู่บ้านชนบท โดยที่เธอไม่รู้ว่าหมู่บ้านในปรัสเซียตะวันออกแห่งนั้นตั้งอยู่ใกล้กับกองบัญชาการลับของฮิตเลอร์ หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า Wolfsschanze (ว็อล์ฟส์ชันเซอ)หรือ รังหมาป่า เพราะหมาป่าเป็นชื่อเล่นของฮิตเลอร์ โรซา เซาเออร์ ถูกเรียกตัวไปทำหน้าที่เป็นคนชิมอาหารให้ฮิตเลอร์เช่นเดียวกับหญิงสาวอีก 9 คน ระหว่างพวกเธอเกิดทั้งมิตรภาพและความอิจฉาริษยา นอกจากนั้นโรซายังมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนายทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งขณะที่สามีของเธอไปรบในรัสเซีย ผู้เขียนเจาะลึกลงไปในความสัมพันธ์อันคลุมเครือของมนุษย์ หาความหมายของการคงความเป็นมนุษย์ โดยเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปราะบางเมื่อเผชิญกับความรุนแรงของประวัติศาสตร์ และแข็งแกร่งเมื่อเผชิญกับความปรารถนาแห่งวัยสาว 

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberFic. ป959ห 2563
Authorโปสโตรีโน, โรแซลลา
Titleหญิงสาวผู้ชิมอาหารให้ฮิตเลอร์ = Le assaggiatrici / โรแซลลา โปสโตรีโน เขียน ; สิรีธร ถาวรปิยกุล แปล
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Published[กรุงเทพฯ] : อ่านอิตาลี, 2563
Detail333 หน้า ; 21 ซม
Abstract“ความสามารถในการปรับตัวเป็นคุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ แต่ยิ่งปรับตัว ฉันก็ยิ่งรู้สึกเป็นมนุษย์น้อยลง” นวนิยายเรื่องนี้ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ มาร์กอท เวิล์ค (Margot Wölk) ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เธอกับหญิงสาวอีก 14 คนทำหน้าที่เป็นคนชิมอาหารให้ฮิตเลอร์เพื่อให้แน่ใจว่าในอาหารไม่มียาพิษ ในบรรดาหญิงสาวทั้ง 15 คนนั้น เวิล์คเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากสงคราม เธอเสียชีวิตเมื่อปี 2014 ในวัย 96 ปี โรซา เซาเออร์ ตัวละครเอกของเรื่อง เป็นหญิงสาวชาวเบอร์ลิน สงครามทำให้เธอต้องทิ้งเมืองหลวงไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของสามีในหมู่บ้านชนบท โดยที่เธอไม่รู้ว่าหมู่บ้านในปรัสเซียตะวันออกแห่งนั้นตั้งอยู่ใกล้กับกองบัญชาการลับของฮิตเลอร์ หรือที่ใครๆ เรียกว่า Wolfsschanze (ว็อล์ฟส์ชันเซอ)หรือ รังหมาป่า เพราะ หมาป่า เป็นชื่อเล่นของฮิตเลอร์ โรซา เซาเออร์ ถูกเรียกตัวไปทำหน้าที่เป็นคนชิมอาหารให้ฮิตเลอร์เช่นเดียวกับหญิงสาวอีก 9 คน ระหว่างพวกเธอเกิดทั้งมิตรภาพและความอิจฉาริษยา นอกจากนั้นโรซายังมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนายทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งขณะที่สามีของเธอไปรบในรัสเซีย ผู้เขียนเจาะลึกลงไปในความสัมพันธ์อันคลุมเครือของมนุษย์ หาความหมายของการคงความเป็นมนุษย์ โดยเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เปราะบางเมื่อเผชิญกับความรุนแรงของประวัติศาสตร์ และแข็งแกร่งเมื่อเผชิญกับความปรารถนาแห่งวัยสาว
Subject
Subject
Subject
Added Authorสิรีธร ถาวรปิยกุล

เศรษฐศาสตร์ความจน

      อ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้มุมมองและหลักคิดดีๆ แก่คนไทยที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและคนทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจน คนจนก็มีเหตุมีผลเหมือนพวกเราทุกคน เพียงแต่พวกเขามีบริบทที่แตกต่างจากเรา และหากเราต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนให้สำเร็จแล้ว เราก็จำเป็นต้องมีความเข้าอกเข้าใจต่อคนจน นโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทยจะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น เท่าทันกับความซับซ้อนและความแตกต่างของปัญหาความยากจนในแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญเราอาจจะหลุดออกจากกับดักความเชื่อหลายอย่างที่สืบทอดกันมานาน และสามารถช่วยให้ประชาชนหลุดออกจากกับดักความยากจนได้อย่างแท้จริง

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHC59.7 บ77ศ 2564
Authorเบเนอร์จี, อภิชิต วี. ค.ศ. 1961-
Titleเศรษฐศาสตร์ความจน : ปฏิวัติความคิดเกี่ยวกับวิธีพิชิตความยากจนโลก = Poor Economics : a radical rethinking of the way to fight global poverty / Abhijit V. Banerjee และ Esther Duflo เขียน ; ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ แปล
Editionพิมพ์ครั้งที่ 2
Publishedกรุงเทพฯ : ซอลท์ พับลิชชิ่ง, 2564
Detail375 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Abstractมายาคติมากมายที่ครอบความคิดเราที่มีต่อ ‘ความจน’ และ ‘คนจน’ ว่าคนจนต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนจนไม่มีทางเลือก คนจนไม่คิดถึงอนาคต คนจนทำอะไรไม่มีเหตุผล ฯลฯ รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือคนจน ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นการมองคนจนจากบนลงล่าง ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเท่าที่ควร แล้วทำเราจะทำอย่างไรให้คนจนสามารถก้าวผ่านความจนไปได้? เริ่มจากการลบมายาคติเหล่านี้ออกไป ซึ่งในบางครั้งสิ่งที่บังตาเราอยู่อาจไม่ได้เกิดจากอคติหรือความเกลียดชัง แต่อาจเกิดจากการที่เรายังไม่ได้ทำความเข้าใจพวกเขาดีพอ ดังนั้น ความเข้าใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ อภิชิต เบเนอร์จี และ เอสแตร์ ดูโฟล สองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2019 ที่ได้ลงพื้นที่ไปทำงานกับคนจนทั่วโลก นำงานวิจัยทั้งของพวกเขาเองและของนักวิจัยคนอื่นๆ มาร้อยเรียงเป็นหนังสือ “เศรษฐศาสตร์ความจน” ผ่านการคิดวิเคราะห์ หลักฐานเชิงประจักษ์ และการทดลองที่รัดกุม เพื่อทำความเข้าใจตั้งแต่เรื่องแรงจูงใจ พฤติกรรม ไปจนถึงการตัดสินใจของคนจนต่อเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการเลือกอาหาร เรื่องสุขภาพ เรื่องการศึกษา เรื่องการออมเงิน ฯลฯ ทุกๆ มิติทางสังคมที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นเรื่องราวทั่วไปที่ทุกคนต้องพบเจอในชีวิต ยิ่งตอกย้ำทำให้เห็นชัดเจนว่า เราทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน คนจนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเงื่อนไขและปัจจัยที่เราต้องเจอนั้นแตกต่างกัน ทำให้เราตัดสินใจต่างกันเท่านั้นเอง และไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ดำเนินนโยบาย เป็นนักการเมือง หรือเป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับธุรกิจใดเลยก็ตาม บทเรียนจากทั่วโลกโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลนี้ จะทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ เข้าใจวิธีคิด วิธีมองโลกของคนจนมากขึ้น และจะไม่ตกอยู่ภายใต้วาทกรรม คนจนขี้เกียจ โง่จนเจ็บ ไม่มีมายาคติที่บังตาเกี่ยวกับความจนและคนจนอีกต่อไป “เศรษฐศาสตร์ความจน” จะทำให้คุณเข้าอกเข้าใจคนจน แรงจูงใจ และพฤติกรรมของคนจนอย่างแท้จริง
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Added Authorฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์
Added Authorดูโฟล, เอสแตร์ ค.ศ. 1972-

ศาสตร์สีรุ้ง

    ศาสตร์สีรุ้ง หรือ “RAINBOWLOGY” รวม 25 บทความที่สะท้อนมุมมองความหลากหลายของ “ความเป็นมนุษย์” ชื่อของหนังสือ “RAINBOWLOGY” เป็นการเล่นคำระหว่าง “Rainbow” ที่เป็นภาพแทนและสัญญะของกลุ่มคนเพศหลากหลาย ที่สะท้อนออกมาในรูปของธงสีรุ้ง เมื่อเอาคำว่า “Rainbow” เติมท้ายด้วยคำว่า “-logy” ซึ่งหมายถึง ศาสตร์ ทำให้ “RAINBOWLOGY” ถูกนิยามในภาษาไทยว่า “ศาสตร์สีรุ้ง” หนังสือ “ศาสตร์สีรุ้ง” จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจโลกอีกในหนึ่งของคนหลากหลายทางเพศ ผ่านการเล่าเรื่องชีวิตของผู้เขียน ผสานกับแนวคิดทฤษฎีสากลที่ว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ “ความร่าเริงสดใสระหว่างการเดินขบวน ไม่ใช่แค่สีสันหรือความสนุกสนาน แต่มันคือการต่อสู้ด้วยความเป็นตัวตนของเรา ตราบใดที่สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในบางประเทศยังไม่ทัดเทียมกลุ่มชายหญิง เราจึงยังต้องมีชีวิตและโบกสะบัดธงต่อไป”

