You are currently viewing โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

          โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  (Walailak University Hospital) เป็นโรงพยาบาลในสังกัด มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดตั้งเพื่อเป็นโรงเรียนแพทย์และให้บริการรักษาระดับตติยภูมิแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตามคำเรียกร้องของชาวนครศรีธรรมราชในอดีตที่ผ่านมา

ประวัติความเป็นมา

          ย้อนไปเมื่อมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้เปิดสอนนักศึกษารุ่นที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2541 และถัดมาในปี พ.ศ. 2548 คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มาประชุมสัญจรหรือ ค.ร.ม. นกขมิ้น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีชาวนครศรีธรรมราชที่สนใจเรื่องบ้านเมืองเป็นพิเศษประมาณ 30 คน ได้นำเสนอเรื่องสำคัญต่อที่ประชุม ค.ร.ม. ซึ่งมติที่ประชุมเสนอของบประมาณมีเรื่องเสนอขอให้มี สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมอยู่ด้วย และได้รับอนุมัติการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์และเปิดสอนในปีการศึกษา พ.ศ. 2550 เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็มีกลุ่มที่สนใจร่วมคิดดำเนินการต่อว่าภายใน 5 ปี จะต้องมีโรงพยาบาลที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เพื่อเป็นที่ฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาแพทย์ ซึ่งมีปีละ 48 คน ด้วยการคัดเลือกจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง และเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ทางรัฐบาลก็ได้สื่อสารมาว่าทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีโครงการอะไรบ้างที่มีงบประมาณพันกว่าล้าน ท่านอธิการบดีในขณะนั้นได้สอบถามความเห็นของผู้บริหารและคณาจารย์ส่วนหนึ่ง ในที่สุดก็ได้คำตอบคือ สร้างโรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติทางการแพทย์ของนักศึกษาและให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วย ต่อมาก็มีการดำเนินการตามขั้นตอนลำดับการงบประมาณและการก่อสร้าง ก่อนที่งบประมาณจำนวนนี้จะมานั้นได้มีการประสานกับรัฐบาล รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง (เลขาธิการ สกอ. ขณะนั้นเพื่อเดินเรื่องต่อ) ด้วยการประสานงานกันหลายครั้ง ความสำเร็จจึงได้เกิดตามมาจึงมีการเสนอของบประมาณ 5,600 ล้านบาท ในการประชุม ค.ร.ม. สัญจรที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  และผลสรุปก็ได้รับงบประมาณโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในคราวประชุมครั้งนั้น (สืบพงศ์ ธรรมชาติ, 2560)

          และเมื่อปี 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ขนาด 750 เตียง เพื่อเป็นโรงเรียนแพทย์จัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษากลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ส่งเสริมการวิจัยทางการแพทย์ ตลอดจนการให้บริการทางการแพทย์แก่พี่น้องประชาชนภาคใต้ตอนบน นับเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ของภาคใต้ ต่อจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ, 2566)

          และเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556  ได้มีพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ระหว่าง ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายชินวัตร ลี้สมบุญ กรรมการผู้จัดการกิจการร่วมค้า พี วี ที ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นประธาน โดยมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและตัวแทนจากกิจการร่วมค้า พี วี ที ร่วมเป็นสักขีพยาน

         และ ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร ยังได้กล่าวด้วยว่า การจัดตั้งศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นั้นยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการสุขภาพแก่ชุมชนในระดับก้าวหน้า และทันสมัย ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยในระดับตติยภูมิ ที่สำคัญจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในเขตภาคใต้ตอนบน และชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นอย่างมาก โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับกรอบเงินงบประมาณเพื่อจัดตั้งศูนย์การแพทย์นี้ จำนวน 5,651,490,000 บาท สำหรับการก่อสร้างอาคาร ครุภัณฑ์ และบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 550 เตียง โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ระยะ วงเงินโครงการระยะที่ 1 จำนวน 2,158,000,000 บาท สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 400 เตียง ที่ได้ลงนามการก่อสร้างในครั้งนี้ ซึ่งมีระยะดำเนินการโครงการ 6 ปี โดยสิ้นสุดปี พ.ศ.2561 (MGR online, 2556)

