พรรณไม้ หลากหลายในสวนวลัยลักษณ์ สวนสีเขียว แหล่งพักผ่อนหย่อนใจบนพื้นที่ขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สวนวลัยฯ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2560-2562 ตั้งอยู่บริเวณถนนทางเข้ามหาวิทยาลัย ตรงข้ามกับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ภายในสวนวลัยลักษณ์จะมีจุดเด่นอยู่ที่ลานมโนราห์สีทอง มีระเบียงน้ำให้ผู้มาเยี่ยมเยียนได้นั่งพักผ่อน ให้อาหารปลา พร้อมนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินผ่านภูเขาหลวงซึ่งเป็นทัศนียภาพที่งดงามยิ่ง
จากแนวคิดของ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นแผ่นดินแห่งความรุ่งโรจน์ (Walailak Land of Glory) จึงมีแนวคิดในการพัฒนาทางด้านกายภาพ ของมหาวิทยาลัย และได้สร้างสวนวลัยลักษณ์ (Walailak Park) แหล่งรวม พรรณไม้ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แบ่งเป็นผืนน้ำ 130 ไร่ และผืนดิน 125 ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของบุคลากรของมหาวิทยาลัย คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา รวมทั้งพี่น้องประชาชนชาวอำเภอท่าศาลา ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง ตลอดจนผู้ที่มาเยี่ยมเยียนมหาวิทยาลัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
สวนวลัยฯ
แผ่นดินแห่งความรุ่งโรจน์ Walailak Land of Glory สวนวลัยลักษณ์ (Walailak Park) นอกจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ออกกำลังกาย พบปะสังสรรค์ หรือจะใช้เป็นแหล่งธรรมชาติบำบัดแล้ว รู้หรือไม่ว่า ยังมีพรรณไม้นานาพรรณ รอทุกท่านเชยชมและค้นหา ความงดงามตามธรรมชาติ มีระเบียงน้ำ และลานมโนราห์สีทอง โดยมีทัศนยีภาพด้านหลังเป็นภูเขาหลวง ซึ่งงดงามมาก นอกจากนั้นยังมีส่วนย่อมที่มีทั้งไม้ดอกไม้ประดับ มีร่มจามจุรีไว้ให้นั่งผักผ่อน ซึ่งจุดเด่นของสวนวลัยลักษณ์แบ่งออกได้ดังนี้:
ลานมโนราห์สีทอง
🐘รูปปั้นโขลงช้าง
ระเบียงน้ำ ให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้พักผ่อน ให้อาหารปลา และชมพระอาทิตย์ตกดิน
ความร่มรื่นเขียวขจีของต้นไม้ และไม้ดอก ไม้ประดับนานาพรรณ เช่น ซุ้มเฟื่องฟ้ารูปหัวใจ ดงทองอุไร ดงดอนญ่า ลานดอกดาวกระจาย ฟ้าประทานพร หางนกยูง
🌀สวนรูปแบบต่าง ๆ เช่น สวนอังกฤษ สวนญี่ปุ่น
ศาลาริมน้ำ ไว้สำหรับนักผักผ่อนหย่อนใจ
ร่องน้ำ ให้ความชุ่มชื่นและเย็นสบายของสายน้ำ เช่น น้ำตกทิพย์พิมาน น้ำพุนกฮูก ร่องน้ำธรรมชาติ (Creek) สระบัวแดง บัวน้ำเงิน
เส้นทางการออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน
ลานจามจุรี ร่มเงาใหญ่มาก
เขาวงกต สร้างขึ้นมาเพื่อนักผจญภัยทุกท่าน รอความท้าทายจากผู้มาเยือนในการพิชิตเขาวงกต เป็นต้นไม้เขียวขจี
พรรณไม้ : ดอกไม้สีเหลือง
ดอกประดู่
ต้นประดู่ คนไทยสมัยโบราณมีความเชื่อว่าเชื่อว่า ประดู่ คือ ความพร้อม ความร่วมมือ ร่วมใจสามัคคี มีพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้นประดู่และดอกประดู่ จึงเป็นสัญลักษณ์ของหลาย ๆ หน่วยงาน เช่น ต้นประดู่เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ต ต้นไม้ประจำวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ ดอกประดู่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และ จังหวัดอุตรดิตถ์ ดอกไม้ประจำชาติพม่าและเป็นดอกไม้ของเทศกาลสงกรานต์หรือเทศกาลปีใหม่ของพม่า ที่ชาวพม่าเรียกว่า “ตะจั้น” หรือ “ตะจ่าน” เป็นต้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อเรียกอื่น ๆ : ประดู่อังสนา, ประดู่บ้าน, ดู่ป่า (เหนือ), อะนอง, ดู่