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHQ12 ส6ศ 2565
Authorสิรภพ แก้วมาก
Titleศาสตร์สีรุ้ง = Rainbowlogy / สิรภพ แก้วมาก
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : อะโวคาโด บุ๊กส์, 2565
Detail325 หน้า : ภาพประกอบ ; 18 ซม
Subject
Subject
Subject
Subject

แรงงานวิจารณ์เจ้า : ประวัติศาสตร์ราษฎรผู้หาญกล้าท้าทายสมบูรณาญาสิทธิ์ไทย

     ประวัติศาสตร์แรงงานไทยเป็นประวัติที่ขมขื่น ด้วยผู้ใช้แรงงานไทยในอดีตมีชีวิตท่ามกลางการกดขี่ ขูดรีดที่ไม่ชอบธรรมมายาวนาน ระบบการเมืองและทัศนะทางการเมืองของชนชั้นปกครองไทยในอดีต มักมองกรรมกรด้วยทัศนะ “ความั่นคงแห่งชาติ” อันไม่เที่ยงธรรม พวกเขามองชนชั้นผู้ใช้แรงงานอย่างหวาดระแวงจะเป็นพลังสำคัญในการท้าทายอำนาจการปกครองที่ผูกขาดของพวกเขา ดังนั้น มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมกำราบกรรมกรจึงถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในทุกยุคทุกสมัย

     ในบรรดาผู้ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อคนงานนั้น ชื่อของ “ถวัติ ฤทธิเดช” นั้น อยู่แถวหน้าสุดในฐานะนักต่อสู้ของชนชั้นกรรมกร หลายคน ให้สมญาเขาว่า “วีระบุรุษคนแรกของขบวนการกรรมกรไทย” เรื่องราวของถวัติ ฤทธิเดช เป็นตำนานที่กล่าวขานอย่างน่าภาคภูมิใจในขบวนการกรรมกรไทย แต่ก็ยังคงเป็นตำนานที่ลึกลับ ไม่กระจ่างชัดอยู่นั่นเอง

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHD8700.55 ศ6ร 2564
Authorศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์
Titleแรงงานวิจารณ์เจ้า : ประวัติศาสตร์ราษฎรผู้หาญกล้าท้าทายสมบูรณาญาสิทธิ์ไทย / ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 3 (ฉบับปรับปรุงใหม่)
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2564
Detail(44), 233 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Noteศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ
Table of contentคำนิยม ส. ศิวรักษ์ — คำนิยม ดำริห์ เรืองสุธรรม — คำนำเสนอ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ — คำขอบคุณ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ — บทความพิเศษ ธเนศอาภรณ์สุวรรณ — บทนำ — 1 ชีวิต-การต่อสู้ของถวัติ ฤทธิเดชและบทบาทของถวัติในประวัติศาสตร์ไทย — ชีวิตในวัยเยาว์ –เริ่มชูธงกรรมกร — ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ — เข้าตะรางครั้งที่ 1 –ก่อตั้งสถานแทนทวยราษฎร์ — การเมืองเรื่องฎีกา –สมาคมกรรมกรรถรางแห่งสยาม — กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง –เผชิญสงครามชนชั้น — คดีพระปกเกล้า — ยกสุดท้ายของถวัติ — 2สังเขปความคิดของถวัติ ฤทธิเดช ในด้านต่าง ๆ — ความของราษฎร –กรรมกรและความเป็นทาส — มนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน –การสอดส่องและควบคุมข้าราชการ — พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ –หายนะทางเศรษฐกิจ — รัฐบาลเป็นทุน ราษฎรเป็นแรง — ลัทธิช่วยตัวเอง — บทสรุป — ดรรชนี
Abstractแรงงานวิจารณ์เจ้า เป็นหนังสือที่บอกเล่าเกี่ยวกับยุคสมัยที่หาผู้กล้าวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองได้ยากแต่ “ถวัติ ฤทธิเดช” ผู้นำกรรมกรรถรางที่ได้รับสมญานามว่า”วีรบุรุษคนแรกของขบวนการกรรมกรไทย”คือหนึ่งในคนที่ต่อสู้ในเชิงหลักการและเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ด้วยการยื่น”ฎีกา” เรียกร้องสิทธิต่างๆ ที่ชนชั้นกรรมกรควรได้รับและตั้งคำถามถึงความฉ้อฉลของผู้ถืออำนาจรัฐในขณะนั้น
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

ราษฎรปฏิวัติ : ชีวิตและความฝั่นใฝ่ของคนรุ่นใหม่สมัยคณะราษฎร

     ต้องการบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ในมิติบทบาท ความรู้สึกนึกคิด ความฝันใฝ่ทางการเมือง และชีวิตทางสังคมของคนหนุ่มสาวในอดีต นับตั้งแต่คณะทหารหนุ่ม ร.ศ.130 คณะราษฎรผู้เป็นคนหนุ่มสาวสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จวบจนคนหนุ่มสาวสมัยประชาธิปไตยช่วงแรก อันเป็นหนทางที่จะเข้าใจอดีตและปัจจุบัน ทั้งนี้ เนื้อหาในเล่มแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ ภาค 1 คณะทหารหนุ่มกับการ “เก๊กเหม็ง” สยาม ภาค 2 คณะราษฎรกับการปฏิวัติ 2475 ภาค 3 “เยาวรุ่น” หลัง 2475 และ ภาค 4  “โลกใหม่” ของคนหนุ่มสาวสมัยประชาธิปไตย

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS575 ณ6ร 2565
Authorณัฐพล ใจจริง
Titleราษฎรปฏิวัติ : ชีวิตและความฝั่นใฝ่ของคนรุ่นใหม่สมัยคณะราษฎร / ณัฐพล ใจจริง
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2565
Detail(10), 494 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Subject
Subject

รักสามัญ : บันทึกความผูกพันชั้นราษฎร

      เรื่องสั้นที่ผู้เขียน ได้เขียนเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ด้วยภาษาเรียบง่าย เขียนเล่าออกมาแบบบ้าน ๆ เป็นภาษาเขียนที่คงจังหวะของความเป็นภาษาพูด การเขียนไม่ว่าการบันทึก, การระบาย, การยืนหยัด, การคุยกับตัวเอง, การสู้กับตัวเอง จนถึงการยังชีพ โดยที่ระหว่างบรรทัดเขียนถึงผู้คนสารพัด เราจะสัมผัสได้ถึง “อากง” ที่อยู่ในฉากหลังเสมอ

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberCT1548.R67 ร5ร 2563
Authorรสมาลิน ตั้งนพกุล
Titleรักสามัญ : บันทึกความผูกพันชั้นราษฎร / รสมาลิน ตั้งนพกุล
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : อ่าน, 2563
Detail192 หน้า : ภาพประกอบ ; 19 ซม
Table of contentมาลีพันธุ์ — ราตรี : โก๋เก๋ จิ๊กกี๋เก่า — แวมไพร์เพื่อนรัก — นายตำรวจคนนั้น — ป้าน้อย — แดง — นายอ๊อด — โรงสีบางกระบือ — ทุ่งบางเขน — น้องสาว ฯลฯ
Abstract“รักสามัญ : บันทึกความผูกพันชั้นราษฎร” เล่มนี้ คือการเรียบเรียงชีวิตที่ได้เห็นและเป็นมาจนถึงทุกวันนี้ ของ “ป้าอุ๊-รสมาลิน ตั้งนพกุล” ที่เขียนเล่าออกมาแบบบ้านๆ เป็นภาษาเขียนที่คงจังหวะของความเป็นภาษาพูด และเป็นภาษาพูดของคนที่มีปฏิภาณทางภาษา ทั้งบ่งเค้าถึงการเสพรับสุนทรียรสของภาษามาจากวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นวรรณกรรมที่อยู่ในบทเพลงประเภทที่นิยมใช้ภาษาพรรณนาและโวหารแบบกวี ทั้งงานเขียนของป้าอุ๊ก็มีการพาดพิงถึงบทเพลงต่างๆ อยู่เป็นระยะ จึงได้ประมวลขึ้นมาให้มีฐานะอย่างบรรณานุกรมท้ายเล่มไว้ เพื่อบอกที่มาของแหล่งอ้างอิงทางอารมณ์และข้อคิดบทเรียนชีวิต เหมือนอย่างในขนบงานเขียนประเภทอื่น อะไรทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้หญิงเบื่อการเขียนและขี้เกียจลบคนนี้ ที่อยู่ในวัยเจ็ดสิบ มีการศึกษาในระบบถึงชั้นประถม มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีหลานหลายปากท้องต้องดูแล และไม่มีคนรักอยู่เคียงข้างอีกต่อไปแล้ว
Subject
Subject
Subject

ระเบียบของวาทกรรม

  งานแปลชิ้นนี้แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เนื้อหาค่อนข้างยากและมีความซับซ้อน จากการบรรยายของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault)ที่ College de France เมื่อ 2 ธันวาคม 1970 ใจความสำคัญของเรื่องคือการพยายามจะชี้ให้เห็นว่า “วาทกรรม” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ถูกควบคุมด้วยวิธีการและกระบวนการต่างๆ ทั้งที่อยู่ภายในตัววาทกรรมเอง และที่อยู่ภายนอกตัววาทกรรม ฟูโกต์อธิบายว่ากระบวนการควบคุมวาทกรรมภายนอกนั้น เรียกรวมๆ ว่าเป็นกระบวนการกีดกัน

