พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์ ถือเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญและถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวนครศรีธรรมราช เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ลังกาให้ทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 700 ประดิษฐานอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ ระหว่างศาลากลางจังหวัดและศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแต่เดิมเป็นหอพระประจำวังของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในบริเวณที่ตั้งวังเดิมของเจ้าพระยานคร (น้อย)

พระพุทธสิหิงค์

ตำนานความเป็นมา

หอพระพุทธสิหิงค์ แต่เดิมเป็นหอพระประจำวังของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในบริเวณที่ตั้งวังเดิมของเจ้าพระยานคร (น้อย) ตำนานของพระพุทธสิหิงส์ มีผู้เรียบเรียงไว้หลายท่าน แต่ตำนานโดยย่อตามความเชื่อของชาวนครศรีธรรมราช เชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นองค์แท้ที่รับมาจากประเทศลังกา ตั้งแต่โบราณกาลในปี พ.ศ. 700 และองค์แท้จะมีเพียง 3 องค์คือ (วิเชียร ณ นคร และคณะ, 2521, น. 479-483)
1. องค์ซึ่งประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอกเศษ (63 เซนติเมตร) สูง 79 เซนติเมตร 

2. องค์ซึ่งชาวเชียงใหม่ เรียกกันว่า “พระสิงห์” ประดิษฐาน ณ ซุ้มคูหาพระวิหารพระพวิหารพระสิงห์เดิม หรือ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักกว้าง 2 ศอก

3. องค์ที่ประดิษฐาน ณ หอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ ขนาดหน้าตักกว้าง 14 นิ้ว (37 เซนติเมตร) สูง 41.5 เซนติเมตร 

พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่คนไทยบูชากันทั่วประเทศตั้งแต่ราว พ.ศ. 1700 เศษเป็นต้นมา จุดเริ่มต้นของพระพุทธสิหิงค์อยู่ที่ลังกา หรือปัจจุบันเรียกว่า “ศรีลังกา” คือ เจ้ากษัตริย์สามพี่น้องสร้างขึ้นมา ใน พ.ศ. 700 กล่าวว่า ต้องขอให้นาคเนรมิตรองค์ให้เหมือนพระพุทธเจ้าตามที่เคยเห็นให้ดูเป็นแบบ เพื่อจะหล่อให้ใกล้เคียงพระพุทธลักษณะให้มากที่สุด เจ้ากษัตริย์ลังกา องค์หนึ่งทรงพิโรธ ที่ช่างหล่อทำไม่ได้ดังพระทัยจึงใช้ไม้ทรงหวดช่าง ส่งผลให้ช่างหล่อนิ้วพระหัตถ์องค์หนึ่งมีตำหนิและยังปรากฏตลอดมา อีกทั้งมีตำนานกล่าวว่าพระกรรณขวาบิ่น ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเรื่องราวสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราชแห่งปทุมวงศ์ ซึ่งครองเมืองนครศรีธรรมราช (มหานคร) มีว่า พระพุทธสิหิงค์หยุดที่เกาะปีนังก่อนถึงนครศรีธรรมราช ประทักษิณารอบพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช 7 วัน แล้วไปพระนคร 7 วัน และไปเชียงใหม่ การที่มีข้อความดังนี้ แสดงว่า พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานหลายที่หลายแห่งและล้วนเป็นเมืองสำคัญของสยาม (ไทย) สมัยนั้น มีบางท่านเขียนไว้ว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเสด็จทรงขอพระพุทธสิหิงค์จากศรีธรรมราชมหานคร ในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช (องค์ใดไม่แน่ชัด) แต่ตามทางการศึกษาและเอกสารไทย ตลอดทั้งเอกสารศรีลังกาและการติดตามเรื่องนี้ของคณะตามรอยจตุคามที่ศรีลังกาพบว่า พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมาโศกราชทรงขอพระพุทธสิหิงค์จากศรีลังกาจากวัดที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว (ปัจจุบันประดิษฐานที่เมืองแคนดี) เพราะพระพุทธสิหิงค์องค์จตุคาม (เทพ 4 องค์) และพระบรมธาตุจะต้องอยู่คู่กันเสมอ และทำให้น่าพิจารณาว่า ที่ศรีธรรมราชมหานคร ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันก็มีองค์ประกอบทั้ง 3 ครบ คือ พระพุทธสิหิงค์ พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วด้านซ้าย (ในองค์กระบรมธาตุเจดีย์นคร) และองค์จตุคาม (เทพ 4 องค์)  (สืบพงศ์, 2552-2553, น. 103)

นักวิชาการทางศิลปะกล่าวว่า พระพุทธสิหิงค์ เมืองนครศรีธรรมราช มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย พระพักตร์ค่อนข้างกลม เม็ดพระศกเป็นก้นหอยเวียนขวา พระเกศามาลาเป็นรูปดอกบัวตูมพระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้น แม้ว่าจะสร้างตามแบบพุทธศิลป์ปาละของอินเดียแต่ก็แสดงรูปลักษณะแบบช่างหลวงนครศรีธรรมราช พระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองมาเป็นเวลายาวนานได้รับความเลื่อมใสและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป จึงได้มีการจำลองพุทธสิหิงค์องค์นี้หลายครั้งหลายคราว ทั้งขนาดเท่าองค์จริงหน้าตัก 14 นิ้ว ขนาดนิ้วที่ใหญ่กว่า และขนาดที่เล็กกว่าองค์จริง รวมทั้งการจำลองพระพุทธสิหิงค์เป็นพระกริ่งและเหรียญให้พุทธศาสนิกชนได้เช่าบูชาในโอกาสต่าง ๆ (สมพุทธ ธุระเจน, 2557, น. 11-12)

 

ในส่วนของประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น มีความศรัทธาและมั่นคงว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานในหอพระพุทธสิหิงค์นั้นเป็นปูชนียวัตถุสำคัญยิ่งเป็นอุทะทศิกเจดีย์คู่พระธาตุเจดีย์และยังมั่นใจว่า คือ พระพุทธสิหิงค์องค์เดิมจากประเทศลังกา โดยเหตุผลจากตำนานประวัติศาสตร์พุทธลักษณะ และบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ทั้งสองพระนครในยุคนั้น  ซึ่งพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรให้หล่อจำลองขึ้น 2 ครั้ง คือ  (บรรจง วงศ์วิเชียร, 2535, น. 22)

          ครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเททองหล่อ ณ บริเวณวัดพระบรมธาตุ (หน้าพระวิหารหลวง) เมื่อ 26 สิงหาคม 2517 ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 10 ปีขาล เวลา 11.09 น.