          และหลังจากนั้นบริษัทผู้รับจ้างได้มีปัญหาในการก่อสร้างที่หยุดชะงักไปกว่า 1 ปี โดยผู้บริหารในยุคต่อมาจึงได้มีการว่าจ้างบริษัทรายใหม่ โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ดร.สุเมธ แย้มนุ่น รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้มีการลงในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างแล้ว โดยมี นายพิสันต์ จินตนาภักดี กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ของบริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามเป็นผู้รับจ้าง ซึ่งจะมีเวลาก่อสร้างรวม 1,400 วัน ขณะที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามอนุมัติขยายเวลาผูกพันงบประมาณจากเดิม ปี 2554-2560 เป็น 2554-2562 เรียบร้อยแล้ว

          ซึ่ง ดร.สุเมธ แย้มนุ่น รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้กล่าวว่า การก่อสร้างศูนย์การแพทย์ มวล. มุ่งทำประโยชน์เพื่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ทำอย่างถูกต้องชัดเจน ตรงไปตรงมา ด้วยความมุ่งมั่นสุจริต ในที่สุดเห็นผลในวันนี้ที่มีการลงนามก่อสร้างศูนย์การแพทย์ ถือว่าขณะนี้ได้ผ่านวิกฤตมาแล้ว   ขณะที่ นายพิสันต์ จินตนาภักดี กรรมการบริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอให้มั่นใจบริษัทจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเวลา ที่ผ่านมา บริษัทมีประสบการณ์ มีกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญงานในระบบ มีเครื่องมือเครื่องจักรกลพร้อม โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงพยาบาล ก่อสร้างมาแล้วหลายแห่ง เรามีทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 1.3 พันล้านบาท ที่สำคัญผลงานการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ตึกขนาดใหญ่ ก่อสร้างศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม ที่พักในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นผลงานที่พิสูจน์ชื่อเสียงของบริษัทแล้ว ขอให้เชื่อมันว่าบริษัทจะทำงานอย่างดี สร้างศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัยตามที่ชุมชนต้องการ และเพื่อชื่อเสียงของบริษัทด้วย (MGR online, 2558)

         ทั้งนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้เปิดโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในระยะเริ่มแรก ณ อาคารวิจัยวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อให้บริการแก่บุคลากร นักศึกษาและประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งสนับสนุนด้านการเรียนการสอน ด้านการวิจัย ด้านบริการวิชาการ แก่สำนักวิชากลุ่ม วิทยาศาสตร์สุขภาพของมหาวิทยาลัย โดยเปิดให้บริการเมื่อวันที่  24 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ตามนโยบายการก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปี 2553 รัฐบาลได้จัดงบประมาณในการก่อสร้างจำนวนเงินประมาณ 5,600 ล้านบาท บนเนื้อที่ 405 ไร่ และเริ่มก่อสร้างประมาณเดือนมีนาคม ปี 2559 โดยมีแผนก่อสร้าง จำนวน 7 อาคาร  ประกอบไปด้วย อาคาร A, B, C, D, E, F,และ G  ซึ่งในระยะแรกจะดำเนินการก่อสร้างจำนวน 5 อาคาร ได้แก่  A, B, C, D,และ F และจะแล้วเสร็จปลายปี พ.ศ. 2562 โดยเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2564 จำนวน 120 เตียง (กองทุนโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2567)

          และเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานเปิดโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ระยะแรก อย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดศูนย์การแพทย์อย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวต้อนรับ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดี กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา แขกผู้เกียรติและสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

          โดย ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เกิดจากการเรียกร้องของประชาชนชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งในขณะนั้นได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดตั้ง โดยได้รับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการรณรงค์ให้มีมหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนชาวนครศรีธรรมราชที่สะท้อนถึงความต้องการอย่างแท้จริง คณะกรรมการฯ ชุดนี้ เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดการศึกษาและวางแผนการก่อตั้งระยะเวลา 10 ปี พร้อมย้ำว่า มหาวิทยาลัยที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว จะต้องมีแผนงานที่ดีที่สะท้อนจากความต้องการปัจจุบัน และเชื่อมโยงไปยังอนาคต ไม่ใช่แต่เพียงจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือภาคใต้ แต่ว่าทั้งประเทศและประชาคมโลกด้วย 

          ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดบริการอย่างเป็นทางการในระยะแรก โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านบุคลากรทางด้านการแพทย์ และบุคลากรในด้านอื่นๆ รวมถึงระบบต่างๆ ให้ลงตัว โดยเฉพาะระบบทางด้านไอที ที่ต้องมีความทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ก่อนที่จะเปิดศูนย์การแพทย์เต็มรูปแบบในช่วงกลางปี พ.ศ. 2564 ซึ่งโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ มีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาโรคที่ซับซ้อน โดยแพทย์จะทำหน้าที่ทั้งด้านการสอน การวิจัย และให้บริการรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย โดยปัจจุบันเปิดให้บริการผู้ป่วยนอก ตรวจรักษาโรคทั่วไป และคลินิกพิเศษต่าง ๆ ได้แก่ คลินิกตา คลินิกคอนแทคเลนส์ คลินิกถันยเมตต์ และคลินิกโรคภูมิแพ้และหอบหืด ตรวจรักษาโดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของสำนักวิชาแพทยศาสตร์ จากนั้นในต้น ปี 2561 จะทยอยเปิดคลินิกเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น คลินิกสูตินารี คลินิกโรคเด็ก คลีนิกหูคอจมูก เป็นต้น และในเดือนมีนาคม 2561 จะเปิดให้บริการรับผู้ป่วยใน จำนวน 16 เตียง  (ส่วนสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2560)

           และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา  ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายอำนวย  กาญจโนภาศ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาจ้างตกแต่งภายในอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (อาคาร A B C และ D) จำนวน 4 อาคาร มูลค่า 895 ล้านบาท โดยได้รับเกียรติจาก นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานสักขีพยาน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐภาคเอกชน คณะผู้บริหาร บุคลากร นักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้แทนจากบริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) และสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โถงกลาง ชั้น 2 อาคาร A โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

          ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ  ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า หลังจากที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ทำการประกวดราคาด้วยวิธีแบบอิเล็กทรอนิกส์(E-Bidding) ตกแต่งภายในอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ จำนวน 950 ล้านบาทถ้วน โดยมีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติและเสนอราคาต่ำสุดชนะการประกวดราคา คือ บริษัทเพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเสนอราคาต่ำสุดอยู่ที่ 895 ล้านบาทถ้วน  หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เพื่อเสนอต่อ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมต.อว. เพื่อขออนุมัติขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งได้รับอนุมัติจากรมต.อว.แล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ ม.วลัยลักษณ์สามารถลงนามสัญญาจ้างอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ ได้ทันที

          ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ  กล่าวต่อไปอีกว่า การลงนามในสัญญาจ้างตกแต่งภายในอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (อาคาร A B C และ D) จำนวน 4 อาคาร มูลค่า 895 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการ 555 วันหลังจากลงนามสัญญา  โดยทางมหาวิทยาลัยมีแผนจะเปิดให้บริการโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ จำนวน 120 เตียง ในช่วงปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 จากนั้นปลายปี 2565 จะเปิดให้บริการได้จำนวน 419 เตียง  และในช่วงดังกล่าวมูลนิธิศรีธรรมราชาจะมีการสร้างตึกสงฆ์อาพาธอีกจำนวน 94 เตียงด้วย ดังนั้นในช่วงปี 2565-2566 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯจะสามารถเปิดให้บริการได้กว่า 513 เตียง

          อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ ยังได้รับอนุมัติงบประมาณจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ จำนวน 672 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างทางรายการแล้ว จึงเป็นหลักประกันได้ว่าโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยสามารถให้บริการรักษาพยาบาลในระดับตติยภูมิได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน  นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2564-2566 ยังได้งบประมาณสำหรับการจัดหาบุคลากร อีก 1,100 ล้าน ครอบคลุมทั้งอาจารย์แพทย์ พยาบาล เภสัชกรรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอื่นๆครบถ้วนอีกด้วย