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberPN179 ฟ79ร 2565
Authorฟูโกต์, มิแช็ล, ค.ศ. 1926-1984
Titleระเบียบของวาทกรรม / มิเชล ฟูโกต์ เขียน ; ฐานิดา บุญวรรโณ แปล
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : อิลลูมิเนชันส์ เอดิชันส์, 2565
Detail165 หน้า ; 18 ซม
AbstractL’ordre du discours (ระเบียบของวาทกรรม) เป็นผลงานตีพิมพ์จากการบรรยายของ “มิเชล ฟูโกต์”(Michel Foucault) ที่ Collège de France เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1970 ซึ่งถือว่าการบรรยายเปิดตัวครั้งแรกของมิเชล ฟูโกต์ ในตำแหน่งประจำวิชาประวัติศาสตร์ของระบบความคิด ณ Collège de France การบรรยายดังกล่าวได้รับการเรียบเรียงและตีพิมพ์เป็น 2 ฉบับจาก Collège de France และจากสำนักพิมพ์ Gallimard ทั้งสองฉบับตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ศ. 1971
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Added Authorฐานิดา บุญวรรโณ

ยูโทเปีย : มหานครในฝัน

  ต้องเนรเทศ : Seven Years in Exile เรื่องราวของ “วัฒน์ วรรลยางกูร” ยามเมื่อเขารอดพ้นเงื้อมมฤตยูไปถึงแดนผู้ลี้ภัย… ไม่มีอำนาจใดจักฆ่าเขาได้ และยิ่งไม่มีใคร หรืออำนาจใด จักฆ่าความทรงจำของเราที่มีต่อเขา การหลบราชภัยมาอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ใกล้กันเสียจนยากจะเล็ดลอดหลบสายตาผู้ล่า อยู่ตรงไหนก็ไม่เป็นความลับ และไม่มีระบบลี้ภัยสากลมารองรับ เหมือนปลาที่รู้ว่าตนมีภัย จะว่าย จะหลบลี้ไปทางไหน ก็ยังอยู่ในกระชังอันจำกัด…

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberCT1548.W26 ว63ต 2565
Authorวัฒน์ วรรลยางกูร
Titleต้องเนรเทศ / วัฒน์ วรรลยางกูร
Publishedกรุงเทพฯ : อ่าน, 2565
Detail(17), 811 หน้า ; 25 ซม
Subject
Subject
Subject

ปรัชญา : ประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา

    ในเล่มนี้จะพาคุณย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดสายธารแห่งปัญญาความรู้ นับตั้งแต่โสเครตีส ผู้มุ่งมั่นตั้งคำถามและเลือกยอมตายแทนที่จะหยุดคิดค้นหาความจริงของสรรพสิ่ง หนังสือเล่มนี้จะทลายกำแพงที่กั้นขวางปรัชญาไว้เพียงในโลกของนักปรัชญาและแสดงให้เห็นว่าปรัชญาเปรียบดังกุญแจ สู่ความจริงแห่งชีวิต

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberB72 ว54ป 2561
Authorวอร์เบอร์ตัน, ไนเจล
Titleปรัชญา : ประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา = A little history of philosophy / ไนเจล วอร์เบอร์ตัน เขียน ; แปลโดย ปราบดา หยุ่น และ รติพร ชัยปิยะพร
Editionพิมพ์ครั้งที่ 4 ฉบับปรับปรุงใหม่
Publishedกรุงเทพฯ : Bookscape, 2561
Detail327 หน้า ; 21 ซม
Noteแปลจาก A Little history of philosophy / โดย Nigel Warburton
Noteพิมพ์ครั้งที่ 1 – ครั้งที่ 3 ใช้ชื่อเรื่องว่า ประวัติศาสตร์ปรัชญา ฉบับกะทัดรัด
Table of content1 ชายผู้ตั้งคำถาม : โสเครตีสและเพลโต — 2 ความสุขที่แท้จริง : อริสโตเติล — 3 เราไม่รู้อะไรเลย : ไพโร — 4 วิถีแห่งบ้านสวน :เอพิคิวรัส — 5 เรียนรู้ที่จะไม่แยแส : เอพิกเตตุส ซิเซโร เซเนกา — 6ผู้ใดชักใยเรา : ออกุสติน — 7 การปลอบโยนของปรัชญา : โบเอธีอุส — 8เกาะสมบูรณ์แบบ : แอนเซลโมและอไควนัส — 9 จิ้งจอกกับราชสีห์ :นิกโกโล มาเคียเวลลี — 10 น่ารังเกียจ ป่าเถื่อน และแสนสั้น
Abstractหากพระเจ้าดำรงอยู่จริง เหตุใดจึงยอมให้โลกนี้มีความชั่วร้าย? การโกหกเพื่อช่วยปกป้องเหยื่อจากฆาตกรเป็นเรื่องถูกศีลธรรมหรือเปล่า?แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวคุณที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้มีตัวตนอยู่จริงหาใช่เพียงจินตนาการ? ปรัชญาถือกำเนิดจากการตั้งคำถาม คำว่า”นักปรัชญา” มาจากภาษากรีก แปลว่า “รักในความรู้”หนังสือเล่มนี้จะพาคุณย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดสายธารแห่งปัญญาความรู้นับตั้งแต่โสเครตีสผู้มุ่งมั่นตั้งคำถามและเลือกยอมตายแทนที่จะหยุดคิดค้นหาความจริงของสรรพสิ่งไล่เรียงมาถึงเรื่องราวการเดินทางของปรัชญาที่แทรกซึมไปตามศาสตร์ต่างๆทั้งแนวคิดปรัชญาการเมืองที่นำไปสู่การปฏิวัติสะเทือนโลกอย่างมาร์กซิสต์ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์คำกล่าวอันโด่งดังที่หักล้างความเชื่อทางศาสนาอย่าง “พระเจ้าตายแล้ว”หรือประเด็นคลาสสิกในโลกเทคโนโลยีอย่าง “คอมพิวเตอร์คิดได้หรือไม่”หนังสือเล่มนี้จะทลายกำแพงที่กั้นขวางปรัชญาไว้เพียงในโลกของนักปรัชญาและแสดงให้เห็นว่าปรัชญาเปรียบดัง “กุญแจ” สู่ความจริงแห่งชีวิตทว่าเบื้องหลังประตูบานนี้หาใช่คำตอบตายตัวแต่คือพื้นที่กว้างใหญ่ที่เปิดให้เราตั้งคำถาม ถกเถียงท้าทายและแลกเปลี่ยนความคิดด้วยเหตุผล เพื่อสืบทอดจิตวิญญาณแห่ง “ปรัชญา”และสานต่ออนาคตแห่ง “ปัญญา” ของมนุษย์
Subject
Subject
Added Authorปราบดา หยุ่น
Added Authorรติพร ชัยปิยะพร
Added AuthorWarburton, Nigel

ประวัติศาสตร์เกาหลี : จากยุคตำนานถึงสิ้นราชวงศ์

      เป็นเรื่องราวของเกาหลีตั้งแต่สมัยก่อนเริ่มตั้งอาณาจักร ตำนานและความเชื่อเรื่องของการสร้างเมือง ลำดับราชวงศ์และเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย จนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกประเทศเป็น เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ในปัจจุบัน ภายในเล่ม มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เกาหลีในโลกยุคโบราณ, ยุคสงครามระหว่างแคว้น, ยุคโครยอ, ยุคต้นโชชอน, การรุกรานของญี่ปุ่น, ยุคปลายโชชอน และเกาหลียุคแบ่งแยกเหนือใต้

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS907.18 ย5ป 2565
Authorยศไกร ส.ตันสกุล
Titleประวัติศาสตร์เกาหลี จากยุคตำนานถึงสิ้นราชวงศ์ / ยศไกร ส.ตันสกุล
Publishedกรุงเทพฯ : เพชรประกาย, 2565
Detail196 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Subject

ปฏิวัติที่ปลายลิ้น : ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง ๒๔๗๕

      การต่อสู้และต่อรองความหมายทางการเมืองด้านรสชาติถูกแฝงไปยังปลายลิ้น หากกลุ่มใดในสังคมสามารถครองอำนาจนำที่ปลายลิ้นได้ ก็ย่อมสามารถครองอำนาจทางการเมืองวัฒนธรรมในระดับมวลชนได้เช่นกัน

      หลังการปฏิวัติ พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎรได้นำแนวคิดโภชนาการใหม่เข้ามาปะทะประสานกับการเมืองสมัยใหม่ ผลักดันให้ประชาชนหันมาใส่ใจกับการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งการส่งเสริมอาชีพและอุตสาหกรรมด้านอาหาร ความสำเร็จของการปฏิวัติที่ปลายลิ้น ยังได้นำไปสู่กระบวนการช่วงชิงความหมายและสร้างนิยามมาตรฐานด้านรสชาติอาหารใหม่อีกครั้งของกลุ่มชนชั้นสูงในเวลาต่อมา