ชื่อภาษาอังกฤษ : Burma Padauk, Burmese Rosewood
ประดู่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูงประมาณ 20-25 เมตร หรืออาจะสูงกว่านั้น เป็นไม้กลางแจ้งชอบแดดจัด ดอกประดู่เป็นดอกไม้ขนาดเล็กที่รวมกันเป็นช่อ มักออกดอกปลายกิ่ง ซึ่งจะมีการผลัดใบก่อนออกดอกพร้อมกันทั้งต้น จะออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ โดยจะออกบริเวณซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง โคนก้านมีใบประดับ 1-2 อัน ลักษณะเป็นรูปรี กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันเป็นถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก แบ่งเป็นอันบน 2 กลีบติดกัน และอันล่าง 3 กลีบติดกัน ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ สีเหลืองแกมแสด ลักษณะของกลีบเป็นรูปผีเสื้อ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูติดกันเป็น 2-3 กลุ่ม ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอมแรง จะบานและร่วงพร้อมกันทั้งต้น โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ดอกมีสีเหลืองทองอร่าม เมื่อบานสะพรั่งพร้อม ๆ กันจะงดงามส่งกลิ่นหอมขจรไกล
ทองอุไร
ไม้มงคลดอกสีเหลืองอร่ามงามตา มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกดอกทั้งปีโดยมีรูปทรงเป็นช่อรวงงดงาม ปลูกง่าย โตเร็ว ทนแล้งได้ดี นิยมนำมาปลูกประดับตกแต่งสวน คนโบราณมีความเชื่อกันว่าว่าถ้าใครปลูกทองอุไรแล้วดอกดก ๆ บานสะพรั่งเหลืองอร่ามงดงาม จะช่วยเสริมโชคชะตา ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทองมั่งคั่ง ซึ่งเหมือนกับแนวคิดของ ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัย ที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นแผ่นดินแห่งความรุ่งโรจน์ (Walailak Land of Glory) มีความเจริญรุ่งเรืองและมีชื่อเสียงโด่งดังขจรไกลไปทั่วโลก
ชื่อวิทยาศาสตร์: Tecoma stans (L.) Juss. ex Kunth
ชื่อวงศ์: Bignoniaceae
ชื่อสามัญ: Yellow elder, Yellow bells, Trumpet vine
ชื่อเรียกอื่น ๆ ภาษาไทย: พวงอุไร, สร้อยทอง, ดอกละคร
ชื่อเรียกอื่น ๆ ภาษาอังกฤษ: Gingerthomas, Yellow Bells, Yellow Elder, Yellow Trumpet Bush
ถิ่นกำเนิด: มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาเขตร้อนถึงหมู่เกาะเวสต์อินดิส
ลักษณะทั่วไป: ต้น เป็นไม้พุ่มชนาดกลาง ไม่ผลัดใบ เรือนยอดทรงกลมถึงรูปไข่นก ทรงพุ่มโปร่ง ลำต้นตั้งตรง ลักษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น มีดอกสีเหลืองสด ออกดอกเป็นช่อ
การขยายพันธุ์: การปลูกควรเป็นที่ดอน หรือที่สูงที่ ไม่เคยมีน้ำท่วมขัง ดินที่เหมาะสำหรับการปลูกก็คือดินร่วน ชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน
สรรพคุณทางสมุนไพร: ใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับปัญหาทางเดินอาหารได้
การใช้ประโยชน์: ปลูกประดับตกแต่งสวน ดอกใช้บูชาพระ ใช้เป็นยาสมุนไพร
บานบุรีสีเหลือง
นิยมปลูกเป็นไม้พุ่มแสดงขอบเขตหรือเป็นซุ้มไม้เลื้อย ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามสวนสาธารณะ ริมถนน ริมทะเล ตามทางเดิน หรือปลูกคลุมดิน สามารถตัดแต่งให้เป็นทรงพุ่มได้ มีดอกที่สวยงาม สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนจะออกดอกดกมากเป็นพิเศษ
ชื่อวิทยาศาสตร์: Allamanda cathartica L.
