ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้น ประดู่ (Pterocarpus indicus Willd.) ส่วนมากพบในป่าเบญจพรรณทางภาคใต้เป็น ต้นไม้ที่นิยมปลูกให้ร่มเงาในเมืองนครศรีธรรมราช เคยปลูกบริเวณศาลาหน้าจวนเจ้าเมือง ซึ่งรู้จักกันในนาม “ศาลาประดู่หก”

เพลงประจำมหาวิทยาลัยมีอยู่หนึ่งเพลงชื่อ ประดู่คู่ใจ และมีชื่อเรียกขานนักศึกษาแต่ละรุ่นว่า “ประดู่ช่อที่ …”  ประดู่มีหลายสายพันธุ์ ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ประดู่ป่า ประดู่บ้าน ประดู่แดง และประดู่แขก ทั้งสี่สายพันธุ์จะมี “ประดู่ป่า และ ประดู่บ้าน” ที่มีส่วนคล้ายกันมาก ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองเหมือนกัน เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เหมือนกัน มีในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มองด้วยตาผ่าน ๆ เหมือนกันจนเราเรียกรวมกันไปว่า “ประดู่” แต่อย่างที่บอกแล้วว่าสายพันธุ์ทั้งสองแค่มีส่วนคล้าย เราไปทำความรู้จักลักษณะของประดู่ทั้งสองสายพันธุ์กันค่ะ

ประดู่ บ้าน
ประดู่ ป่า

ประดู่ บ้าน

ต้นไม้ทรงปลูกในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, ต้นไม้ทรงปลูกใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, สัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย, ต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ต

ชื่อวิทยาศาสตร์: Pterocarpus indicus Willd.

วงศ์: Fabeceae หรือ Leguminosae วงศ์ย่อย Faboideae (Papilionoideae หรือ Papilionaceae)

ชื่อสามัญ: Burmese Rosewood

ชื่อเรียก: ประดู่กิ่งอ่อน, ดู่บ้าน,ประดู่ลาย, ประดู่บ้าน, สะโน

ลักษณะ: ไม้ยืนต้นขนาดกลาง – ใหญ่ ผลัดใบ สูงได้ถึง 25 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีน้ำตาลดำ แตกตามยาวเป็นสะเก็ดตื้น ๆ มีน้ำยาง เปลือกในสีแดง เรือนยอดทรงกลมหรือทรงเจดีย์ เตี้ยแผ่กว้าง หนาทึบ กิ่ง ก้าน ทอดต่ำ ย้อยลงต่ำ 

ใบ: ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 7-13 ใบ ปลายสุดของช่อเป็นใบเดี่ยว ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่กว้าง  ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมน ขอบมีคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบหนาเป็นสีเขียว ผิวใบมีขนสั้น ๆ ก้านใบอ่อนมีขนเล็กน้อย

ดอก: กลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกเป็นช่อกระจะตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก สีเหลืองแกมแสด ลักษณะของกลีบเป็นรูปถั่ว บานและร่วงพร้อมกันทั้งต้น ออกดอก มีนาคม – เมษายน

ผล: ผลขนาดเล็ก เป็นรูปกลมหรือรีแบน ที่ขอบมีปีกบางตรงกลางนูนเป็นที่อยู่ของเมล็ด ผลอ่อนเป็นสีเขียวแกมเหลืองเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เมล็ดคล้ายกับเมล็ดถั่วแดง ผิวเรียบสีน้ำตาล 

ประดู่ ป่า

ต้นไม้ทรงปลูกในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัดชลบุรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : PPterocarpus macrocarpus Kurz

วงศ์: PAPILLIONACEAE 

ชื่อสามัญ: Bermese Ebony

ชื่อเรียก: ประดู่เสน, จิต๊อก, ฉะนอง ดู่, ดู่ป่า, ตะเลอ

ลักษณะ: ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่  สูงได้ถึง 30 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลดำแตกเป็นสะเก็ด เปลือกในมีน้ำเลี้ยงสีแดง เนื้อไม้สีขาวอมเหลือง แก่นสีน้ำตาลแกมแดง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ  

ใบ: ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรีมนแกมรูปไข่ ใบเรียวแคบ ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกว้างโค้งมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง 

ดอก: สีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม เป็นรูปถั่ว ออกเป็นช่อกระจะแยกแขนง ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกห้อยลง   ออกดอก มีนาคม – พฤษภาคม

ผล: เป็นแผ่นกลมแบน มีปีกโดยรอบ ตรงกลางนูนมี 1-2 เมล็ดรูปทรงรี เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล มีขนาดใหญ่กว่าประดู่บ้านและมีขนปกคลุมทั่วไป

ปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดบัญชีไม้ประดู่ป่าให้อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ