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberTX355.5 ช63ป 2565
Authorชาติชาย มุกสง
Titleปฏิวัติที่ปลายลิ้น : ปรับรสแต่งชาติ อาหารการกินในสังคมไทยหลัง ๒๔๗๕ / ชาติชาย มุกสง
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Detail(35), 356 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Bibliography noteบรรณานุกรม: หน้า 327-348 และดัชนีท้ายเล่ม
Table of content1. ๒๔๗๕ กับการปฏิวัติรสชาติอาหาร — 2. เปลี่ยนวิธีการผลิต เปลี่ยนวิถีการกิน เปลี่ยนรสเปลี่ยนชาติ — เนื้อ นม ไข่:กับข้อพิจารณาเรื่องโภชนาการใหม่ — ไก่:การเปลี่ยนแปลงวิถีการเกษตรและการบริโภคของคนไทย — เนื้อ:อาหารโปรตีนสูงราคาต่ำ คำตอบสุดท้ายคือเนื้อไก่ — ไข่: ยอดอาหารที่ง่ายสะดวก และประหยัด — นม: การผลิดและบรโภคให้ทันกันของเนื้อ นม ไข่ –สรุปบทบาทโภชนาการใหม่ กับการรณรงค์กินเนื้อ นม ไข่ — 3.น้ำตาลกับการประกอบสร้างภูมิทัศน์ด้านรสชาติอาหารใหม่ในสังคมไทย — 4.จากแม่ศรีเรือนถึงแม่บ้านทันสมัย : การต่อสู้ทางศีลธรรมและการเมืองวัฒธรรมของ “อาหารไทย” ผ่านแม่บ้านหลังปฏิวัติ ๒๔๗๕ถึงยุคประชาธิปไตยแบบไทย ทศวรรษ ๒๕๐๐
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

นิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยม

     ชี้ให้เห็นว่า เมื่อผู้หญิงอีสานสูญเสียที่ดินทำกิน ย่อมหมายถึงการสูญเสียทุนทางสังคม ทุนวัฒนธรรมและทุนเศรษฐกิจ ที่จะนำมาค้ำจุนและหล่อเลี้ยงตนเองและครัวเรือนให้มีชีวิตต่อไปได้ สิ่งนี้ถือเป็น “ความรุนแรงเชิงโครสร้าง” ที่นักสตรีนิยมนำมาเปิดเผยวิเคราะห์ และวิพากษ์ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบปิตาธิปไตย ซึ่งเน้นความสำเร็จเชิงวัตถุและบ่อนทำลายความสมดุลของระบบนิเวศ ความไม่เท่าเทียมชองหญิงและชายที่ดำรงอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และการพัฒนา ทำให้ผู้หญิงท้องถิ่นจำนวนมากเป็นผู้เสียเปรียบ ขาดโอกาสและสิทธิที่จะเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHQ1194 ก325น 2565
Authorกนกวรรณ มะโนรมย์
Titleนิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยม = Feminist political ecology / กนกวรรณ มะโนรมย์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์, 2565
Detailxv,132 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of contentมรดกทางแนวคิดของนิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยม — นิเวศวิทยาการเมืองกับนิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยม — นิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยมในเมืองไทย — สาระสำคัญของแนวคิดนิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยม — วิธีวิทยานิเวศวิทยาการเมืองแนวสตรีนิยมปัจจุบันและอนาคต — กรณีศึกษาที่หนึ่ง ผู้หญิงและที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษอีสาน — กรณีศึกษาที่สอง การกลายเป็นเมือง ผู้หญิงและที่ดินในภาคเกษตรกรรม
Subject
Subject
Subject
Subject

"นายใน" สมัยรัชกาลที่ 6

      นายใน โดยวิเคราะห์พระราชกรณียกิจพระราชนิยม พระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นชายของรัชกาลที่ 6 รวมถึงบทบาทของ นายใน ในพระราชสำนัก นายในหรือข้าราชบริพารที่เป็นผู้ชายและอยู่ใกล้ชิด ในฐานะข้าราชสำนักฝ่ายในและพระสหาย เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพระราชสำนัก ซึ่งผู้เขียนสนใจในปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงสนใจศึกษา ขณะเดียวกัน รัชกาลที่ 6 ทรงพยายามกำหนดความเป็นชายให้สอดคล้องกับรัฐรูปแบบใหม่ที่เป็นรัฐประชาชาติ โดยผ่านกระบวนการต่างๆ ที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษ เช่น สโมสรกีฬา ฟุตบอล หนังสือพิมพ์ ละคร งานพระราชนิพนธ์ ตลอดจนลูกเสือ เสือป่า และเหล่านายในพวกนี้เองที่คอยถวายงานรับใช้ใกล้เบื้องพระยุคลบาทเพื่อสนองงานเหล่านั้น

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS583 ช6น 2563
Authorชานันท์ ยอดหงษ์
Title“นายใน” สมัยรัชกาลที่ 6 / ชานันท์ ยอดหงษ์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 8
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2563
Detail(31), 294 หน้า : ภาพประกอบ ; 22 ซม
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

ทหารของพระราชา กับการสร้างสำนึกแห่งศรัทธาและภักดี

      จุดมุ่งหมายสำคัญของหนังสือเล่มนี้มีสองประการคือ ประการแรกต้องการย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยหลังการปฏิรูปให้เป็นสมัยใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดชใน พ.ศ. 2500 อีกวัตถุประสงค์หนึ่งและเป็นประเด็นหลักของงานเขียนชิ้นนี้คือ ความต้องการสำรวจความสำคัญของพิธีกรรมทางทหารและพระราชกรณียกิจทางทหารของพระมหากษัตริย์ว่ามีส่วนสำคัญต่อการปลูกฝังความจงรักภักดีของทหารต่อพระมหากษัตริย์อย่างไร

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberUA853.T5 ท7ท 2565
Authorเทพ บุญตานนท์
Titleทหารของพระราชา กับการสร้างสำนึกแห่งศรัทธาและภักดี / เทพ บุญตานนท์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2565
Detail(13), 335 หน้า : ภาพประกอบ ; 24 ซม
Table of content1. บทนำ — 1.1 พระมหากษัตริย์กับพิธีกรรมและกิจกรรมทางทหาร — 1.2 พระมหากษัตริย์ในฐานะจอมทัพของชาติ — 2. ก่อร่างความจงรัก — 2.1 ระบบชนชั้นกับความไม่มั่นคงในราชบัลลังก์ — 2.2 โรงเรียนนายร้อย — 2.3 ตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร รัตนโกสินทรศก ๑๒๔ — 2.4 พิธีกรรมทางทหารกับการสร้างสำนึกแห่งความจงรักภักดี — 2.5 ธงชัยเฉลิมพล — 2.6 งานรื่นเริงประจำปี — 2.7 พิธีทูลเกล้าฯ ถวายพระคทาจอมพลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว –3.รอยร้าวในความภักดี — 3.1 ช่วงเวลาอันยากลำบากของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในกองทัพ — 3.2 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับบทบาทจอมทัพของชาติ — 3.3 พิธีกรรมและความเชื่อกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ทางทหาร — 4. เมื่อโมงยามไม่อาจผันแปร — 4.1 ราชบัลลังก์ที่เป็นภาระ — 4.2 กองทัพของพระราชา — 4.3 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสถานะจอมทัพของชาติ — 4.4 พิธีกรรมทางทหารกับการปลูกฝังความจงรักภักดี — 5. ใต้ฟ้าที่พลิกผัน — 5.1 จอมพล ป. พิบูลสงครามกับนโยบายต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ — 5.2 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภากับคณะราษฎร — 5.3 จอมพล ป. พิบูลสงครามกับนโยบายทางทหาร5.4 จอมพล ป. พิบูลสงครามกับพิธีกรรมทางทหาร — 6. อำนาจที่สั่นคลอน — 6.1 สมัยที่ ๒ ของจอมพล ป. พิบูลสงครามในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี — 6.2 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในฐานะตัวกลางของราชสำนักกับรัฐบาล — 6.3 จอมพล ป. พิบูลสงครามกับการฟื้นฟูบทบาททางการเมืองของพระมหากษัตริย์ — 6.4 การแสวงหาการสนับสนุนจากโลกตะวันตก — 6.5 แผนการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ — 7. บัลลังก์จอมทัพ — 7.1 การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างจอมพล ป. กับสถาบันพระมหากษัตริย์ — 7.2 การกลับมาของกรมทหารรักษาพระองค์ — 7.3 พิธีพระราชทานกระบี่ให้แก่นักเรียนนายร้อยและนายเรือที่สำเร็จการศึกษา — 7.4 การรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับทหาร — 7.5 ธงชัยเฉลิมพลกับพระมหากษัตริย์ — 7.6 เพลงมาร์ชราชวัลลภ: เพลงสำหรับทหารของพระราชา — 7.7 พระราชทานชื่อค่ายทหาร — 7.8 การทอดพระเนตรการซ้อมรบและการเสด็จฯ เยี่ยมทหารต่างจังหวัด
Abstractอ่านความหมายและความสำคัญของพิธีกรรมและพระราชกรณียกิจทางทหารของพระมหากษัตริย์หลังการปฏิรูปประเทศให้เป็นสมัยใหม่พิจารณาลงไปในการก่อร่างสร้างความจงรัก – รอยร้าวในความภักดีย้อนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึง พ.ศ. 2500 ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจประวัติศาสตร์ในฐานะเครื่องมือหนึ่งในการฝึกตั้งคำถามและหาเหตุผลในการตอบคำถามข้อสงสัยที่อยู่รอบตัวเรา
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

จากจุฬาฯ สู่บางขวาง : บันทึกเดือนตุลาฯ

    ผู้เขียนได้เขียนถึงประสบการณ์ตลอดการเดินทางตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงช่วงถูกจำคุกที่เรือนจำบางขวาง ยังให้ข้อคิดเปรียบเทียบกับเหตุการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ยังคงต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยม ให้เห็นถึงสภาพในมหาวิทยาลัย ที่ยังมีการตื่นตัวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ตั้งแต่การต่อต้านระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย กิจกรรมสายลมแสงแดด จนถึงการออกต่างจังหวัดเพื่อเข้าใจความยากลำบากของแรงงานผู้ถูกกดขี่ทางเศรษฐกิจ และก่อตั้งกระบวนการนิสิตนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ภาพการกบฏต่อต้านรุ่นพี่ในคณะไปจนถึงการต่อต้านรัฐในระดับประเทศ ยังคงเป็นภาพเหตุการณ์ที่ย้อนกลับมาให้เห็นในปัจจุบัน