วงศ์: Apocynaceae
ชื่อสามัญ: Allamanda, Buttercup Vine, Golden Trumpet , Yellow Allamanda
ถิ่นกำเนิด: อยู่ในประเทศบราซิลและอเมริกาเขตร้อน
ลักษณะทั่วไป: บานบุรีเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยเนื้อแข็งขนาดกลาง สูงประมาณ 3-6 เมตร
ดอกมีขนาดใหญ่ ออกดอกเป็นช่อกระจุกบริเวณยอด โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก ส่วนดอกย่อยเป็นสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนานหรือเป็นรูปหอก ปลายกลีบดอกมนใหญ่ มีขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 16 มิลลิเมตร โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้นหรือเป็นหลอดแคบ และสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนจะออกดอกดกเป็นพิเศษ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง ชอบน้ำปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย ปลูกเลี้ยงได้ง่าย เติบโตเร็ว กลางแจ้ง ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน แต่อยู่ได้ทั้งในที่ร่มรำไรและที่มีแสงแดดจัด
พรรณไม้ : ดอกไม้สีแสด
ดอกหางนกยูงฝรั่ง
ไม้ยืนต้นขนาดกลาง นิยมนำไปปลูกระดับตามสวนสาธารณะ ตามสถานที่ราชการ และตามริมถนน เพราะปลูกง่ายทนทานต่อความแห้งแล้ง ออกดอกสีสันสดใสสวยงาม สร้างความสุข ความสดชื่นให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น ขนาดความสูงเมื่อต้นโตเต็มที่สูงประมาณ 12-18 เมตร มีทรงพุ่ม แผ่กิ่งก้านออกคล้ายจามจุรี แต่มีขนาดเล็กกว่า ลำต้นเกลี้ยง เปลือกสีเทาเข้ม โคนต้นเป็นพูพอน มักมีรากโผล่พ้นดินออกโดยรอบเมื่อต้นโตเต็มที่ ใบเป็นใบรวม ยาวประมาณ 40-60 เซนติเมตร ประกอบด้วยก้าน ใบย่อย และมีใบย่อยเรียงกันเป็นคู่ ๆ อยู่บนก้านใบย่อย ก้านละ 15-25 คู่ ออกดอกเป็นช่อ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ช่วงอากาศร้อนและแห้งแล้ง ปีใดอากาศร้อนและแห้งแล้งมากจะยิ่งออก ดอกดกและทิ้งใบทั้งต้น เหลือแต่ดอกบานสะพรั่งดูงดงามเป็นพิเศษ ดอกหางนกยูงฝรั่งประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ และเกสรตัวผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกหางนกยูงฝรั่งมีสี 3 สี คือ สีแดง สีแสด และสีเหลือง หางนกยูงฝรั่งมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิม อยู่บนเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1824 โดยนักพฤกษศาสตร์ ชาวออสเตรเลียชื่อ เวนเซล โบเจอร์ (Wenzel Bojer)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Delonix regia (Bojer) Raf.
