ดอกไม้สีม่วง ที่ปลูกในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีหลากหลายสายพันธุ์เพราะสีประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คือ สีแสด-ม่วง
สีแสด: เป็นสีประจำวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
สีม่วง: เป็นสีประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสีประจำพระรัตนธัชมุนี(ม่วง รัตนธัชโช-เปรียญ) เจ้าอาวาสวัดท่าโพธ์ และผู้อำนวยการการจัดการศึกษามณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลปัตตานี (ในสมัยรัชการที่ 5) ที่ชาวนครศรีธรรมราชนับถือ ยกย่องว่าเป็นผู้จัดการศึกษาสมัยใหม่ของเมืองนี้
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้นประดู่ (Pterocarpus indicus Willd.) ส่วนมากพบในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้เป็น ต้นไม้ที่นิยมปลูกให้ร่มเงาในเมืองนครศรีธรรมราช เคยปลูกบริเวณศาลาหน้าจวนเจ้าเมือง ซึ่งรู้จักกันในนาม “ศาลาประดู่หก”
พรรณไม้กลุ่ม ดอกไม้สีม่วง ภายในรั้วมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่ดูผ่าน ๆ แล้วคล้ายกันมาก ออกดอกต่อเนื่องกันตลอดทั้งปี มีให้เห็นอยู่ริมสองข้างถนนจะบอกว่าเกือบทุกเส้นทางก็ว่าได้ ดอกไม้สีม่วงของตะแบก เสลา อินทนิลแล้วแบ่งเป็นอินทนิลน้ำกับอินทนิลบกอีกนะ ทั้งสี่ชนิดเป็นไม้ในสกุลเดียวกันคือ Lagerstroemia วงศ์ Lythraceae เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของไทย ใครบางคนที่เคยเรียกแค่ชื่อ “ตะแบก” เราไปทำความรู้จักกับลักษณะและความแตกต่างของพรรณไม้ดอกม่วงเอาไว้เป็นข้อสังเกตุเพื่อครั้งต่อไปจะได้เรียกให้ชื่อได้ถูกต้อง เพราะสามารถแยกพรรณไม้ทั้งสี่ออกได้แล้ว ใครเคยได้ยินประโยคเหล่านี้บ้าง “เสลาเปลือกแตก ตะแบกเปลือกหลุด อินทนิลเปลือกเรียบ” นี่คือลักษณะที่แตกต่างในส่วนที่เป็นเปลือกของลำต้น ไปรู้จักดอกไม้สีม่วงทั้งสี่กันค่ะ
ชื่อไทย: ตะแบกนา (Thai crape myrtle)
ชื่อท้องถิ่น: เปื๋อยด้อง เปื๋อยนา เปื๋อยหางค่าง (ภาคเหนือ) ตะแบกไข่ (ราชบุรี ตราด)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lagerstroemia floribunda Jack
วงศ์: LYTHRACEAE
การใช้ประโยชน์: นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
เนื้อไม้: ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนัก และทำเครื่องมือการเกษตร
ราก: แก้แผลในปากและคอ
แก่น: แก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
เปลือก: แก้ไข แก้ท้องเสีย
ใบ: ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสด ต้มหรือชงแก้เบาหวาน ขับปัสสาวะ
เมล็ด: แก้เบาหวาน นอนไม่หลับ
พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดนครสวรรค์
ชื่อสามัญ: Thai bungor
ชื่อท้องถิ่น: เกรียบ ตะเกรียบ (ชอง-จันทบุรี), ตะแบกขน (นครราชสีมา), เสลาใบใหญ่ (ทั่วไป), อินทรชิต
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lagerstroemia loudonii Binn.
วงศ์: LYTHRACEAE
การใช้ประโยชน์: นิยมปลูกประดับตกแต่งสวน ปลูกเพื่อให้ร่มเงาและความร่มรื่น
เนื้อไม้: นิยมนำมาทำเป็นไม้แกะสลัก
เปลือก: แก้อาการท้องเสียนำเปลือกไปตากแห้งนำมาต้มดื่ม หรือบดเป็นผงรยตรงแผลช่วยบรรเทาอาการแผลอักเสบ
พรรณไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ; ดอกไม้ประจำจังหวัดร้อยเอ็ด
ชื่อสามัญ: อินทนิลบก
ชื่อท้องถิ่น: กากะเลา (อุบลราชธานี), กาเสลา กาเสา (ตะวันออกเฉียงเหนือ), จ้อล่อ จะล่อ จะล่อหูกวาง (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lagerstroemia macrocarpa Wall. ex Kurz
วงศ์: LYTHRACEAE
การใช้ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้ประดับ ให้ร่มเงา
เนือไม้: แข็งแรงทนทานนิยมใช้ในการก่อสร้าง ทำเครื่องเรือนและเครื่องมือ
ใบ: รสจืดขมฝาดเย็น ต้มหรือชงน้ำร้อนดื่ม แก้โรคเบาหวาน ขับปัสสาวะ เป็นยาลดความดัน เปลือกต้น: รสฝาดขม แก้ไข้/แก้ท้องเสีย เมล็ด: รสขม แก้โรคเบาหวาน/นอนไม่หลับ แก่น: รสขม ต้มดื่มแก้โรคทางเดินปัสสาวะ โรคเบาหวาน ราก: รสขม แก้แผลในปาก/คอ เป็นยาสมานท้อง
พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดสกลนคร
ชื่อไทย: อินทนิลน้ำ (Pride of India, Queen’s crape myrtle)
ชื่อท้องถิ่น: อินทนิล ตะแบกดำ (กรุงเทพมหานคร) บางอบะซา (นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.