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS586 ส74จ 2564
Authorสุรชาติ บำรุงสุข
Titleจากจุฬาฯ สู่บางขวาง : บันทึกเดือนตุลาฯ / สุรชาติ บำรุงสุข เขียน ; ธนาพัฒน์ มีฉิม และ กฤตภาส เชษฐเจริญรัตน์ บรรณาธิการ
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : สำนักนิสิตสามย่าน, 2564
Detailvii, 258 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Abstract“จากจุฬาฯ สู่บางขวาง” เป็นหนังสือที่จะให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และเข้าถึงประสบการณ์โดยตรง ตลอดการเดินทางตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงช่วงจำคุกอยู่ที่เรือนจำบางขวางของผู้เขียน อีกทั้งยังให้ข้อคิดเปรียบเทียบกับเหตุการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังคงต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงกระแสการตื่นตัวทางการเมืองและสังคมของนิสิตและนักศึกษาในสมัยนั้น ตั้งแต่การต่อต้านระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย กิจกรรมสายลมแสงแดด จนถึงการออกต่างจังหวัดเพื่อเข้าใจความยากลำบากของแรงงานผู้ถูกกดขี่ทางเศรษฐกิจ และก่อตั้งขบวนการนิสิตนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลเมื่อปี 2512 อย่างไรก็ตาม ภาพการกบฏต่อต้านรุ่นพี่ในคณะไปจนถึงการต่อต้านรัฐในระดับประเทศ ยังคงเป็นภาพเหตุการณ์ที่ย้อนกลับมาให้เห็นอีกครั้งในปัจจุบัน
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Added Authorกฤตภาส เชษฐเจริญรัตน์
Added Authorธนาพัฒน์ มีฉิม

ขุนศึก ศักดินา และ พญาอินทรี : การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500

     การเมืองไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในยุคสงครามเย็นตอนต้น เปรียบเสมือนยุคสมัยแห่งความคลุมเครือในประวัติศาสตร์การเมือง แม้จะมีหนังสือที่ศึกษาช่วงเวลาดังกล่าวอยู่บ้าง แต่มีจำนวนน้อยชิ้นและปราศจากการศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งๆ ที่ช่วงสมัยดังกล่าวถือเป็นรอยต่อระหว่างยุครุ่งเรืองของคณะราษฎร (2475-2490) กับยุคการเถลิงอำนาจของกองทัพสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2500) ผู้เป็นทหารกลุ่มใหม่ที่ตัดขาดจากความเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 2475 และผู้นำจากคณะราษฎร

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberJQ1745 ณ63ข 2563
Authorณัฐพล ใจจริง
Titleขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี : การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500 / ณัฐพล ใจจริง
Publishedนนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, 2563
Detail(32), 381 หน้า : ภาพประกอบ ; 24 ซม
Noteเรียบเรียงและพัฒนาขึ้นมาจากวิทยานิพนธ์ การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)
Table of contentบทที่ 1 กราวพากย์ : ตัวตนและประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยในยุคสงครามเย็น — บทที่ 2 จากสันติภาพสู่ความขัดแย้ง : การเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง– บทที่ 3 รัฐประหาร 2490 : การล่มสลายของกลุ่มปรีดีและการแตกร้าวของพันธมิตรใหม่ — บทที่ 4สู่ภาวะกึ่งอาณานิคมในยุคสงครามเย็น :การหันเข้าหาสหรัฐอเมริกากับการปราบปรามศัตรูทางการเมือง — บทที่ 5ถนนทุกสายมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา : การสร้างความแข็งแกร่งให้กลุ่มทหารและกลุ่มตำรวจไทย — บทที่ 6 ใกล้ยามเมื่อแสงทองส่อง : สหรัฐฯกับแผนสงครามจิตวิทยา ต่อต้านคอมมิวนิสต์ — บทที่ 7 ถอยห่างจากพญาอินทรี: นโยบายเป็นกลางและการเปิดประตูสู่ประชาธิปไตยในฐานะทางออกใหม่ของจอมพล ป.พิบูลสงคราม — บทที่ 8ยามเมื่อลมพัดหวน : ความพยายามหวนคืนของมิตรเก่า “จอมพล ป.-ปรีดี” –บทที่ 9 การก่อตัวของ “ไตรภาคี”: ภาวะกึ่งอาณานิคมและการล่มสลายของประชาธิปไตยไทย — บทที่ 10 บทสรุป
Abstractหนังสือ “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี : การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500” เล่มนี้เกิดขึ้นจากความสนใจประวัติศาสตร์ การปฏิวัติ 2475และขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติของผู้เขียนรวมถึงการที่ผู้เขียนมีโอกาสฝึกฝนและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมภายใต้บรรยากาศการ “เกิดใหม่” ของคณะราษฎรภายหลังการรัฐประหาร 19กันยายน 2549 โดยเฉพาะบทบาททางการเมืองของจอมพล ป.พิบูลสงครามท่ามกลางข้อมูลอันมหาศาล หนังสือเล่มนี้ได้ประมวลข้อมูลออกมาอย่างเป็นระบบและนำเสนอการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนหลากหลายมิติซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจผู้เล่นกลุ่มต่าง ๆ ในการเมืองไทยยุคทศวรรษ 2490อย่างทะลุปรุโปร่ง!
Subject
Subject

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต (ฉบับสมบูรณ์)

เป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานทางราชการอ้างอิง ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่ากรณีสวรรคตเกิดขึ้นได้อย่างไร ในขณะเกิดเหตุที่เสียงปืนดังปังขึ้นนั้น มีใครอยู่บนพระที่นั่งบ้าง และอยู่ที่จุดไหนกำลังทำอะไร? คณะกรรมการสอบสวนที่เรียกว่า ศาลกลางเมืองมีความเห็นว่าอย่างไร? ฯลฯ ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งผู้อ่านที่มีวิจารณญาณจะสามารถพิพากษาได้ด้วยตนเองว่า ใครคือฆาตกรตัวจริง หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเอกสารที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งยุครัตนโกสินทร์ ที่นับวันจะหาอ่านได้ยาก เพราะเอกสารหลักฐานที่เป็นทางราชการที่ผมอ้างอิงนั้น มาถึงวันนี้มักจะถูกทำให้สูญหายไปมากแล้ว

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS585 ส7ข 2564
Authorสุพจน์ ด่านตระกูล
Titleข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต (ฉบับสมบูรณ์) / โดย สุพจน์ ด่านตระกูล
Editionพิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุงใหม่)
Publishedกรุงเทพฯ : แสงดาว, 2564
Detail441 หน้า : ภาพประกอบ, 27 ซม
Subject
Subject

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่

  “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่” เล่มนี้ได้สรุปความก้าวล้ำใหญ่ ๆ ทั้งหมดที่กำลังพลิกโฉมหน้าของทุกวงการและช่วยหยั่งลึกที่สุดถึงนัยยะของมันที่กระทบต่อเราทุกคนทั้งในฐานะบุคคลและองค์กรทุกรูปแบบ อย่างเห็นภาพและเข้าใจง่ายงานทุกงานในโลกกำลังเปลี่ยน หลายงานกำลังหายไปหลายงานกำลังเข้ามาแทนที่ วิถีชีวิต วิธีคิด วิธีทำงาน วิธีบริหารจัดการและธุรกรรมต่าง ๆ ทั่วโลกได้ถูกผลักให้ถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่หนังสือเล่มเดียวเล่มนี้ จะมอบความรู้และวิสัยทัศน์ที่สำคัญต่อทั้งนักเรียนนักศึกษาคนทำงานในทุกสาขาอาชีพ และแน่นอน ผู้นำองค์กรทุกขนาดทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการก้าวทันโลกเพื่อคว้าโอกาสมหาศาลที่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญต่าง ๆที่กำลังเกิดขึ้นได้หยิบยื่นให้อย่างตื่นตัวและชาญฉลาด  เนื้อหามีสามบทด้วยกัน

  • บทแรกให้ภาพรวมของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่
  • บทที่สอง นำเสนอเทคโนโลยีหลัก ๆ ที่นำมาซึ่งการกลายเปลี่ยน
  • บทที่สามให้ข้อมูลเชิงลึกถึงผลกระทบของการปฏิวัติและสิ่งท้าทายทางนโยบายบางประการที่เกิดขึ้น ผู้เขียนได้สรุปด้วยการเสนอทางออกและแนวคิดที่ใช้ได้จริง ว่าจะปรับ ปั้น และใช้ประโยชน์จากศักยภาพของการกลายเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้ได้ดีที่สุดได้อย่างไร

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS588.N86 จ95ล 2565
Authorโจว, ปี้เฝิง
Titleล้านนาสวามิภักดิ์ : ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา / โจวปี้เฝิง
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2565
Detail(14), 173 หน้า : ภาพประกอบ, แผนที่ ; 21 ซม
Subject
Subject
Subject
Subject

ล้านนาสวามิภักดิ์ : ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา

     พลวัตของความสัมพันธ์เชิงอำนาจและระบบอุปถัมภ์ สู่การจำนนใต้อำนาจจีนในฐานะรัฐบรรณาการ