ชื่อวงศ์: Caesalpinioideae
ชื่อภาษาอังกฤษ: Flam-boyant, The Flame Tree, Royal Poinciana
ชื่อภาษาไทย: หางนกยูงฝรั่ง อินทรีย์ (ภาคกลาง) หงอนยูง (ภาคใต้) ซมพอหลวงและส้มฝ่อหลวง (ภาคเหนือ)
ดอกไม้หลากสี
ดอกเฟื่องฟ้า
สวนวลัยลักษณ์ จะมีการจัดซุ้มรูปหัวใจด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีขาว ชมพู สวยงาม ไว้สำหรับให้ผู้มาเยือนได้ถ่ายรูป ได้เดินลอดซุ้ม เฟื่องฟ้า เป็นพรรณไม้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “ราชินีแห่งไม้ประดับ” คนไทยโบราณมีความเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกต้นเฟื่องฟ้าไว้เป็นไม้ประจำบ้านจะสามารถช่วยสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าเฟื่องฟ้าเป็นไม้มงคลสำคัญของเทศกาลตรุษจีน เพราะเฟื่องฟ้าสามารถออกดอกได้บานสะพรั่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน (จึงเป็นที่มาของการเรียกเฟื่องฟ้าว่า “ต้นตรุษจีน”) เมื่อดอกเฟื่องฟ้าบานจะแสดงให้เห็นถึงความเบิกบาน สว่างไสว ความเจริญรุ่งเรืองที่ก้าวไกลแห่งชีวิต
ชื่อวิทยาศาสตร์: Bougainvillea spec-tabilis Willd
ชื่อวงศ์: Nyctaginaceae
ชื่อสามัญ: Paper flower, Bougainvillea
ชื่อเรียกอื่น ๆ: ดอกต่างใบ ดอกกระดาษ ตรุษจีน ศรีราชา และดอกโคม
ถิ่นกำเนิด: เฟื่องฟ้าถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศบราซิล สำหรับในประเทศไทยได้มีการนำพันธุ์ของต้นเฟื่องฟ้าเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.2423 (รัชกาลที่ 5)
ลักษณะทั่วไป: เฟื่องฟ้าเป็นไม้เนื้อแข็งประเภทไม้เถารอเลื้อย มีหนามแหลมตามลำต้น (เถา) มีลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ สีเขียวสด บางพันธุ์ใบด่างขาว หรือสีทองสลับเขียว เป็นชนิดใบเดี่ยว การออกดอกจะออกตามยอดเป็นช่อขนาดใหญ่ แต่ละดอกย่อยประกอบด้วยกลีบดอก 3 กลีบ แต่ละกลีบมีหลอดขนาดเล็กอยู่กลีบละ 1 หลอด กลีบดอกเฟื่องฟ้ามีหลายสี เช่น ขาว แดง ชมพู ม่วง เหลือง แสด ฯลฯ และสองสีบนต้นเดียวกัน เฟื่องฟ้าจะออกดอกตลอดปี
การใช้ประโยชน์: ใช้ดอกในการประกอบอาหาร หรือ ตกแต่งจานอาหาร ดอกเฟื่องฟ้าสามารถนำมาชุบแป้งทอด รับประทานกับน้ำจิ้ม
ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกสวยมีหลายสีจากหลากหลายสายพันธุ์ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นซุ้มไม้เลื้อย เป็นซุ้มนั่งเล่น ปลูกในที่สาธารณะ สวนข้างทางเดิน ปลูกเป็นแนวรั้ว ปลูกเป็นไม้กระถาง หรือทำเป็นไม้บอนไซหรือไม้แคระ สามารถตัดแต่งทรงพุ่มได้ ดูแลรักษาได้ง่ายและทนความแล้งได้ดี เมื่อมีอากาศเย็นจะมีดอกออกเต็มต้น แต่ไม่ควรนำไปปลูกไว้ใกล้กับสนามเด็กเล่นเพราะมีหนามแหลม
ต้นไม้ให้ร่มเงา
ต้นจามจุรี
ต้นไม้ขนาดใหญ่ เด่นตระหง่านให้ความร่มรื่นกับผู้ที่มาเยือน ต้นจามจุรีเหมาะสำหรับการใช้งานด้านภูมิทัศน์ เจริญเติบโตเร็วและแข็งแรง เหมาะสำหรับการสร้างพื้นที่สีเขียวได้เร็ว ใบแห้งเป็นส่วนผสมของดินปลูกที่ดีที่สุด
ชื่อวิทยาศาสตร์: Samanea saman (Jacq.) Merr.