          ครั้งที่สอง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเททองหล่อ ณ วัดมะนาวหวาน ตำบลช้างกลาง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ 16 สิงหาคม 2534 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม เวลา 15.09 น. 

พระพุทธสิหิงค์

ลักษณะขององค์พระพุทธสิหิงค์ ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช

            หอพระสิหิงค์ เดิมมีฐานะเป็นหอพระ ตั้งอยู่ในเขตจวนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (ปัจจุบันคือที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช)  เดิมเป็นตึกขนาด 3 ห้อง มีเฉลียงรอบ ยกพื้นถมดินปูอิฐหน้าวัว พื้นสูงราว 2 ศอก หลังคามุงกระเบื้อง ประดับช่อฟ้า ใบระกา ต่อมาในปี 2457 ได้สร้างหอพระสิงค์หลังใหม่ขึ้นด้วยเงินมรดกกองกลางของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (หนูพร้อม ณ นคร) โดยมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้อง ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ภายในอาคารแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระสิหิงค์ ซึ่งมีความสำคัญในตำนาน และพิธีกรรมต่าง ๆ ของเมืองนคร รวมถึงพระพุทธรูปสำคัญต่าง ๆ หลายองค์ และส่วนหลังเป็นที่เก็บพระอัฐและอัฐของเจ้านายและบุคคลอันเกี่ยวเนื่องด้วยวงศ์เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

            พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งประดิษฐานภายในหอพระสิหิงค์นั้น เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราชมาแต่โบราณ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยสำริด หน้าตักกว้าง 32 เซนติเมตร สูง 42 เซนติเมตร กางกั้นด้วยฉัตรหักทองขวางทำด้วยโลหะปิดทองฉลุลาย ด้านข้างของพระสิหิงค์มีพระพุทธรูปหุ้มเงินและพระพุทธรูปหุ้มทองปางอุ้มบาตรประทับยืนข้างละ 1 องค์ ซึ่งพระพุทธรูปเหล่านี้ พระยานครศรีธรรมราชกราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ว่าเป็นพระกัลปนา ในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ 2 ปรากฏตำแหน่งหมื่นพุทธกาล ถือศักดินา 400 เป็นนายหมวดคุมข้าพระสิหิงค์ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้ถวายที่ดินบริเวณจวนเจ้าเมืองเป็นราชพลีเพื่อใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช หอพระสิหิงค์จึงอยู่ในความดูแลของทางจังหวัด โดยมอบหมายให้แผนกศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้ดูแล จนกระทั่งวันที่ 27 เมษายน 2514 จึงได้มีการส่งมอบหอพระสิหิงค์ให้กรมศิลปากร เป็นผู้ดูแลรักษามาจนปัจจุบัน (กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2514) 

 

พระพุทธสิหิงส์
พระพุทธสิหิงส์
พระพุทธสิหิงส์
พระพุทธสิหิงส์

ทั้งนี้ สามารถเข้าสักการะพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ประดิษฐานอยู่ที่หอพระพุทธสิหิงค์ บริเวณศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. ยกเว้นวันหยุดหรือวันนักขัตฤกษ์ และในทุก ๆ  ปี ในวันสงกรานต์จะมีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกมาจากหอพระพุทธสิหิงค์ โดยนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราชจะเป็นผู้นำไปประดิษฐาน ณ สนามหน้าเมือง เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สักการะบูชาและสรงน้ำตั้งแต่เช้าจรดเย็น เพื่อเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต  เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่แบบไทย และเมื่อเสร็จสิ้นก็จะนำกลับไปประดิษฐานไว้ยังที่เดิมเหมือนทุก ๆ ครั้ง

 

พระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงค์(วัดอินคีรี)

พระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์
พระพุทธสิหิงค์

พระพุทธสิหิงส์ วัดอินคีรี (ภาพจากภูมิ จิระเดชวงศ์)

เอกสารอ้างอิง

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (2514). หอพระสิหิงค์. ข้อมูลให้ความรู้ของสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช.

บรรจง วงศ์วิเชียร. (2535). พระพุทธสิหิงค์. สารนครศรีธรรมราช, 22(2), 17-22.

ภูมิ จิระเดชวงศ์. (13 เมษายน 2567). ประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช. https://www.facebook.com/groups/771841749673718

สมพุทธ ธุระเจน. (2557). พระพุทธสิหิงค์จำลอง. สารนครศรีธรรมราช, 44(6), 11-26.

สืบพงศ์ ธรรมชาติ. (2552-2553). เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์. สารอาศรมวัฒนธรรม, 10(1), 103-108.

Museum Thailand. (2561). พระพุทธสิหิงค์: พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช. Museum Thailand. https://www.museumthailand.com/th/3343/storytelling/พระพุทธสิหิงค์/

Views: 145

Comments

comments

Leave a Reply

For security, use of Google's reCAPTCHA service is required which is subject to the Google Privacy Policy and Terms of Use.