วงศ์: LYTHRACEAE
ราก: แก้แผลในปากและคอ
แก่น: แก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
เปลือก: แก้ไข แก้ท้องเสีย
ใบ: ยอดอ่อนรับประทานเป็นผักสด ต้มหรือชงแก้เบาหวาน ขับปัสสาวะ
เมล็ด: แก้เบาหวาน นอนไม่หลับ
เปลือกลำต้น: เรียบเป็นมันและหลุดล่อน
ใบ: ใบอ่อนมีขนคลุมตลอดใบ ใบแก่ผิวเรียบเกลี้ยง
ช่อดอก: ชูเหนือเรือนยอด
ดอก: สีม่วง หรือม่วงอมชมพู เมื่อดอกแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว
การออกดอก: กรกฏาคม-กันยายน
เปลือกลำต้น: แตกเป็นร่องตามยาวตลอดลำต้น
ใบ: คล้ายอินทนิล บริเวณเส้นใบมีขน
ดอก: มีขนาดไม่ใหญ่เท่าอินทนิล สีม่วง หรือชมพูและมีสีขาวประปราย กลีบดอกจะย้วยหยัก
การออกดอก: ปลายฤดูหนาวจนถึงกลางฤดูร้อน โดยดอกจะบานสะพรั่งทั้งต้น คล้ายดอกซากุระจึงได้รับสมญาว่า “ดอกซากุระฤดูร้อน”
เปลือกลำต้น: แตกเป็นร่องตื้น หลุดเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ
ใบ: โคนใบสอบ ปลายใบทู่
ดอก: ขนาดใหญ่ โคนกลีบดอกคอดเป็นก้านสั้นกว่าอินทนิลน้ำ
การออกดอก: มีนาคม–พฤษภาคม
เปลือกลำต้น: สีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างเรียบ มีรอบด่างสีขาว
ใบ: หนา โคนใบมน ปลายใบแหลมเป็นติ่ง
ช่อดอก: ชูขึ้นเหนือเรือนยอด
ดอก: สีม่วง ม่วงอมชมพูหรือสีชมพู กลีบดอก 6 กลีบ โคนคอดเรียวเป็นก้านสั้น
การออกดอก: มีนาคม-มิถุนายน
พรรณไม้ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีมากมายมีทั้งไม้ยืนต้นประจำถิ่นอย่าง ยางนา และพรรณไม้ดอกที่เห็นเด่นชัดมากคือ ดอกไม้สีม่วง ที่ปลูกในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีหลายชนิดแต่ที่นำมาแค่สี่ชนิดเพราะผู้เขียนเองก็เรียกเป็นอยู่ชื่อเดียว “ตะแบก” ไม่สามารถแยกออกได้ว่าเป็นดอกไม้ชนิดใด เลยชวนไปทำความรู้จักเพื่อที่ว่าผ่านไปคราวหน้าจะได้เรียกถูกว่าริมถนนรอบนอกเส้นนี้มีดอกไม้สีม่วงคืออินทนิล ถ้าเป็นถนนรอบในริมถนนบริเวณอาคารบริหารดอกไม้สีม่วงจะเป็นตะแบก ส่วนดอกเสลาจะอยู่ริมถนนเขตที่พักบุคลากร ซึ่งจะออกดอกสีม่วงไล่เรียงกัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จึงมี “ดอกไม้สีม่วง” ให้เห็นตลอดทั้งปี
ปล. คราวหน้าเราจะไปรู้จักกับดอกไม้สีแสดกันดูบ้าง
อินทนิล-เสลา-ตะแบก https://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/194
ตะแบกนา https://adeq.or.th
แฝดสามพันธุ์ ไม้หน้าตาคล้ายกัน https://sciplanet.org/content/16110/
อินทนิล เสลา ตะแบก http://legacy.orst.go.th/?knowledges=อินทนิล-เสลา-ตะแบก
ภาพจาก: https://pooysb.blogspot.com/2015/03/beautiful-flower.html