     ความโดดเด่นของงานชิ้นนี้คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่วงวิชาการด้านล้านนา เนื่องจากมีการศึกษาค้นคว้าในระดับลึก คุณโจวปี้เฝิง ผู้เขียนเป็นชาวจีน มีความรู้ในประวัติศาสตร์จีน และสามารถอ่านเอกสารโบราณของจีนได้ จึงค้นคว้าและนำหลักฐานใหม่จากที่ตนเองได้มาตีความใหม่ พร้อมกับสังเคราะห์โดยเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดได้อย่างลงตัว

    ชวนสำรวจความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนาในสมัยพระญามังราย ล้านนาทำสงครามกับจีนแต่ไม่สำเร็จ ล้านนาจึงมีฐานะเป็นรัฐบรรณการ ซึ่งได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์จีนครั้งแรกสมัยราชวงศ์หยวน ร่วมย้อนมองจุดเริ่มต้นและกลไกระบบบรรณาการของจีน ในฐานะรัฐยิ่งใหญ่ผู้รับบรรณาการและแนวทางการปฏิบัติของล้านนา ในฐานะผู้ถวายบรรณาการ ที่สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อยในสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13-16

: ล้านนาสวามิภักดิ์ ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา

  1. หลักฐานความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการ ระหว่างอาณาจักรจีนกับอาณาจักรล้านนา

– หลักฐานชั้นต้นในภาษาจีนที่ยังไม่ตีพิมพ์

– หลักฐานชั้นต้นที่ตีพิมพ์และแปลภาษาจีนโบราณเป็นภาษาอื่น ๆ

– หลักฐานที่มาจากล้านนา

  1. ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา

– ระบบบรรณาการของจีน

– ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับล้านนา ก่อนการสร้างความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการ (ค.ศ. 1260-1312)

– พัฒนาการของความสัมพันธ์ ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา (ค.ศ. 1312-1487)

  1. ลักษณะของความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา

– การปกครองล้านนาของจีน

– กลไกของระบบบรรณาการของจีนต่อล้านนา

– ความหมายและประโยชน์ของสิ่งของต่าง ๆ ที่ถวายเป็นบรรณาการ

– สรุปลักษณะของความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS588.N86 จ95ล 2565
Authorโจว, ปี้เฝิง
Titleล้านนาสวามิภักดิ์ : ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับล้านนา / โจวปี้เฝิง
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2565
Detail(14), 173 หน้า : ภาพประกอบ, แผนที่ ; 21 ซม
Subject
Subject
Subject
Subject

วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย = Thai culture and behavior

      ฝรั่งวิเคราะห์ไทยในความเป็นมาตั้งแต่ชาติพันธุ์ วิถีชีวิต ศาสนา และราชสำนัก “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” ถือว่าเป็นงานทางนักมานุษยวิทยาเล่มแรก ที่ทำการศึกษาสังคมไทยอย่างเป็นระบบ เป็นงานเขียนชิ้นสำคัญของ “รูธ เบเนดิกต์” นักมานุษยวิทยารุ่นบุกเบิกชาวอเมริกันรุ่นบุกเบิก ศึกษาเรื่องรูปแบบการดำเนินชีวิตและกฎเกณฑ์ของพฤติกรรมตามขนบธรรมเนียมของคนไทย คือชอบสนุก ใจเย็น และเน้นเพศชายเป็นหลัก ซึ่งถูกเขียนขึ้นในฐานะเครื่องมือทางการเมืองและการทหารของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในการศึกษาประเทศศัตรูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

      ในท้ายที่สุดผลงานชิ้นนี้ได้กลายมาเป็นต้นแบบของงานทางมานุษยวิทยาไทยในแวดวงวิชาการของตะวันตก งานเขียนชิ้นนี้ชวนให้ศึกษาประเพณีและแบบฉบับของวัฒนธรรมไทย  ภายในเล่ม เนื้อหาประกอบด้วย ภาคหนึ่ง: ประเพณีดั้งเดิม — ศาสนา — วัยผู้ใหญ่  ภาคสอง: วัยเด็ก — ลักษณะพิเศษบางประการของคนไทย

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS568 บ77ว 2564
Authorเบเนดิคต์, รูธ, ค.ศ. 1887-1948
Titleวัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย = Thai culture and behavior / ของ Ruth Benedict ; พรรณี ฉัตรพลรักษ แปลและเรียบเรียง
Editionพิมพ์ครั้งที่ 2
Publishedกรุงเทพฯ, มติชน, 2564
Detail(34), 141 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of contentภาคหนึ่ง: ประเพณีดั้งเดิม — ศาสนา — วัยผู้ใหญ่ ; ภาคสอง: วัยเด็ก — ลักษณะพิเศษบางประการของคนไทย
Abstractคนไทยใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน การต้อนรับขับสู้ที่คนไทยมอบแก่คนต่างถิ่นนั้นไร้ซึ่งเจตนาร้ายและเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิต คนไทยแทบจะไม่กังวลกับความยุ่งยากใด และมักใช้ชีวิตโดยประมาทด้วยความสุข”ข้อความนี้ เป็นส่วนหนึ่งใน “วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย” งานวิจัยชิ้นสำคัญของนักมานุษยวิทยาอเมริกันรุ่นบุกเบิก “รูธ เบเนดิกต์” ที่มุ่งศึกษาวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนไทยตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม เรื่อยมากระทั่งช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ศาสตราจารย์เบเนดิกต์ได้เขียนงานชิ้นนี้ขึ้นเพื่อสำนักงานข่าวสารสงครามรัฐบาลอเมริกัน ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของงานวิเคราะห์วิจัยประเทศศัตรูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกลายมาเป็นงานทางมานุษยวิทยาที่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับประเทศไทยเล่มแรก แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คืองานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิเคราะห์ประเทศไทยในบริบททางวิชาการ หากแต่ยังเป็นภาพสะท้อนมุมมองและสายตาของ ฝรั่ง ในยุคสงครามโลก ที่มีต่อประเทศโลกที่ 3 อย่างประเทศไทย
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Added Authorพรรณี ฉัตรพลรักษ์

หลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง

     ในหน้าประวัติศาสตร์การปฏิวัติ 2475 ตามความรับรู้ทั่วไป บทบาท คณะราษฎรที่เป็น “ผู้ชาย” มักจะได้รับการบันทึกให้อยู่ “หน้าฉาก” ทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหารู้ไม่ว่าบทบาท “ผู้หญิง” ที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ใน “หลังฉาก” มีส่วนช่วยเหลือคณะราษฎรผู้เป็น “สามี” ไว้มากมาย ทั้งคอยให้คำปรึกษา ช่วยตัดสินใจ ทำธุรกิจ หารายได้เลี้ยงครอบครัว สร้างเครื่อข่ายการเมือง เจรจาต่อรอง รวมถึงช่วยเหลือสามีในยามต้องเผชิญภัยทางการเมือง เช่นนี้แล้ว หากจะกล่าวว่า “ผู้หญิง” ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็คงจะละเลยบางหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย

      “หลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง” เล่มนี้ จึงปรากฎขึ้นเพื่อตอบโต้ประวัติศาสตร์แบบ “ปิตาธิปไตย” (ชายเป็นใหญ่) ที่ลดทอนและมองข้ามตัวตนบทบาท “ผู้หญิง” ต่อการเมืองภาครัฐ และพิสูจน์ว่า “หลังบ้าน” ที่คณะราษฎรอาศัยหลับนอนร่วมชายคานั้น สัมพันธ์กับการปฏิวัติ การสร้างชาติ และการสร้างประชาธิปไตยอย่างมิอาจแยกออกจากกัน

1. การหาคู่ครองของคณะราษฎร

2. การเมือง เรื่องแต่งงานของคณะราษฎร

3. การเมืองของกรรยาคณะราษฎร

4. “ละเอียด พิบูลสงคราม” กรรยาคณะราษฎร ผู้เรืองอำนาจมากกว่าใคร

5. การเคลื่อนไหวทำลายคณะราษฎร ของหญิงกลุ่มกษัตริย์นิยม

6. ภรรยาคณะราษฎร หลังยุคคณะราษฎร

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberHQ1236.5.T5 ช6ห 2564
Authorชานันท์ ยอดหงษ์
Titleหลังบ้านคณะราษฎร : ความรัก ปฏิวัติ และการต่อสู้ของผู้หญิง / ชานันท์ ยอดหงษ์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2564
Detail12, 370 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of contentการหาคู่ครองของคณะราษฎร — การเมือง เรื่องแต่งงานของคณะราษฎร — การเมืองของกรรยาคณะราษฎร — “ละเอียด พิบูลสงคราม” กรรยาคณะราษฎร ผู้เรืองอำนาจมากกว่าใคร — การเคลื่อนไหวทำลายคณะราษฎร ของหญิงกลุ่มกษัตริย์นิยม — ภรรยาคณะราษฎร หลังยุคคณะราษฎร
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

รักนวลสงวนสิทธิ์

     ในรอยต่อของรัฐจารีตและรัฐชาติสมัยใหม่ เรื่องราวมากมายถูกคัดสรรบันทึก เรื่องราวมากมายถูกซุกซ่อนอย่างจงใจ ทว่าหลายเรื่องราวกลับถูกหลงลืมทิ้งไว้ราวกับว่าไม่ควรค่าแก่การจดจำ เรื่องราวของผู้หญิงไทยในประวัติศาสตร์ก็ดูคล้ายจะเป็นเช่นนั้น เป็นเพียงภาพพร่าเลือนของช้างเท้าหลังที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน

     “รักนวลสงวนสิทธิ์” ไม่ใช่บันทึกเรื่องราวของวีรบุรุษ วีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นงานประวัติศาสตร์ที่จะพาเราเจาะลึกลงไปในวิถีชีวิต ปัญหา และชีวิตประจำวันของผู้หญิงไทยที่ถูกละเลยจากหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดเผยเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิ์เหนือเนื้อตัวร่างกายของหญิงไทยหลากชนชั้น หลายสถานะ ผ่านคดีความและฎีกาในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัยของสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยมิติอื่น ๆ ของชีวิตและบทบาททางเศรษฐกิจของพวกเธอในพื้นที่สาธารณะ อันจะนำไปสู่การเปิดปูมปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่เบื้องหลังระบบกฎหมายสมัยใหม่และสังคมไทยซึ่งกดทับตัวตนของคนทุกเพศ ทุกชนชั้นเสมอมา

  1. บทนำ อ่านผู้หญิงไทยในคดีความ-กฎหมาย
  2. หญิงที่ “นิยม” : ค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับหญิงไทยสมัยปฏิรูปประเทศ
  3. กฎไหน-กด (ที่) ไหน : กฎหมายสมัยใหม่กับผู้หญิงสมัยปฏิรูปประเทศ
  4. อันความชั่วอยู่ที่ตัวของเราหมด : การต่อสู้หญิงไทยในข้อพิพาทเกี่ยวกับเนื้อตัวร่างกาย
  5. มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท : การต่อสู้ของผุ้หญิงไทยในข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน
  6. รักนวล-สงวนสิทธิ์ : การต่อสู้ของผู้หญิงไทยในกระบวนการยุติธรรม



คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberKPT517.5 ภ65ร 2563
Authorภาวิณี บุนนาค
Titleรักนวลสงวนสิทธิ์ / ภาวิณี บุนนาค
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2563
Detail(8), 264 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Noteปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ของผู้เขียนภายใต้ชื่อเรื่อง: ผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง พ.ศ. 2478 :ศึกษาจากคดีความและฎีกา
Noteฉบับพิเศษของวารสารชื่อ ศิลปวัฒนธรรม
Contentดูในเพจ
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

มนุษย์อยุธยา ประวัติศาสตร์สังคม จากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex

    เวลาพูดถึงอะไรเก่า ๆ ขลัง ๆ มีความคลาสสิก เรามักจะเห็นคำห้อยท้ายชื่อ อาทิ สายไหมอยุธยา, ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา…

    ทำไม อะไร ๆ ที่มันข้องเกี่ยวกับอยุธยา ถึงต้องขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์ทุกทีไป แม้แต่ประวัติศาสตร์อยุธยา ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่มีแต่ความศักดิ์สิทธิ์ เล่าให้ใครฟังอย่างไรก็มีแต่เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ สมเด็จท่านนั้น สมเด็จท่านนี้ เสด็จไปตีเมืองนั้น เสด็จมาตีเมืองนี้ แต่เรื่องประเภทว่า คนอยุธยากินอะไร ขี้ที่ไหน xxxอย่างไร ไม่ค่อยจะมี ถึงมีก็เป็นแต่เรื่องของเจ้าขุนมูลนาย ที่เวลาได้อ่านได้ฟังก็รู้สึกว่าแห้งแล้ง ถ้าเปรียบเป็นภาพยนตร์ก็คงเป็นภาพยนตร์ที่มีแต่ภาพไม่มีเสียง ขาดองค์ประกอบที่สำคัญไปก็คือ “ผู้คน” หรือ “มนุษย์อยุธยา” 

    มนุษย์อยุธยา ประวัติศาสตร์สังคม จากข้าวปลา หยูกยา ตำรา SEX จะเล่าประวัติศาสตร์อยุธยาแบบใหม่ ใช้สิ่งของในชีวิตประจำวันของมนุษย์อยุธยาในการเล่า อาทิ อาหารการกิน สูตรยา เรือนร่างทรงผม ฯลฯ เพื่อขับเน้นชีวิตชีวาและเติมท่วงทำนองของประวัติศาสตร์อยุธยาให้ครบองค์และได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

มีเรื่องอะไรในเล่มบ้าง

  • ส่องร่างกาย “มนุษย์อยุธยา” ผ่านภาพวาดในประวัติศาสตร์
  • โรคภัยไข้เจ็บกับสังคมวัฒนธรรมสมัยอยุธยา
  • ตำราพระโอรถพระนารายณ์ กับ สังคมเมืองท่านานาชาติ
  • ข้าวปลาอาหารหและวัฒนธรรมการกินอยู่
  • ผู้หญิง อำนาจ และ SEX ในสังคมอยุธยา

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS577 ก6ม 2563
Authorกำพล จำปาพันธ์
Titleมนุษย์อยุธยา ประวัติศาสตร์สังคม จากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex / กำพล จำปาพันธ์
Editionพิมพ์ครั้งที่ 2
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2563
Detail(10), 326 หน้า : ภาพประกอบ (ภาพสีบางภาพ) ; 22 ซม
Table of contentดูในเพจได้เลย
Abstractเวลาพูดถึงอะไรเก่า ๆ ขลัง ๆ มีความคลาสสิก เรามักจะเห็นคำห้อยท้ายชื่อ อาทิ สายไหมอยุธยา, ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา…ทำไม อะไรๆที่มันข้องเกี่ยวกับอยุธยา ถึงต้องขรึมขลังศักดิ์สิทธิ์ทุกทีไปแม้แต่ประวัติศาสตร์อยุธยา ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่มีแต่ความศักดิ์สิทธิ์เล่าให้ใครฟังอย่างไรก็มีแต่เรื่องจักรๆ วงศ์ๆ สมเด็จท่านนั้น สมเด็จท่านนี้เสด็จไปตีเมืองนั้น เสด็จมาตีเมืองนี้ แต่เรื่องประเภทว่า คนอยุธยากินอะไรขี้ที่ไหน xxxอย่างไร ไม่ค่อยจะมี ถึงมีก็เป็นแต่เรื่องของเจ้าขุนมูลนายที่เวลาได้อ่านได้ฟังก็รู้สึกว่าแห้งแล้งถ้าเปรียบเป็นภาพยนตร์ก็คงเป็นภาพยนตร์ที่มีแต่ภาพไม่มีเสียงขาดองค์ประกอบที่สำคัญไปก็คือ “ผู้คน” หรือ “มนุษย์อยุธยา” “มนุษย์อยุธยาประวัติศาสตร์สังคม จากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex” เล่มนี้เป็นผลงานชิ้นล่าสุดของ “กำพล จำปาพันธ์” ที่จะบอกเล่าเรื่องราวธรรมดาๆในชีวิตประจำวันของมนุษย์อยุธยาผ่าน รูปร่างทรงผม, อาหารการกิน,หยูกยาและโรคภัย รวมถึงเรื่องเพศเพื่อปลดเปลืองประวัติศาสตร์อยุธยาออกจากความ “ขลัง”ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็อ่านเข้าใจได้ และฉายภาพมนุษย์อยุธยาให้กลับมามีชีวิตชีวา มีน้ำมีนวลมากกว่าเดิม
Subject
Subject

ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส

      ความสนใจในเรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสของสังคมไทยมักแสดงออกใน 2 มิติ ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง มิติแรก สนใจการปฏิวัติฝรั่งเศสแบบลุ่มหลงและใฝ่ฝันถึง  มิติที่ 2 สนใจการปฏิวัติฝรั่งเศสแบบรังเกียจเดียดฉันท์และหวาดกลัวในฐานะที่เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างอันเลวร้าย ความสนใจทั้งสองมิตินี้ยังไม่เพียงพอต่อการศึกษาการปฏิวัติฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นเพียงความสนใจแบบทำให้เป็นละคร ฝ่ายหนึ่งทำให้การปฏิวัติโรแมนติก ส่วนอีกฝ่ายก็ทำลายความชอบธรรมของการปฏิวัติ โดยละเลยสาเหตุความเป็นมา ปรัชญาการเมืองเบื้องหลัง ตลอดจนการตีความของนักประวัติศาสตร์

    การปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ทลายคุกบาสตีย์” “ล้มเจ้า” “ตัดหัว” แต่เพียงอย่างเดียว แต่หันมาสนใจเรื่องปรัชญาการเมืองและภูมิปัญาของการปฏิบัติฝรั่งเศส นำเสนอถึงการอภิปรายแสดงความเห็นของสมาชิกสภากลุ่มต่าง ๆ วิเคราะห์ทฤษฎีการเมืองที่อยู่เบื้องหลังสุนทรพจน์ของสมาชิกสภา จะช่วยให้เห็น “รากฐานทางภูมิปัญญา” ที่กำกับชี้นำปฏิบัติการทางการเมืองของแต่ละฝ่าย

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDC148 ป64ภ 2565
Authorปิยบุตร แสงกนกกุล
Titleภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส / ปิยบุตร แสงกนกกุล
Editionพิมพ์ครั้งแรก
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2565
Detail(21), 273 หน้า : ภาพประกอบ ; 20 ซม
Table of contentการตีความเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส — ปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789: จากการกำเนิดของสภาแห่งชาติจนถึงคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง –ข้อถกเถียงเรื่องผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 — คดีประหารชีวิตหลุยส์ที่ 16 — เอ็มมานูแอล โจเชฟ ซิแยส:”ตัวตุ่นแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส” จากผู้บุกรุกทางการปฏิวัติสู่ผู้ปิดฉากการปฏิวัติ –“ประชาธิปไตยในอเมริการ” ประชาธิปไตยแบบอเล็กซิส เดอ ด็อกเกอวิลล์
Abstractหนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมผลงานที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เขียนลงมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่ฉบับวันที่ 6-12 มกราคม 2560 จนถึงฉบับวันที่ 2-8 มีนาคม 2561 ซึ่งเนื้อหาจะเป็นการรวบเรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศสและแง่มุมต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังในสภาและนอกสภาซึ่งก่อให้เกิดการปฏิวัติหรือการตกผลึกในความคิดของสมาชิกสภาในเรื่องตำแหน่งของกษัตริย์ในระบอบใหม่ รวมถึงความขัดแย้งหลังการปฏิวัติ อีกด้วย
Subject
Subject

ภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง (ไม่) ห้ามเรื่องการเมือง?