ประดู่บ้าน
ประดู่ ป่า

สรรพคุณ

เปลือกต้น: รสฝาดจัด มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย

แก่นเนื้อไม้: ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้เสมหะ

ราก: เป็นยาแก้ไข้ แก้พิษไข้

ใบ: นำมาตากแห้งใช้ชงกับน้ำร้อนเป็นชาใบประดู่ นำมาดื่มจะช่วยบรรเทาอาการระคายคอได้

ผล: สรรพคุณเป็นยาแก้ท้องร่วง

ยางไม้ประดู่: มีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “Gum Kino” สามารถนำมาใช้เป็นยาแก้โรคท้องเสียได้

เนื้อไม้: เหมาะสมสำหรับใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เปลือกให้น้ำฝาดสำหรับฟอกหนัง และให้สีน้ำตาลสำหรับย้อมผ้า แก่นให้สีแดงคล้ำ

สรรพคุณ

เปลือกต้น: นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย ยาแก้ท้องเสีย ยาสมานบาดแผล

แก่น: มีรสขมฝาดร้อน มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง เป็นยาบำรุงโลหิตแก้โลหิตจาง ปวดเมื่อย ยาแก้ไข้ ยาแก้เสมหะ แก้โลหิตและกำเดา แก้ผื่นคัน ยาแก้พิษเมาเบื่อ ขับปัสสาวะ

ใบ: เป็นยาพอกฝีให้สุกเร็ว พอกบาดแผล พอกแก้ผดผื่นคัน

ผล: มีรสฝาดสมาน ยาแก้อาเจียน ยาแก้ท้องร่วง

สรรพคุณโดยรวม: บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงกำลัง แก้กษัย แก้คุดทะราด แก้ไข้ แก้เสมหะ แก้เลือดกำเดาไหล แก้พิษเบื่อเมา ช่วยขับปัสสาวะ แก้ผื่นคัน บำรุงร่างกาย แก้ท้องเสีย ช่วยสมานบาดแผล ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ใช้เป็นยาพอกฝีให้สุกเร็ว ใช้พอกบาดแผล แก้ผดผื่นคัน แก้อาเจียน  แก้ท้องร่วง 

เนื้อไม้: สีแดงอมเหลือง เนื้อละเอียดปานกลาง มีลวดลายสวยงาม แข็งแรงทนทาน ใช้ในงานก่อสร้างทำเสา พื้น ต่อเรือ เครื่องเรือน เครื่องดนตรี เปลือกไม้ใช้ย้อมผ้าให้สีน้ำตาล แก่นใช้ย้อมผ้าให้สีแดงคล้ำ เปลือกน้ำฝาดใช้ฟอกหนัง

ประดู่เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อละเอียดปานกลาง ปลวกไม่กิน เนื้อไม้สีสวยมีลวดลาย ตกแต่งขัดเงาได้ดี นิยมนำมาใช้สร้างบ้านเรือน ทำเกวียน ทำเรือและส่วนประกอบต่าง ๆ ของเรือเพราะไม้ประดู่มีคุณสมบัติทนน้ำเค็ม ทำเครื่องดนตรี ทำเครื่องเรือนและเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ

ต้นประดู่เป็นไม้เรือนยอดกลมโต ปลูกเป็นไม้ประดับ ตามอาคารหรือสถานที่สาธารณะ เป็นไม้ให้ร่มเงา ให้ความสวยงาม และช่วยกำจัดอากาศเสีย ช่วยกรองฝุ่นละออง กันลมกันเสียงได้ดี มีระบบรากหยั่งลึกและแผ่กว้างที่ช่วยยึดหน้าดินไว้ไม่ให้พังทลาย และรากที่มีปมขนาดใหญ่ยังช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเก็บไว้ในรูปของไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์อีกด้วย ส่วนใบเมื่อร่วงหล่นก็จะกลายเป็นธาตุอาหารอินทรีย์ให้แก่ดิน

สัญลักษณ์ ดอกประดู่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดอุตรดิตถ์  ต้นประดู่เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ต และเป็น “ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์”

แหล่งข้อมูล:

ประดู่บ้าน https://medthai.com/ประดู่บ้าน

ประดู่ป่า https://medthai.com/ประดู่ป่า

หอพรรณไม้ Forest Herbarium https://www.facebook.com/ForestHerbarium

สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช https://www.facebook.com/DnpResearch

ต้นประดู่ : อัญมณีแห่งป่า https://preserved-flower.biz/pterocarpus-indicus-willd/

ประดู่บ้าน vs ประดู่ป่า https://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/285

พันธุ์ไม้ทรงปลูกและต้นไม้น่ารู้ https://plant.forest.go.th/plant-knowledge/

ภาพต้นประดู่ https://www.facebook.com/WalailakUniversity/

https://www.wu.ac.th/th/about/69/สัญลักษณ์

Post Views: 1,021