ชื่อวงศ์: MIMOSACEAE
ชื่อสามัญ: East Indian walnut/ Rain tree/ Monkey Pod
ชื่อเรียกอื่น ๆ: จามจุรี(กทม.,ตราด) / ก้ามกราม(กลาง)ามปู(กทม.,พิษณุโลก)/ ฉำฉา(กลาง,เหนือ) / ตุ๊ดตู่(ตราด)/ ลัง, สารส/ ก้ามกุ้ง(กทม.,อุตรดิตถ์)/ ก้า, สำสา(เหนือ)
จามจุรีเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-20 เมตร ผลัดใบเรือนยอดแผ่เป็นพุ่มกว้างคล้ายร่ม โคนต้นเป็นพูพอนต่ำ เปลือกสีน้ำตาลปนเทา แตกตามยาวขรุขระไม่เป็นระเบียบ
ลักษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยเรียงตรงข้าม มี 2-10 คู่ ใบรูปไข่รูปรีหรือคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 1.5-5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบบิดเบี้ยว ผิวในด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบข้างละ 7-8 เส้น ไม่มีก้านใบย่อย มีดอกสีเหลืองปนเขียว กลีบเลี้ยง 7-8 กลีบ กลีบดอกโคนเชื่อมติดเป็นถ้วย ปลายแยก 5 แฉกเป็นรูปแตร เกสรเพศผู้จำนวนมาก ยาวโผล่พ้นกลีบดอก สีชมพูอ่อน บริเวณโคนมีสีขาว ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแน่น ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 3 ซม. ช่อดอกรวมบานเต็มที่กว้าง 5-6 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก
พรรณไม้ ในสวนวลัยลักษณ์ยังมีอีกมากมายหลากหลายชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ที่รอทุกท่านมาชม ไม่ว่าจะเป็น บัวแดง บัวน้ำเงิน ดอกเข็ม ฟ้าประทานพร ดอนญ่า หมากผู้หมากเมีย ปาล์ม อินทนิล เป็นต้น
สวนวลัยลักษณ์ เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อให้บุคลากรและนักศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดี ใช้แหล่งพักผ่อนหย่อนใจและทำกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ และความสำคัญอีกประการหนึ่งของสวนวลัยลักษณ์ (Walailak Park) คือสวนวลัยลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Walailak Green University) ซึ่งตอบโจทย์ SDG 11.2.4 Public access to green spaces และ SDG ที่ 11.4.9 Building on brownfield sites และ เมื่อ วันที่ 12 ธันวาคม 2567 UI GreenMetric World University Rankings ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับโลก ประจำปี 2024 โดยมีสถาบันอุดมศึกษาจาก 95 ประเทศ จำนวน 1,477 แห่งทั่วโลก และ 59 สถาบันในประเทศไทยเข้าร่วม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยสีเขียวโลกดีขึ้นต่อเนื่อง อยู่ในอันดับ 81 ร่วมของโลก อันดับ 6 ของไทย พร้อมครองแชมป์มหาวิทยาลัยสีเขียวภาคใต้ 5 ปีซ้อน จัดโดย UI GreenMetric World University Rankings 2024
แหล่งข้อมูล
แนะนำสวนวลัยลักษณ์
Landmark ใหม่ @สวนวลัยลักษณ์ https://www.youtube.com/watch?v=R6OnWQr0NyY
LANDMARK ใหม่ @สวนวลัยลักษณ์ EP.2 https://www.youtube.com/watch?v=5mjWgjM0Pho
WOW WALAILAK – สวนวลัยลักษณ์ จุดเช็คอินห้ามพลาด!!! https://www.youtube.com/watch?v=4y6ulLhi42k
สวนวลัยลักษณ์ สวนสาธารณะมหาวิทยาลัย https://www.youtube.com/watch?v=5YyWaBlTXmc
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://cultural.wu.ac.th/sdg11-4new9
https://www.wu.ac.th/th/news/9783
https://www.wu.ac.th/th/news/14598
https://walailakchannel.wu.ac.th/infographics-2/สวนวลัยลักษณ์-สวนใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัยไทย
ดอกประดู่ ดอกไม้แห่งความศักดิ์สิทธิ์และการเป็นหนึ่งเดียวกัน https://library.wu.ac.th/nst_localinfo/burmese-rosewood/
ต้นประดู่ http://www.old.satitm.chula.ac.th/cudbiomap/plants_pages/pradu.html
บานบุรีสีเหลือง (Allamanda cathartica) https://pharmoffice.kku.ac.th/iss/smhcontrol/herb/297
เฟื่องฟ้า ความงามของทุกฤดูกาล https://www.doctor.or.th/article/detail/1479
ต้นเพื่องฟ้าสวนไม่ดอกไม้ประดับ https://bangkoklibrary.go.th/web10/page/sub/1307/ไม้ดอกไม้ประดับและพืชผักสวนครัว/1/info/251/เฟื่องฟ้า
https://bangkoklibrary.go.th/web10/page/sub/1307/ไม้ดอกไม้ประดับและพืชผักสวนครัว/1/info/241/ทองอุไร
หางนกยูงฝรั่งความสดใสแห่งฤดูร้อน : https://www.doctor.or.th/article/detail/1921
รูปภาพประกอบ
https://dcc.wu.ac.th/walailakpark/
https://www.wu.ac.th/th/content/294/จุดเช็คอินใน-มวล-