          ด้านนายไกรศร วิศิษฐ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขึ้นในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนมีความใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ซึ่งประมาณเดือนธันวาคม 2564 ก็จะเปิดให้บริการได้ แม้ว่าจะรับเฉพาะผู้ป่วยนอก แต่จะมีเตียงที่รองรับผู้ป่วยได้ 120 เตียง คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี การเกิดโรงพยาบาลแห่งนี้ หรือเรียกว่า เป็นตติยภูมิ ซึ่งระบบปฐมภูมิเรามีโรงพยาบาลชุมชนหลายโรงที่อยู่ประจำอำเภอ หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนั้นที่จะดูแลผู้ป่วยในระยะแรก ระยะที่สอง คือ ทุติยภูมิ จะดูแล รีบบรรเทารักรักษาให้เร่งด่วนขึ้น จากการเป็นโรงพยาบาลตติยภูมิเราต้องมีความพร้อมให้มากขึ้น และในวันนี้เราต้องทำใน 2 เรื่อง คือ 1.ในเรื่องของปัญหาของตติยภูมิเดิมที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข พร้อมที่จะรองรับดูแลผู้ป่วยให้ได้อย่างดีที่สุด และจะต้องเติบโตไปพร้อมๆ กับการก่อสร้าง การวางแผนในการรับบริการ และ 2. หลังจากสถานการณ์โควิด-19 เราได้ปรับเปลี่ยนเป็น New Normal ในหลายเรื่อง และที่สำคัญเราจะก้าวไปสู่ผู้สูงอายุ การจะเป็นตติยภูมิที่จะดูแลหลังโควิด-19 ต้องจัดระบบให้สอดคล้องกัน สำหรับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากดีกว่าหลายๆ แห่งในประเทศไทย ที่มีความแออัด ในขณะที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีความเติบโตที่มีพื้นที่พร้อมเพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วย ฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ตามวิสัยทัศน์ของจังหวัดที่เราจะบริหารจัดการระบบปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมินั้นจะได้สอดรับกันไป สามารถดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพ และเป็นแหล่งของการวิจัยวิชาการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตด้วย (ส่วนสื่อสารองค์กร, 2563)

           และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 8.30 น. โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดพิธีเปิดโรงพยาบาล โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายอภินันท์ เผือกผ่อง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์  รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวต้อนรับ และรศ.ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลกล่าวรายงาน  ทั้งนี้มีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คณะผู้บริหารโรงพยาบาล หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เข้าร่วม ภายในงานมีพิธีสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ โดยมีพระครูภัทรธรรมภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเขาเหล็กให้พรและได้ทำพิธีเจิมป้ายห้องประชุมต่างๆ ของโรงพยาบาลเพื่อเป็นศิริมงคล ภายในงานมีการจัดบูธกิจกรรมของแผนกต่างๆ ให้บริการทางด้านการแพทย์ การพยาบาลรวมทั้งระบบสารสนเทศ และกิจกรรมนำแขกผู้มีเกียรติเยี่ยมชมการบริการแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ ตามลำดับ

และที่ผ่านมาโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับอนุมัติงบจากคณะรัฐบาล โดยมีมติจากคณะรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณจำนวนกว่า 5,600 ล้านบาทให้ก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ บนพื้นที่ 405 ไร่ ขนาด 750 เตียง เมื่อปี พ.ศ.2553 และเริ่มก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 เพื่อเป็นโรงเรียนแพทย์จัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษากลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และเพื่อให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนระดับตติยภูมิ  ขณะนี้การก่อสร้างเฟสที่หนึ่งได้เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วจำนวน 426 เตียง พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ให้บริการผู้นอกและผู้ป่วยใน ตลอด 24 ชั่วโมง

          การบริการผู้ป่วยใน ได้แก่ ห้อง Smart OR, ห้อง Smart ICU, ห้องแยกโรค (Negative pressure), ห้องคลอด, ห้องทารกแรกคลอด, ห้องผู้ป่วยในพิเศษรวม, ห้องผู้ป่วยในพิเศษเดี่ยว, ห้องผู้ป่วยในพิเศษVIPมีห้องพักญาติ รวมทั้งหอผู้ป่วยดูแลระยะพักฟื้นและผู้สูงอายุระยะพึ่งพิง   สำหรับการบริการผู้ป่วยนอกเปิดบริการคลินิกรักษาโรคเฉพาะทางต่างๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กว่า 15 คลินิก เช่น คลินิกตา คลินิกหู คอ จมูก คลินิกอายุรกรรม คลินิกตรวจสุขภาพ คลินิกโรคทางเดินหายใจ คลินิกกระดูกและข้อ คลินิกสูตินรีเวชกรรม คลินิกเด็ก คลินิกผิวหนังและความงาม คลินิกรักษ์ใจ (จิตเวช) คลินิกศัลยกรรม คลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟู และคลินิกทันตกรรม สามารถใช้สิทธิการรักษาต่างๆ ได้ดังนี้ คือ สิทธิข้าราชการเบิกจ่ายตรง สิทธิรัฐวิสาหกิจ  สิทธิองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรทอง 30 บาท (เฉพาะนักศึกษา) สิทธิประกันชีวิต บริษัท FWD บริษัทกรุงไทย-แอกซ่า ไทยประกันชีวิต และสิทธิชำระเงินเอง (โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2565)

นับตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้เริ่มต้นดำเนินการก็ได้มีผู้บริหารดำรงตำแหน่งตามลำดับดังนี้

รายนามผู้อำนวยการ

วาระการดำรงตำแหน่ง

1. นพ.จรัส จันทร์ตระกูล

ธันวาคม พ.ศ. 2559 – 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 (รักษาการ)

2. นพ.ธีระพันธ์ สงนุ้ย

1 มิถุนายน พ.ศ. 2561 – 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562 (รักษาการ)

3. รศ.ดร.จรัญ บุญกาญจน์

1 กันยายน พ.ศ. 2562 – 30 กันยายน พ.ศ. 2562 (รักษาการ)

4. นพ.ลิขิต มาตระกูล

1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 – 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (รักษาการ)

5. ผศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว

1 มีนาคม พ.ศ. 2565 – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565 (รักษาการ)

6. รศ.ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 – 14 มกราคม พ.ศ. 2567 (รักษาการ)

7. นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ

15 มกราคม พ.ศ. 2567 – 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567 (รักษาการ)

8. ผศ.นพ.ปวรุตม์ พวงศรี

1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 (รักษาการ)

9. นพ.กิตติ รัตนสมบัติ

13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน (รักษาการ)

 (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, 2568)

          วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ว่า “อาคารจุฬาภรณเวชวัฒน์” 

          สำหรับการให้บริการของโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในขณะนี้มีความก้าวหน้าไปด้วยดี จำนวนผู้เข้ามาใช้บริการรับการรักษาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีแพทย์เฉพาะทางที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ มาเป็นแพทย์ประจำของโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ก็ได้รับการรับรองการพัฒนาคุณภาพ “มาตราฐาน HA ขั้นที่ 3″ จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) นับเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ในฐานะพนักงานคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีความรู้สึกภาคภูมิใจ และขอขอบคุณโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นอย่างมากที่ได้ช่วยดูแลสุขภาพของพนักงานทุกคนตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึงวันนี้ พร้อมกับมีความมั่นใจว่าโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะมีการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช ของเราด้วย

ข้อมูลอ้างอิง

กองทุนโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2567). ก่อสร้างโรงพยาบาล. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://hospital.wu.ac.th/fund/

โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2565).รงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดพิธีเปิดโรงพยาบาล จำนวน 426 เตียง. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://hospital.wu.ac.th/?p=25480

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2568). โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ส่วนสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2560). เปิดให้บริการแล้ว!! รพ.ศูนย์การแพทย์ มวล. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://www.wu.ac.th/th/news/12506/เปิดให้บริการแล้ว!!-รพ-ศูนย์การแพทย์-มวล–

ส่วนสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. (2563). ม.วลัยลักษณ์ ลงนามสัญญาจ้างตกแต่งภายในอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ มูลค่า 895 ล้านบาท ตั้งเป้าเปิดให้บริการ 120 เตียงปลายปี2564 513 เตียงภายในปี 2566. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567. จาก https://www.wu.ac.th/th/news/18913/ม-วลัยลักษณ์-ลงนามสัญญาจ้างตกแต่งภายในอาคารโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ-มูลค่า-895-ล้

สืบพงศ์ ธรรมชาติ. (2560). ประวัติความเป็นมาของการจัดตั้งโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://hospital.wu.ac.th/?page_id=10214

Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ. (2566). ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รพ.ตติยภูมิขั้นสูงภาคใต้ตอนบน. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://www.hfocus.org/content/2023/03/27370

MGR online. (2556). มวล. ลงนามสัญญาสร้างศูนย์การแพทย์ คาดแล้วเสร็จ ปี 2561. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จาก https://mgronline.com/south/detail/9560000140403

MGR online. (2558). ลงนามสัญญา 2,128 ล้านแล้ว ศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ฉลุย ยันทุกปัญหาในโครงการนี้จบ. สืบค้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568. จากhttps://mgronline.com/south/detail/9580000086093

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.