      นำเสนอมุมมองต่อประเด็นศาสนากับการเมืองด้วยท่าทีสนใจใคร่รู้ ชวนตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในฐานะปรากฏการณ์ที่เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและทำความเข้าใจ อย่างน้อยก็ในระดับจิตสำนึก ในทางตะวันตกเรียกสิ่งนี้ว่า political awareness หรือการตระหนักรู้ทางการเมือง

      สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้แสดงให้เห็นชัดว่า ศาสนากับการเมืองใกล้ชิดกันเพียงไร ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเกิดขึ้น แม้บางเหตุการณ์ในบทความอาจผ่านไปแล้ว แต่ยังคงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความคิด ความเชื่อบางอย่างที่ยังคงอบอวลอยู่ในสังคมนี้ได้

พุทธธรรมกับการเมือง 

– โพธิจิตอันประเสริฐ 

– เมื่อคำสอน “โพธิจิต” ทำให้หัวใจสั่นไหว และความเมตตาของพระอาจารย์รูปหนึ่ง

– มหายานเพื่อมหาชน

– ไม่นับถือศาสนาเสียยังดีกว่า ฯลฯ

พราหมณ์-ฮินดูกับการเมือง และความศักดิ์สิทธิ์

– หมอบกราบในวัฒนธรรมอินเดีย

– พระโคกินเลี้ยง คำทำนาย และประเทศไทย 4.0

– เมื่อพราหมณ์ “แบก” วรรณะต่ำเข้าเทวสถาน ฯลฯ

ไสยศาสตร์กับการช่วงชิงความหมายในการเมืองไทย

– พรมแดนของ “งมงาย”

– ไสยศาสตร์ หมุดล่องหนและการเมืองไทยหมุดล่องหนรอบสอง

– กับการต่อสู้ด้านไสยศาสตร์การเมือง

พร้อมข้อเสนอส่งท้าย : ปฏิรูปศาสนาไปพร้อมกับการเมือง

– การเลือกตั้งกับนโยบายทางศาสนาของพรรคการเมือง

– อยากเห็น “ฌาปณกิจสถานของผู้ไม่นับถือศาสนา” ในบ้านเรา

– ปฏิรูปศาสนาไปพร้อมกับการเมือง (1) : ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมอวยและระบบสมณศักดิ์

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberBL65.P7 ค42ภ 2564
Authorคมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
Titleภารตะ-สยาม ศาสนาต้อง (ไม่) ห้ามเรื่องการเมือง? / คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
Editionพิมพ์ครั้งที่ 1
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2564
Detail(14), 265 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม
Table of contentบทนำ : การเมืองนัวเนียกับศาสนาไม่ว่าภารตะหรือสยาม — พุทธธรรมกับการเมือง — พราหมณ์-ฮินดูกับการเมืองและความศักดิ์สิทธิ์ — ไสยศาสตร์กับการช่วงชิงความหมายในการเมืองไทย — ข้อเสนอส่งท้าย : ปฏิรูปศาสนาไปพร้อมกับการเมือง
Table of contentพุทธธรรมกับการเมือง– โพธิจิตอันประเสริฐ เมื่อคำสอน “โพธิจิต” ทำให้หัวใจสั่นไหว และความเมตตาของพระอาจารย์รูปหนึ่ง– มหายานเพื่อมหาชน– ไม่นับถือศาสนาเสียยังดีกว่า–พราหมณ์-ฮินดูกับการเมือง และความศักดิ์สิทธิ์– หมอบกราบในวัฒนธรรมอินเดีย– พระโคกินเลี้ยง คำทำนาย และประเทศไทย 4.0– เมื่อพราหมณ์ “แบก” วรรณะต่ำเข้าเทวสถาน–ไสยศาสตร์กับการช่วงชิงความหมายในการเมืองไทย– พรมแดนของ “งมงาย”– ไสยศาสตร์ หมุดล่องหนและการเมืองไทยหมุดล่องหนรอบสอง– กับการต่อสู้ด้านไสยศาสตร์การเมือ–ข้อเสนอส่งท้าย : ปฏิรูปศาสนาไปพร้อมกับการเมือง– การเลือกตั้งกับนโยบายทางศาสนาของพรรคการเมือง– อยากเห็น “ฌาปณกิจสถานของผู้ไม่นับถือศาสนา” ในบ้านเรา– ปฏิรูปศาสนาไปพร้อมกับการเมือง (1) : ตั้งคำถามกับวัฒนธรรมอวยและระบบสมณศักดิ์
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject
Subject

ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่

     “ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้า ศตวรรษสู่โลกใหม่” เล่มนี้ เป็นประวัติศาสตร์สังคม คือไม่ได้เขียนเพียงเรื่องราวของผู้ปกครองเท่านั้น แต่เน้นการพัฒนาสังคมมนุษย์ เท่าที่เราประกอบร่างสร้างขึ้นได้จากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ในแต่ละยุคสมัย จัดเป็นยุคสมัยเพื่อที่จะแสดงและวิเคราะห์ปัจจัยหลัก ๆ ซึ่งได้ก่อร่างสร้างสังคมมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย เริ่มจากอดีตเมื่อภูมิประเทศว่างเปล่า แล้วตามลูกศรของเวลาดูว่ามนุษยชนใช้ทรัพยากรเพื่อทำมาหากิน สร้างสังคม จัดตั้งสถาบันได้อย่างไร สมัยอยุธยามีระยะเวลายาวถึง 500 ปี ใช้การจัดแบ่งยุคสมัยเพื่อแสดงให้เห็นว่าสังคมอยุธยาได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

       เสนอประวัติศาสตร์อยุธยาเริ่มตั้งแต่ที่เมืองอยุธยาปรากฏตัวตนขึ้นเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 19 จนเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. 2310 มีจุดที่เน้นการค้า ราชาธิปไตย พระพุทธศาสนา และสงคราม การค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำรงความยิ่งใหญ่ของอยุธยา

ในเล่มมีเนื้อหาดังนี้

1. ก่อนอยุธยา

2. การปรากฏตัวขึ้น

3. สมัยสงคราม

4. สันติภาพและการค้า

5. สังคมเมืองและการค้า

6. เสียกรุง

7. สู่กรุงเทพฯ

คลิกเครื่องหมาย + เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเครื่องหมาย - เพื่อซ่อนข้อมูล

CallnumberDS577 บ77ป 2563
Authorเบเคอร์, คริส, ค.ศ. 1948-
Titleประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่ / คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร
Editionพิมพ์ครั้งที่ 2
Publishedกรุงเทพฯ : มติชน, 2563
Detail(7), 463 หน้า : ภาพประกอบ, แผนที่ ; 24 ซม
Table of contentถ้อยแถลง : อยุธยาในประวัติศาสตร์ — ก่อนอยุธยา — กำเนิดอยุธยา — สมัยสงคราม — สันติภาพและการค้า — สังคมเมืองและการค้า — เสียกรุง — สู่กรุงเทพฯ — เกี่ยวกับแหล่งข้อมูลบางประเภท — รายพระนามกษัตริย์
Subject
Subject
Subject
Subject
Added Authorผาสุก พงษ์ไพจิตร

แหล่งสารสนเทศนอกเหนือจากหนังสือชุด ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

MOOC GEN64 131 ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

         แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมนอกจากการอ่านหนังสือประกอบการเรียนในชุด ความเป็นไทยและพลเมืองโลก และ ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2 สำหรับรายวิชาความเป็นไทยและพลเมืองโลกนี้ศึกษาแนวคิดและกระบวนการพัฒนาวิถีความเป็นไทยทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมจากอดีตถึงปัจจุบันที่ก่อให้เกิดความศิวิไลซ์ของความเป็นไทยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของสังคม รวมทั้งการศึกษาพัฒนาการของสังคมโลกที่มุ่งเน้นคุณค่าของสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะความเคารพความแตกต่าง ความหลากหลายทางสังคม การยึดหลักธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยอธิบายให้เห็นถึงการเชื่อมโยงของวิถีสังคมไทยกับความเป็นพลเมืองโลก

      WU105 รายวิชา ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2 จำนวนชั่วโมงในการเรียนรู้ 6 ชั่วโมง 5 นาที 

การสร้างความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกที่ดี

ประกอบเพิ่มเติมหนังสือชุด ความเป็นไทยและพลเมืองโลก 2

พลเมืองไทยและพลโลกที่ดี: การสร้างความเป็นพลเมืองไทย และพลโลกที่ดี

โดย: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง

สามารถเรียนรู้ตามอัธยาศัยได้จาก Thai MOOC ได้ด้วย

Facebook Comments

facebook comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top